บทที่ 57 : ขาดสิพี่ เขาน่ะขาด
บรรยากาศภายนอกสถานีตำรวจค่อนข้างเงียบสงบ เสิ่นเจาอี้ยืนกอดอกนิ่ง สายตาของเธอกวาดมองชายหนุ่มทั้งสองคนสลับกันไปมา
“เล่ามาสิ แข่งรถใต้ดินมันคือยังไงกัน”
“ทำไมถึงไปพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมายได้”
เพ่ยเยี่ยนเม้มปากแน่นไม่ยอมพูดอะไรออกมา ส่วนชิวเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีท่าทีกระตือรือร้น
แววตาของเขาเป็นประกายเมื่อคิดได้ว่าพี่สาวคนนี้จัดการพี่เพ่ยเยี่ยนได้แน่ เขาจึงรีบขายเพื่อนร่วมทีมทันที
“พี่สะใภ้ คือแบบนี้นะครับ การแข่งรถใต้ดินเนี่ย เป็นพวกคุณชายลูกเศรษฐีที่ชอบความท้าทาย ไปหาสถานที่ร้างแล้วจัดแข่งแบบมีเงินเดิมพัน”
“ถึงมันจะอันตราย แต่ก็ได้เงินเยอะครับ”
“เงินหรอ”
เสิ่นเจาอี้มองไปทางเพ่ยเยี่ยนด้วยความสงสัย
“นายเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อหาเงินพวกนั้นไปทำไม ขาดเงินขนาดนั้นเลยหรอ”
“ขาดสิครับพี่สะใภ้ เขาขาดมากเลย”
“ชิวเจ๋อ!”
เพ่ยเยี่ยนตวาดเสียงแข็งเพื่อให้อีกฝ่ายเงียบ แต่เสิ่นเจาอี้กลับส่งเสียงดังกว่า
“ปล่อยให้เขาพูด!”
ชิวเจ๋อรีบหลบไปอยู่หลังเสิ่นเจาอี้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด แล้วบอกว่าเพื่อเอาเงินไปลงแข่งรถ
ใบหน้าของเพ่ยเยี่ยนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แววตาของเขาไหววูบด้วยความรู้สึกอับอายที่ถูกคนอื่นล่วงรู้ถึงสถานการณ์อันย่ำแย่ของตัวเอง อีกทั้งยังมีความกังวลลึกๆ ซ่อนอยู่ว่าอาจจะถูกมองด้วยสายตาดูถูก
เสิ่นเจาอี้ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลย เธอเข้าไปในห้องไลฟ์ของไฟร์ไม่กี่ครั้งก็จริง แต่ก็เปย์ไปไม่ใช่น้อยๆ ถอนออกมาได้ก็น่าจะเกือบล้านหยวนแล้วมั้ง
การแข่งขันอะไรกัน ทำไมผู้เข้าแข่งขันถึงต้องควักเงินตัวเองจ่ายไปเยอะขนาดนั้น
“นายจะไปเดบิวต์เป็นไอดอลหรอ”
เธอมองตั้งแต่หัวจรดเท้า รูปร่างหน้าตาแบบนี้ก็พอจะเป็นตัวท็อปได้อยู่
แต่ด้วยนิสัยเสียแบบนั้น ช่างมันเถอะ
ชิวเจ๋อถึงกับสำลักเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานที่ไปคนละทิศคนละทาง เขาพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มที่
ก่อนจะอธิบายว่ามันคือการแข่งขันซูเปอร์แชมเปียนชิปที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า สถานที่จัดงานคือเมือง S
พอเสิ่นเจาอี้ได้ยินชื่อสถานที่ แล้วนึกถึงตอนที่ไปรับรถแล้วบังเอิญเจอชิวเจ๋อ เธอก็ปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วเข้าใจทุกอย่างทันที
