บทที่ 50 : อดีตอันแสนเศร้าและตัวเขาที่แตกสลาย
เสิ่นเจาอี้ไม่มีทางรู้เลยว่าสวี่เมิ่งแม่บ้านคนใหม่ของเธอกำลังว้าวุ่นใจและเป็นกังวลล่วงหน้าถึงเรื่องรอบเดือนที่กว่าจะมาก็อีกตั้งครึ่งเดือน
ตอนนี้ภายในหัวของเธอถูกยึดครองไปด้วยเรื่องราวของซูเย่จนไม่มีพื้นที่ว่างเหลือให้คิดเรื่องอื่น
มื้อค่ำของวันจบลงอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย
ด้วยความที่ไม่อยากให้ของกินต้องเหลือทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ เธอจึงหันไปบอกให้สวี่เมิ่งนำอาหารที่เหลือเก็บเข้าตู้เย็นเอาไว้ก่อน เผื่อว่าช่วงกลางดึกเธอเกิดหิวขึ้นมาก็ยังพอจะนำมาอุ่นกินรองท้องได้บ้าง
คล้อยหลังแม่บ้านสาวที่จัดการงานเสร็จและขอตัวกลับไปแล้ว หญิงสาวก็เดินตรงเข้าไปในห้องน้ำเพื่อแช่น้ำอุ่นให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย
สายน้ำอุ่นจัดที่โอบล้อมรอบตัวช่วยปัดเป่าความตึงเครียดที่สะสมมาทั้งวันให้จางหายไปได้มาก ทว่าทันทีที่เปลือกตาบางปิดลง ภาพนัยน์ตาของซูเย่ที่จ้องมองมาเมื่อคืนกลับฉายชัดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
นี่เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!
หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่งกลางอ่างอาบน้ำอย่างรวดเร็วพลางสลัดความคิดวุ่นวายทิ้งไป
เธอรีบจัดการธุระของตัวเองจนเสร็จสิ้นแล้วเดินเช็ดผมที่เปียกชื้นออกมาด้านนอก เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเพิ่งจะผ่านพ้นช่วงหนึ่งทุ่มมาได้ไม่นาน
พอไม่ได้เปิดดูไลฟ์สตรีม ไม่ได้เล่นเกม หรือแม้แต่ไม่มีใครให้พิมพ์ข้อความคุยด้วย เวลาในแต่ละวันมันช่างเดินช้าจนน่าหงุดหงิด
"หาอะไรเรียนฆ่าเวลาหน่อยดีไหมนะ"
แต่ความคิดนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นมาได้เพียงเสี้ยววินาทีก็ถูกเสิ่นเจาอี้ปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เธอมีเงินทองมากมายก่ายกองขนาดนี้แล้ว ทำไมจะต้องหาเรื่องใส่ตัวไปเรียนอะไรให้ปวดหัวอีก
เธอเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความฝันอันยิ่งใหญ่หรืออยากจะปีนป่ายไปเป็นคนสำคัญของโลกเสียหน่อย
หากมีเรื่องไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่ถนัด ก็แค่ใช้เงินจ้างคนมาจัดการให้ก็สิ้นเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยส่วนตัว แม่บ้าน หรือแม้แต่พ่อบ้านดูแลคฤหาสน์ อาชีพเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลในการคงอยู่ของมัน
หน้าที่เพียงอย่างเดียวของเธอหลังจากนี้คือการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการพักผ่อนหย่อนใจและเสพสุขกับการใช้เงินอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว
เข็มนาฬิกาเดินวนไปจนเกือบจะถึงเวลาสามทุ่ม ทว่าซูเย่ก็ยังคงไร้ซึ่งวี่แววว่าจะตอบกลับข้อความ
เสิ่นเจาอี้จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่เงียบสนิทด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจกดเข้าแอปพลิเคชันเพื่อเข้าไปดูลาดเลาในห้องแชทเสียง
