บทที่ 59 : เป็นยังไง พี่ชายผมหล่อใช่ไหมล่ะ
เพ่ยเยี่ยนนั่งเงียบโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา การจะหาเงินจำนวนกว่าเก้าแสนหยวนให้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
ทางด้านชิวเจ๋อก็เอาแต่จ้องมองมาด้วยแววตาเป็นประกายอย่างรอคอยให้เขาพยักหน้าตกลง สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความคาดหวังเหมือนกำลังส่งกระแสจิตตะโกนบอกว่า 'เอาเงินของผมไปเถอะน่า' จนคนถูกมองแทบจะทนดูต่อไปไม่ไหว
ในใจของนักแข่งหนุ่มแอบคิดว่าถ้าจะต้องรับความช่วยเหลือจากเด็กคนนี้ สู้ยอมรับข้อเสนอของเสิ่นเจาอี้ยังจะดีซะกว่า แต่ความหยิ่งทะนงและศักดิ์ศรีที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดกลับค้ำคอจนทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น
จังหวะนั้นเอง เสิ่นเจาอี้ก็เป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
"เอาอย่างนี้ไหม ค่าที่จอดรถเดี๋ยวฉันเป็นคนจัดการให้เอง"
เพ่ยเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมามองเธอทันทีด้วยความตกตะลึง ก่อนจะตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมถึงอยากช่วยเขา
ท่าทีแบบนั้นทำเอาชิวเจ๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ เด็กหนุ่มได้แต่บ่นอุบอิบในใจว่ามันจะมีเหตุผลอะไรได้อีก กามเทพเล่นผูกด้ายแดงของทั้งคู่จนเป็นปมเงื่อนตายขนาดนี้แล้ว พี่ชายตัวดียังจะมัวมานั่งซื่อบื้อถามหาต้นตอของเส้นด้ายอยู่อีก!
"พี่ ให้พี่เสิ่นจ่ายให้ไปเถอะน่า พี่ไม่อยากใช้เงินผมเพราะเรื่องของชิวอวี่ แต่พี่เสิ่นเขาเป็นคนนอกนะ ให้เขาช่วยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่" เด็กหนุ่มรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
คนถูกเรียกพี่ตวัดสายตาดุๆ หันไปมองเด็กหนุ่มทันควัน "มันเหมือนกันที่ไหน"
"ไม่เหมือนตรงไหนอะ" ชิวเจ๋อยังคงเถียงคอเป็นเอ็น "ก็คิดซะว่ายืมพี่เสิ่นมาก่อนสิ พอพี่แข่งชนะก็ค่อยเอาเงินรางวัลมาคืนเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว"
หญิงสาวเห็นช่องทางจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาบ้าง "ใช่ คิดซะว่าฉันร่วมลงทุนด้วยก็แล้วกัน ถ้าชนะฉันก็ขอส่วนแบ่งเยอะหน่อย แต่ถ้าแพ้..."
"ถ้าแพ้ก็ถือซะว่าฉันจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามาดูการแข่งขันสนุกๆ ก็แล้วกัน"
"ฉันไม่มีทางแพ้หรอก" ชายหนุ่มสวนกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ข้อเสนอของเธอทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ สายตาคมกริบทอดมองใบชาที่ลอยวนอยู่ในถ้วยด้วยความรู้สึกลังเลใจ
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้เอ่ยปากเร่งรัดอะไร ปล่อยให้ชายหนุ่มได้ใช้ความคิดอย่างเต็มที่
ยังไงซะเหยื่อที่เธอเกี่ยวเอาไว้บนเบ็ดก็ล่อตาล่อใจมากพออยู่แล้ว การที่ปลาตัวนี้จะยอมฮุบเหยื่อก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสนใจใคร่รู้มากที่สุดในตอนนี้คือชื่อของบุคคลที่หลุดออกมาจากปากของชิวเจ๋อเมื่อครู่นี้ต่างหาก ชิวอวี่งั้นเหรอ เป็นใครกันนะ
ประจวบเหมาะกับที่พนักงานเริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟพอดี หญิงสาวจึงละความสนใจจากเรื่องเมื่อครู่แล้วหันมาชักชวนให้ทั้งสองคนลงมือทานข้าว
รสชาติอาหารมื้อนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว เธอจึงหันไปถามคนตัวสูงว่าคุ้นชินกับรสชาติอาหารแถวนี้บ้างหรือยัง
"ไม่ต้องห่วงหรอกพี่เสิ่น ตอนที่พี่ผมไปพักอยู่ที่บ้าน เขาก็กินแต่อาหารรสชาติแบบนี้ทุกวันจนชินไปตั้งนานแล้วล่ะ!" เด็กหนุ่มชิงตอบคำถามแทนเสร็จสรรพ
การกระทำของเขาไม่ได้เกิดจากความไร้มารยาทแต่อย่างใด เป็นเพราะเขารู้สึกขัดใจกับความไม่ได้เรื่องของพี่ชายตัวเองต่างหาก
ขืนปล่อยให้คนสมองทึ่มเรื่องความรักอย่างเพ่ยเยี่ยนเป็นคนตอบ มีหวังบรรยากาศการสนทนาคงได้กร่อยกันพอดี ถ้าอยากให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคืบหน้า งานนี้คงต้องพึ่งพาระดับปรมาจารย์อย่างเขาออกโรงเป็นพ่อสื่อให้ซะแล้ว
"พวกนายดูสนิทกันดีนะ เป็นญาติกันเหรอ" หญิงสาวเอ่ยปากชมด้วยความแปลกใจ
"เปล่าครับ"
"อ้าว แล้วทำไม..."