สงสัยว่าความตั้งใจที่อยากจะปราบพยศเพ่ยเยี่ยนของเธอจะแรงกล้าเกินไป ระบบเปย์เงินคืนถึงได้รับรู้ แล้วดึงเอาความต้องการแฝงทั้งหมดมาหมุนรอบตัวเขา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวคิดเรื่องพวกนี้ วุ่นวายมาทั้งคืนจนป่านนี้ฟ้าก็ใกล้จะสว่างแล้ว
“พวกนายสองคนเป็นพี่น้องกันจริงๆ หรอ”
“ไม่ใช่หรอกครับ แต่ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ”
ชิวเจ๋อยิ้มกว้าง
“แล้วตอนนี้พวกนายจะเอายังไง จะกลับบ้าน หรือจะไปไหน”
ชิวเจ๋อตาไวเหลือบไปเห็นรถปอร์เช่ 911 จอดอยู่ริมถนน ก็เดาได้ทันทีว่าเธอขับรถมา เขารู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางจึงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“พี่สะใภ้ ผมนั่งแท็กซี่กลับเอง รบกวนพี่สะใภ้ช่วยไปส่งพี่ชายผมหน่อยก็พอครับ”
“ฉันไม่ใช่พี่สะใภ้นายนะ อย่ามาเรียกมั่วซั่ว”
เสิ่นเจาอี้แก้คำเรียกที่ฟังดูแปลกๆ นั้น
“อ้าว”
“แต่เมื่อกี้พี่ชายผมบอกว่าพี่เป็น...”
คำพูดประโยคหลังยังไม่ทันได้หลุดออกจากปาก เขาก็ถูกคนปิดปากเอาไว้ซะก่อน
เพ่ยเยี่ยนโบกเรียกรถแท็กซี่ แล้วแทบจะหิ้วปีกยัดชิวเจ๋อเข้าไปในรถ
“พี่ คุยกับพี่สะใภ้ดีๆ นะ”
ชิวเจ๋อชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ ร้องตะโกนอย่างไม่กลัวตาย
“ผมไม่กวนพวกพี่แล้วนะครับ!”
พูดจบ เขาก็เร่งให้คนขับรีบออกรถไปทันที
ไฟท้ายรถค่อยๆ ลับหายไปตรงมุมถนน เพ่ยเยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาสอดสองมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ท่าทางดูประหม่าอย่างเห็นได้ยาก
เสียงรองเท้าส้นสูงดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสิ่นเจาอี้เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เขา
“พักอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“โรงแรมหลายเยว่”
เสิ่นเจาอี้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาเส้นทางในแผนที่ มันอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ซึ่งไปคนละทิศกับปี้สุ่ยอวานเลย
ถ้าต้องขับรถไปส่งเขาแล้ววนกลับมาในเวลานี้ น่าจะไปตรงกับช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้าพอดี และการต้องไปติดแหง็กอยู่บนทางด่วนก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย
“ขึ้นรถ”
เสิ่นเจาอี้เรียกเพ่ยเยี่ยน จากนั้นรถก็แล่นไปตามเส้นทางเดิมที่เพิ่งขับมา
เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านของตัวเอง เธอก็ก้าวลงจากตำแหน่งคนขับ แล้วโยนกุญแจรถไปให้เขาอย่างลื่นไหล
เพ่ยเยี่ยนมองตึกรามบ้านช่องรอบๆ ที่ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย เขายืนนิ่งไปชั่วขณะ
“ไม่ได้จะไปส่งฉันหรอกหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