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะกำลังงอนเรื่องอะไร หรือจะมีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้หายตัวไปแบบนี้ อย่างน้อยขอแค่ได้เห็นว่าเขายังออนไลน์อยู่ เธอก็คงจะเบาใจลงได้บ้าง
แต่เมื่อเธอกดเข้าสู่ห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์ ไอดีของสตรีมเมอร์ทั้งเจ็ดคนที่นั่งอยู่บนไมค์ล้วนเป็นชื่อที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งสิ้น กลับไร้เงาของเย่ติง
"อะไรกัน หายไปไหนของเขากัน หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น"
เสิ่นเจาอี้สบถออกมาเบาๆ พลางขยับเปลี่ยนท่านั่งด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ
ปลายนิ้วเรียวกดส่งของขวัญเปย์รอบวงให้ทุกคนบนไมค์ไปหนึ่งระลอกเพื่อดึงดูดความสนใจ ก่อนจะพิมพ์ข้อความลงในหน้าจอสาธารณะเพื่อระบุตัวให้จื่อฉีเปิดอ่านข้อความหลังไมค์โดยเฉพาะ
เพราะในบรรดาสตรีมเมอร์ทั้งหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่ดูจะสนิทชิดเชื้อกับซูเย่มากที่สุด แถมดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกันในชีวิตจริงอีกด้วย
ทางด้านจื่อฉี เมื่อเห็นข้อความของบอสใหญ่ เขาก็รีบกดเข้าไปดูระบบหลังไมค์ทันที
【zy: แอดวีแชตฉันมาหน่อย มีเรื่องจะถาม】
ก้อนเนื้อในอกของชายหนุ่มกระตุกวาบขึ้นมาทันที ลางสังหรณ์บอกเขาว่าเรื่องนี้ต้องหนีไม่พ้นเรื่องของซูเย่อย่างแน่นอน
และทันทีที่เขากดตอบรับคำขอเป็นเพื่อนในแอปพลิเคชันวีแชต ข้อความของเสิ่นเจาอี้ก็รัวส่งเข้ามาไม่ยั้งราวกับพายุเข้า
【zy: ซูเย่ไปไหน】
【zy: ข้อความไม่ตอบ ห้องแชทเสียงก็ไม่มา ฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย】
【zy: พอจะรู้เรื่องอะไรบ้างไหม】
ข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอเต็มไปด้วยอารมณ์ร้อนรนจนจื่อฉีสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายใจของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน
เขาแอบถอนหายใจเบาๆ ตอนแรกเขายังนึกว่าซูเย่จะบอกเรื่องนี้กับเธอไปแล้วเสียอีก
ชายหนุ่มพยายามชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะค่อยๆ พิมพ์ตอบกลับไป
【จื่อฉี: คือว่าพี่ zy ครับ วันนี้ซูเย่ลาหยุดครับ พอดีมีธุระนิดหน่อย】
มีธุระอย่างนั้นเหรอ
เสิ่นเจาอี้อ่านข้อความแล้วยิ่งรู้สึกร้อนใจมากกว่าเดิม ธุระอะไรกันถึงได้ทำให้คนหายเข้ากลีบเมฆไปแบบนี้
เมื่อเช้าก็ยังเห็นว่าไปทำงานตามปกติอยู่เลย ทำไมพอตกดึกถึงได้ปุบปับลาหยุดไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้
จื่อฉีเองก็กำลังรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เมื่อเห็นว่าความเป็นห่วงเป็นใยของ zy นั้นดูจริงจังและไม่ได้ล้อเล่น เขาจึงกลัวว่าหญิงสาวจะเก็บไปคิดมากจนเลยเถิด จึงตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไปแบบคลุมเครือเพื่อรักษาน้ำใจ
【จื่อฉี: วันนี้เป็นวันพิเศษครับ】
เสิ่นเจาอี้รีบสลับหน้าจอไปเปิดดูปฏิทินในโทรศัพท์ทันที
วันพิเศษงั้นเหรอ หรือว่าจะเป็นวันเชงเม้ง ไปไหว้สุสานบรรพบุรุษมาใช่ไหม