"ก็เพราะว่าพี่ผมกับ... อื้อ!"
กระดูกหมูชิ้นโตถูกยัดเข้าไปในปากของเด็กหนุ่มจนเสียงพูดขาดหายไปในลำคอ เพ่ยเยี่ยนใช้ตะเกียบชี้ไปที่ชามข้าวของอีกฝ่ายเพื่อเป็นการออกคำสั่ง
"กินข้าวไป"
ประโยคสนทนาหยุดชะงักลงแค่นั้น หญิงสาวนึกทึกทักเอาเองว่าคำว่า 'พี่ผม' ที่เด็กหนุ่มพูดถึงหมายถึงตัวของเพ่ยเยี่ยน แล้วเขาไปมีความเกี่ยวข้องกับใครล่ะ
ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นมาในใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้คงยังไม่เหมาะที่จะซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ
ระหว่างที่กำลังทานอาหาร เสิ่นเจาอี้ก็พยายามหยิบยกหัวข้อสนทนาที่เฉียดไปเฉียดมาเพื่อตะล่อมถามถึงเรื่องราวในอดีตของชายหนุ่ม ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เธอคาดเดาเอาไว้ ชิวเจ๋อยอมเล่าเรื่องราวทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก
ต่อให้คนเป็นพี่จะพยายามส่งสัญญาณเตือนด้วยการเตะขาอยู่ใต้โต๊ะมากแค่ไหน ก็ไม่อาจหยุดยั้งความปากพล่อยของเด็กหนุ่มเอาไว้ได้เลย
หญิงสาวแอบลอบยิ้มขำอยู่เงียบๆ เธอสามารถนำชิ้นส่วนของบทสนทนาที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อจนได้ข้อมูลสำคัญมาไม่น้อย
สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้เลยก็คือ ผู้ชายคนนี้มีพรสวรรค์ในด้านการแข่งรถที่สูงมาก การที่เขาสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์มาครองได้นั้นย่อมมาจากฝีมือของตัวเองล้วนๆ ไม่ได้พึ่งพาเส้นสายอะไรทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องการล้มมวยที่เคยเป็นประเด็นนั้น ในมุมมองของเธอแล้วมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
คนอย่างเพ่ยเยี่ยนถึงจะดูหัวรั้นไปบ้าง แต่นิสัยของเขาก็แตกต่างจากเฉิงอวี่ไป๋อย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ความถูกต้อง ในขณะที่อีกคนเลือกที่จะเชื่อมั่นและซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซึ่งเขาจัดอยู่ในประเภทหลัง
สนามแข่งรถเปรียบเสมือนอาณาเขตส่วนตัวของเขา ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางยอมทำลายความภาคภูมิใจในสถานที่ที่เป็นตัวจุดประกายความสำเร็จของตัวเองอย่างแน่นอน
เรื่องนี้มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีกแน่ๆ
หลังทานอาหารเสร็จ มื้อนี้ตั้งใจว่าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงขอบคุณสักหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กหนุ่มอย่างชิวเจ๋อชิงตัดหน้าจ่ายบิลไปซะก่อน
"จะปล่อยให้ผู้หญิงเป็นคนจ่ายเงินได้ยังไงกัน" เด็กหนุ่มเซ็นชื่อลงบนใบเสร็จด้วยรอยยิ้มกว้าง "พ่อผมสอนเอาไว้ว่าเวลาออกมาข้างนอก ต้องห้ามทิ้งมาดสุภาพบุรุษเด็ดขาด"
ความประทับใจแรกที่หญิงสาวเคยมีต่อเด็กคนนี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น ครอบครัวแบบไหนกันนะถึงได้เลี้ยงดูคุณชายน้อยให้ออกมาเป็นเด็กร่าเริงและน่าเอ็นดูได้ขนาดนี้
เมื่อทั้งสามคนเดินพ้นประตูร้านอาหารออกมา สายลมเย็นๆ ยามค่ำคืนก็พัดมาปะทะใบหน้า
"ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งพวกนายเอง" เธอชูพวงกุญแจรถในมือขึ้นมาแกว่งไปมาเบาๆ
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับด้วยกัน เพ่ยเยี่ยนก็เสนอตัวขึ้นมาว่าเดี๋ยวพอถึงโรงแรม เขาจะขับรถปอร์เช่ 911 ตามไปส่งเธอที่บ้านอีกทีเพื่อความปลอดภัย
"รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ" หญิงสาวปฏิเสธความหวังดีนั้นทันที "ดึกป่านนี้แล้วจะมัวขับรถเทียวไปเทียวมาให้เหนื่อยทำไมกัน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ก็แล้วกัน"
คนถูกปฏิเสธเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ จนกระทั่งรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงแรม เสิ่นเจาอี้ก็กดเลื่อนกระจกรถลงมา
"นายขึ้นห้องไปเถอะ เดี๋ยวฉันขับไปส่งชิวเจ๋อต่อเอง"
"พี่เสิ่น ผมเรียกแท็กซี่กลับเองได้นะครับ"
"ไม่เป็นไรหรอก ทางผ่านพอดีนั่นแหละ"
"ได้เลยครับ!"