เสิ่นเจาอี้ตอบอย่างหน้าตาเฉย
“แต่ฉันง่วงแล้ว ต้องกลับไปนอนต่อ เอารถไปใช้ก่อน ขับกลับโรงแรมเอง แล้ววันหลังค่อยเอามาคืนฉัน”
เพ่ยเยี่ยนถึงกับยอมแพ้ให้กับตรรกะของเธอ เขาหาคำพูดมาเถียงไม่ออกเลยทีเดียว
แต่ถึงยังไง ก็ถือว่าได้ลองขับรถแล้วกัน เขาย้ายไปนั่งตรงตำแหน่งคนขับแล้วเลื่อนกระจกรถลง ผ่านไปพักใหญ่ ถึงจะยอมปริปากพูดออกมาได้คำหนึ่ง
“ขอบคุณ”
เสิ่นเจาอี้โบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป เธอกลัวว่าถ้าขืนอยู่ต่ออีกนิด จะกลั้นสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่เสียก่อน
ผู้ชายคนนี้ก็หลอกง่ายดีเหมือนกัน
ความจริงแล้วเธอไม่เห็นต้องขับรถอ้อมโลกขนาดนี้เลย แค่ปล่อยให้เพ่ยเยี่ยนนั่งแท็กซี่กลับไปตั้งแต่หน้าสถานีตำรวจก็จบเรื่องแล้ว
แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อโอกาสมาส่งถึงที่ขนาดนี้ เธอเองก็ต้องสร้างจังหวะสานต่อความสัมพันธ์กันสักหน่อย
ให้เขายืมรถขับกลับไป ถึงเวลาเอารถมาคืนก็จะได้เจอกันอีก จากนั้นก็ค่อยพูดคุยเรื่องชีวิต คุยเรื่องความฝัน
เจอแผนการต่อเนื่องเข้าไปแบบนี้ มีหรือจะไม่ยอมยกธงขาวแต่โดยดี
ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันอะไรสักอย่างที่ชิวเจ๋อเพิ่งพูดถึงเมื่อกี้ เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อยแล้วเหมือนกัน
กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าเปิดระบบเปย์เงินคืนแบบออฟไลน์มาแล้วไม่มีโอกาสได้ใช้ เอามาลองเชิงกับเพ่ยเยี่ยนก่อนเลยก็แล้วกัน
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป หมอนั่นก็จะมีหนี้บุญคุณติดค้างเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คืนนี้เสิ่นเจาอี้เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง ดึกดื่นป่านนี้ยังต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึก แถมยังต้องถ่อไปถึงสถานีตำรวจ ขับรถไปมาจนวุ่นวายไปหมด
กว่าจะกลับถึงบ้าน เช็ดเครื่องสำอาง แล้วจัดการตัวเองจนเสร็จ พอได้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ท้องฟ้าก็สว่างโร่ไปแล้ว
เธอหลับสนิทจนไม่รู้เรื่องรู้ราว ลากยาวไปจนถึงตอนเที่ยงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น
ภายในห้องนั่งเล่น สวี่เมิ่งทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอเห็นว่าเธอยังไม่ออกมาสักที จึงเดินไปเคาะประตู
ในห้องเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมา
พอคิดว่าเจ้านายของตัวเองชอบดูไลฟ์สด ก็เลยนึกไปว่าอาจจะเปิดเสียงโทรศัพท์ดังเกินไปจนไม่ได้ยิน เธอจึงเคาะประตูเพิ่มอีกสองสามครั้ง คราวนี้ออกแรงมากกว่าเดิม
“ไม่ต้องสนใจฉัน...”