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น นี่มันก็มืดค่ำป่านนี้แล้วก็น่าจะกลับมาถึงห้องแล้วไม่ใช่หรือไง
เมื่อเห็นว่าจื่อฉีเริ่มทำตัวเงียบหายและไม่ยอมตอบข้อความต่อไป เสิ่นเจาอี้ก็ไม่รอช้า
เธอสลับหน้าจอกลับเข้าไปในห้องแชทเสียงวิคตอเรียฮาร์เบอร์ แล้วเริ่มกระหน่ำกดส่งของขวัญราคาแพงให้เขาอย่างบ้าคลั่งทันที
zy มอบ [ปราสาทโรแมนติก] x1 ให้กับ [vic.จื่อฉี] ในห้อง [วิคตอเรียฮาร์เบอร์]
zy มอบ [ปราสาทโรแมนติก] x2 ให้กับ [vic.จื่อฉี] ในห้อง [วิคตอเรียฮาร์เบอร์]
บรรดาสตรีมเมอร์บนไมค์ต่างพากันแตกตื่นเมื่อเห็นแจ้งเตือนของขวัญชิ้นใหญ่ลอยขึ้นมาบนหน้าจอสาธารณะรัวๆ
【เสี่ยวเช่อ: สถานการณ์มันเป็นยังไงเนี่ย】
【อาเยว่: เดี๋ยวๆ จื่อฉี นี่นายไปทำอะไรมา】
【ฉางเฟิง: แคปจอแป๊บ เดี๋ยวจะเอาไปฟ้องซูเย่!】
【เยว่เลี่ยง: หม่อมฉันขอแจ้งจับพระสนมฉี!】
จื่อฉีถูกการเปย์อย่างบ้าเลือดของหญิงสาวทำเอาตกใจจนมือไม้สั่น เขารีบรัวแป้นพิมพ์ส่งข้อความกลับไปขอความเมตตาทันที
【จื่อฉี: อย่าทำแบบนี้สิพี่ ผมผิดไปแล้วครับ!】
【จื่อฉี: ถ้าเกิดซูเย่มาเห็นเข้า เขาต้องคิดว่าผมฉวยโอกาสตีท้ายครัวตอนเขาไม่อยู่แน่ๆ!】
เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของอีกฝ่าย เสิ่นเจาอี้ก็รู้ได้ทันทีว่าวิธีนี้ได้ผล เธอจึงค่อยๆ พิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายลง
【zy: ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่าพวกนายมีความลับอะไรที่ปิดบังเอาไว้ แค่บอกมาก็พอว่าตอนนี้ซูเย่ปลอดภัยดีหรือเปล่า!】
จื่อฉีนั่งชั่งใจอยู่นานพักใหญ่ สุดท้ายก็ยอมปริปากบอกความจริงผ่านข้อความ เขาอธิบายว่าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เพื่อนเป็นยังไงบ้าง
พอถึงช่วงเวลานี้ของทุกปี ซูเย่มักจะมีอาการแปลกไปจากเดิมเสมอ ตอนแรกเขาแอบหวังลึกๆ ว่าปีนี้พอมี zy เข้ามาในชีวิตแล้ว สถานการณ์ของเพื่อนอาจจะดีขึ้นมาบ้าง
แต่จากที่เห็นในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะคาดหวังมากเกินไปหน่อย
ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ คนเราจะเอาแต่จมปลักอยู่กับอดีตไปตลอดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นสภาพจิตใจได้พังทลายลงสักวัน
หลังจากได้อ่านข้อความเหล่านั้น ความอยากรู้อยากเห็นของเสิ่นเจาอี้ก็ยิ่งพุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะทนไม่ไหว
เธออยากรู้ใจจะขาดว่าอดีตที่ว่านั้นมันคือเรื่องอะไรกันแน่!
ทว่าไม่ว่าเธอจะพยายามตะล่อมถามหรือหว่านล้อมด้วยวิธีไหน จื่อฉีก็ปิดปากเงียบสนิทและไม่ยอมหลุดข้อมูลใดๆ ออกมาอีกเลย ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ เขาก็พิมพ์ข้อความถามกลับมา
【จื่อฉี: พี่ พี่เป็นห่วงซูเย่จริงๆ ใช่ไหมครับ】
เสิ่นเจาอี้อ่านประโยคนั้นแล้วแอบค่อนขอดในใจ นี่มันคำถามไร้สาระอะไรกัน
ของขวัญราคาเป็นสิบๆ ล้านเธอก็กดเปย์ไปให้ตั้งขนาดนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าจุดประสงค์หลักในตอนแรกจะทำไปเพื่อหวังยอดเงินคืนสะสมจากระบบเปย์เงินคืนก็เถอะ...
จื่อฉีเองก็พอจะเดาความคิดของหญิงสาวออก ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าช่วงนี้ทั้งสองคนมักจะเปิดวิดีโอคอลทิ้งไว้เพื่อคุยกันจนหลับไปทุกคืน
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันดูพัฒนาไปไกลและลึกซึ้งมากจนเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเพื่อนรัก เขาจึงตัดสินใจเสนอแนะทางออกให้
【จื่อฉี: ถ้าอย่างนั้น ผมว่าพี่ไปถามเรื่องนี้กับเขาต่อหน้าด้วยตัวเองน่าจะดีกว่านะครับ】
【zy: ต่อหน้าเหรอ หมายถึงให้ไปเจอกันงั้นเหรอ แล้วฉันจะไปตามหาเขาได้ที่ไหน!】
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไปแทบจะทันที นี่มันไม่ข้ามขั้นไปหน่อยหรือไง หญิงสาวเริ่มรู้สึกลังเลใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ทางด้านจื่อฉีก็เข้าใจไปเองว่าเธอมีความตั้งใจอยากจะไปพบเพื่อนของเขาจริงๆ จึงจัดการกดส่งตำแหน่งที่อยู่ของซูเย่ไปให้ทางข้อความ ก่อนจะทิ้งท้ายว่าจะต้องกลับเข้าไปทำงานดูแลลูกค้าในห้องแชทเสียงต่อแล้ว
หลังจากนั้นไม่ว่าเสิ่นเจาอี้จะพิมพ์อะไรไป เขาก็ไม่เปิดอ่านและไม่ตอบกลับมาอีกเลย กลายเป็นว่าทั้งสองคนต่างก็ตีความเจตนาของอีกฝ่ายผิดเพี้ยนไปคนละทิศคนละทาง
เมื่อหญิงสาวเห็นหมุดตำแหน่งที่อยู่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปถึงเมือง G อาการปวดหัวก็แล่นริ้วขึ้นมาทันที
ต่อให้เธอตัดสินใจจองตั๋วเดินทางและนั่งรถไฟความเร็วสูงไปตอนนี้ กว่าจะต่อรถไปถึงที่หมายก็คงต้องใช้เวลาจนถึงช่วงสายหรือบ่ายของวันพรุ่งนี้เป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเธอและซูเย่ในตอนนี้ มันเหมาะสมแล้วจริงๆ เหรอที่เธอจะเป็นฝ่ายบุกไปหาเขาถึงที่
ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เสิ่นเจาอี้ไม่เคยเป็นฝ่ายวิ่งตามหรือบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของใครก่อน
แต่พฤติกรรมกระวนกระวายใจและร้อนรนของเธอในวันนี้ มันดูผิดแผกไปจากนิสัยเดิมของเธอมากจนแทบจะกลายเป็นคนละคน
หลังจากนั่งทบทวนความคิดอยู่ครู่ใหญ่ เธอจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์หาซูเย่อีกครั้ง
สายที่โทรออกไปสามครั้งแรกไม่มีคนรับ ส่วนครั้งที่สี่ถูกกดตัดสายทิ้งไปเสียดื้อๆ แต่การกระทำนั้นก็เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ
แต่การที่เขาเอาแต่เงียบและไม่ยอมตอบข้อความ ประกอบกับคำพูดคลุมเครือของจื่อฉีก่อนหน้านี้ มันทำให้ภายในใจของเสิ่นเจาอี้รู้สึกร้อนรุ่มราวกับมีมดนับพันตัวมากัดแทะ
อดีตที่ว่านั่นมันคือเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมถึงต้องทำตัวลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นอดีตอันเลวร้ายที่ทำให้ตัวเขาแตกสลายอย่างนั้นเหรอ
ตอนนี้ในหัวของเธอเริ่มจินตนาการปะติดปะต่อเรื่องราวเป็นฉากๆ ราวกับกำลังอ่านนิยายรักวัยรุ่นแนวดราม่าเคล้าน้ำตาก็ไม่ปาน
【zy: อารมณ์ไม่ดีอยู่หรือเปล่า เล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม】
เสิ่นเจาอี้ตัดสินใจส่งข้อความหาซูเย่อีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบ
เธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิมพ์ประโยคต่อไป
【zy: ซูเย่ คุยกับฉันหน่อยสิ】
น้ำเสียงที่สื่อผ่านตัวอักษรซึ่งดูอ่อนลงและยอมลดทิฐิลงมาแบบนี้ เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อนเลยในความสัมพันธ์ครั้งเก่าๆ
ทว่าความพยายามของเธอก็ยังคงไร้ผล ข้อความเหล่านั้นยังคงไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากอีกฝั่ง
เสิ่นเจาอี้หมดหนทาง จึงต้องงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้เพื่อยั่วโมโหเขา
【zy: ที่ไม่ยอมพูดด้วยนี่คือเกลียดฉันแล้วใช่ไหม】
และดูเหมือนว่าวิธีนี้จะได้ผลชะงัดนัก เพราะเพียงชั่วอึดใจ โทรศัพท์ในมือของเธอก็สั่นแจ้งเตือนข้อความเข้า
【ซูเย่: เปล่า】
มุมปากของเสิ่นเจาอี้ยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ปลาติดเบ็ดเข้าให้แล้ว
เธอรู้อยู่เต็มอกว่าซูเย่ไม่มีทางเกลียดเธอหรอก ขอเพียงแค่เขายอมเปิดปากโต้ตอบกลับมา การสนทนาในค่ำคืนนี้ก็สามารถดำเนินต่อไปได้
สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้คือการรุกฆาตเพื่อต้อนให้เขาจนมุม
【zy: รับสายหน่อยได้ไหม ฉันเป็นห่วงคุณมากนะ】
หญิงสาวมั่นใจว่าป่านนี้จื่อฉีคงจะส่งข้อความไปรายงานสถานการณ์ให้เขาฟังเรียบร้อยแล้ว และเธอก็มั่นใจด้วยว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เธอแสดงออกไปทั้งหมดนั้น มีน้ำหนักมากพอที่จะพังทลายกำแพงความดื้อรั้นของซูเย่ลงได้อย่างแน่นอน
หลังจากรอคอยอยู่อึดใจหนึ่งและเห็นว่าเขาไม่ได้พิมพ์ข้อความใดๆ กลับมา เสิ่นเจาอี้จึงกดโทรศัพท์หาเขาอีกครั้ง
เสียงรอสายดังลากยาวอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะถึงขีดจำกัด ในตอนที่เธอเริ่มถอดใจและคิดว่าแผนการของตัวเองคงจะไม่ได้ผล สายที่โทรออกไปก็ถูกกดรับในที่สุด
"เจาอี้"
เสียงทุ้มต่ำของซูเย่ดังแว่วมาจากปลายสาย น้ำเสียงของเขาฟังดูแหบพร่าและไม่ได้มีความอ่อนโยนละมุนละไมเหมือนอย่างเคย
หัวใจของเสิ่นเจาอี้กระตุกวูบราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดเอาไว้ หญิงสาวรีบปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนและปลอบประโลมมากที่สุด
"ฉันอยู่นี่แล้ว"
หลังจากประโยคนั้น ความเงียบก็โรยตัวปกคลุมไปทั่วทั้งบทสนทนา มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันแผ่วเบาดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์
ในค่ำคืนนี้เสิ่นเจาอี้กลับมีความอดทนสูงส่งอย่างน่าประหลาด เธอปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าโดยไม่คิดจะเอ่ยเร่งรัดอะไร จนกระทั่งในที่สุดซูเย่ก็ยอมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลง
"ผมขอโทษ"
"หืม คนที่ควรจะพูดคำว่าขอโทษต้องเป็นฉันต่างหากไม่ใช่เหรอ"
ซูเย่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินแบบนั้น
"เรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย"
"ก็เมื่อคืนตอนที่ฉันเฝ้าห้องให้คุณ ฉันดันแอบแวะไปดูไลฟ์ของคนอื่นด้วยไม่ใช่หรือไง"
[จบบท]