ในที่สุดก็มีเสียงอู้อี้ของเสิ่นเจาอี้ดังออกมาจากในห้อง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความงัวเงีย
“ฉันขอหลับต่ออีกหน่อย มื้อเที่ยงเธอกินไปก่อนเลย”
สวี่เมิ่งรีบรับคำเสียงใส แล้วดึงมือกลับมาอย่างเก้อๆ
ช่วงบ่ายสามโมงตรง ฝันหวานของเสิ่นเจาอี้ก็ต้องจบลงเมื่อเธอถูกปลุกให้ตื่นเพราะปวดปัสสาวะ
เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก แล้วเดินลากเท้าไปยังห้องน้ำ
เสิ่นเจาอี้รู้สึกปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว ราวกับกระดูกทุกชิ้นกำลังจะหลุดออกจากกัน หัวก็หนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วมาถ่วงเอาไว้
ง่วงเหลือเกิน เกิดมายังไม่เคยรู้สึกง่วงขนาดนี้มาก่อนเลย โทษเพ่ยเยี่ยนคนเดียวเลย
เมื่อวานตอนที่อยู่สถานีตำรวจ เธอเห็นชื่อจริงของเขาเขียนอยู่บนหนังสือรับรองแล้ว
พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เธอก็รีบล้างมือแล้วเดินออกไป คว้าโทรศัพท์มือถือมากดเข้าช่องค้นหา พิมพ์ตัวอักษรคำว่า เพ่ยเยี่ยน ลงไปทันที
คราวนี้ไม่ได้คว้าน้ำเหมือนครั้งก่อนแล้ว หน้าเว็บปรากฏข่าวสารที่เกี่ยวข้องขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วน แต่หัวข้อข่าวกลับมีแต่คำวิจารณ์ในแง่ลบทั้งนั้น
[ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งฟอร์มูล่าเอเชีย เพ่ยเยี่ยนตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีล้มมวย]
[ม้ามืดเพ่ยเยี่ยนถูกแฉ แอบมีส่วนพัวพันกับข้อตกลงลับกับผู้จัดการแข่งขัน]
[นักพนันหมดตัว! ความคืบหน้าล่าสุดคดีเพ่ยเยี่ยนล้มมวย]
เธอกดเข้าไปดูข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้านบนสุดของหน้าเว็บมีรูปถ่ายสามใบแขวนเอาไว้
รูปแรกเป็นภาพของเพ่ยเยี่ยนกำลังถูกผู้หญิงมีอายุคนหนึ่งสวมกอด ท่าทางของทั้งสองคนดูสนิทสนมกันมาก
รูปที่สองเป็นภาพรายการเดินบัญชีธนาคาร ซึ่งมียอดเงินโอนเข้าห้าล้านหยวนถูกทำเครื่องหมายเน้นเอาไว้
ส่วนรูปสุดท้าย เป็นภาพตอนที่เพ่ยเยี่ยนถูกเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการจัดการแข่งขันคุมตัวออกไปจากสนามแข่ง ในรูปนั้น เขาหันหน้าไปตะโกนใส่ใครบางคนด้วยใบหน้าโกรธจัด
เนื้อหาข้อความด้านล่างก็ล้วนแต่เป็นคำพูดที่กรีดแทงจิตใจทั้งสิ้น เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
บทความนั้นเขียนเอาไว้ว่า ตำแหน่งแชมป์ของเพ่ยเยี่ยนได้มาจากการไปนอนกับผู้ลงทุนรายใหญ่สุด
จนกระทั่งในปีที่สอง ตัวเขาซึ่งกลายเป็นตัวเก็งที่จะคว้าแชมป์ ก็ไปรับเงินก้อนโตมาอีกรอบ เพื่อจงใจยอมแพ้ในการแข่งขัน
การแข่งขันทั้งสองนัดนี้ เขาคือตัวแปรที่ผิดคาดที่สุด นักพนันจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียเงินไปจนหมดตัวก็เพราะเขา
เสิ่นเจาอี้เลื่อนนิ้วลงมาเรื่อยๆ ในช่องแสดงความคิดเห็น ข้อความล่าสุดเพิ่งถูกส่งมาเมื่อสามวันก่อนนี่เอง
แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่คำพูดดีๆ อย่างแน่นอน เธออดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นเบาๆ
เด็กคนนี้ไปขัดผลประโยชน์ของคนอื่นมาเยอะขนาดไหนกัน ถึงได้ถูกผูกใจเจ็บมาจนถึงทุกวันนี้
แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ได้ดูไร้ร่องรอยความผิดปกติไปซะทีเดียว
หากเพ่ยเยี่ยนได้แชมป์มาจากการไปนอนกับใครตามที่ข่าวเขียนไว้จริงๆ แล้วรับเงินมาล้มมวยอีก แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงยังต้องพยายามหาเงินอย่างหนัก เพื่อหาทางกลับไปลงสนามแข่งอีกครั้งล่ะ
ถึงจะเคยเข้าไปดูเขาไลฟ์สดแค่สองครั้ง แต่พรสวรรค์ในการแข่งรถของเขามันก็ไม่ใช่ของปลอมแน่ๆ
เรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
[จบบท]