พอได้ยินแบบนั้น เด็กหนุ่มก็รีบเปิดประตูกระโดดลงจากเบาะหลัง แล้วสับเปลี่ยนขึ้นมานั่งประจำที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าคู่กับคนขับด้วยความรวดเร็ว
เพ่ยเยี่ยนยืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟริมถนนที่สาดส่องลงมาจนทำให้เงาของเขาทอดยาวออกไป ชายหนุ่มปรายตามองคนบนรถทั้งสองคนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากกำชับทิ้งท้าย
"ขับรถดีๆ นะ"
เมื่อพูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินตรงเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรมทันที
หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงไปครู่หนึ่ง ผู้ชายคนนี้แค่ท่าทางการเดินก็ยังดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างบอกไม่ถูก
"พี่เสิ่น" เด็กหนุ่มชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พลางมองตามสายตาของเธอไปด้วยรอยยิ้มทะเล้น "เป็นยังไง พี่ชายผมหล่อใช่ไหมล่ะ"
"อืม หล่อสิ"
เธอพยักหน้ารับคำอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีท่าทีขัดเขินเลยแม้แต่น้อย ก็แน่ล่ะสิ ขนาดระบบยังการันตีคุณภาพซะขนาดนี้ จะไม่ให้หล่อได้ยังไงกัน
ชิวเจ๋อยิ้มกว้างออกมาทันทีพร้อมกับทำหน้าตาราวกับว่า 'ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ดี'
หลังจากตั้งค่าระบบนำทางไปยังบ้านของชิวเจ๋อเสร็จสรรพ รถยนต์คันหรูก็เคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนในยามค่ำคืนอีกครั้ง
พอไม่มีพี่ชายจอมโหดคอยนั่งคุมเชิงอยู่ด้วย เด็กหนุ่มก็เหมือนนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง เขาชวนคุยจ้อไม่ยอมหยุดพักจนแทบจะหาจังหวะหายใจไม่ได้
และเมื่อเธอได้ยินว่าเด็กคนนี้ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวง ชื่อของหานจื่อหยางก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ช่วงสองสามวันมานี้เธอเอาแต่วุ่นวายอยู่กับธุระหลายอย่างจนแทบไม่มีเวลาเปิดดูข้อความในวีแชตเลย ไม่รู้ป่านนี้การแข่งขันของเด็กนั่นดำเนินไปถึงไหนแล้ว
หมู่บ้านวิลล่าหรูของครอบครัวชิวเจ๋ออยู่ห่างจากโรงแรมไปเพียงแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น
เมื่อรถมาจอดเทียบที่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน เด็กหนุ่มก็รีบเปิดประตูกระโดดลงจากรถ แล้วเดินอ้อมมาเคาะกระจกฝั่งคนขับเบาๆ
"พี่เสิ่น เรื่องเมื่อคืนผมยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณพี่เลย แล้วก็เรื่องที่โชว์รูมรถคราวที่แล้วด้วย... ผมขอโทษจริงๆ นะครับ"
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายใสซื่อราวกับลูกสุนัขตัวน้อย
เสิ่นเจาอี้ยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้าปฏิเสธ เธอไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยที่จะมาคอยเก็บเรื่องพวกนั้นมาใส่ใจอยู่แล้ว
ในขณะเดียวกัน บริเวณริมถนนที่ไม่ไกลออกไปนัก รถมายบัคสีดำคันหนึ่งกำลังจอดซุ่มดูสถานการณ์เงียบๆ
ชิวอวี่นั่งมองน้องชายของตัวเองกำลังยืนคุยอย่างออกรสกับคนขับรถคันนั้น จนกระทั่งเด็กหนุ่มโบกมือลาแล้วหันหลังเดินเข้าหมู่บ้านไป เขาถึงได้เหยียบคันเร่งขับรถเข้าไปใกล้
เนื่องจากเป็นบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ความเร็วของรถจึงค่อยๆ ชะลอลง รถมายบัคและเรนจ์โรเวอร์ขับสวนทางกันอย่างช้าๆ
กระจกรถของฝั่งหญิงสาวยังไม่ได้เลื่อนปิดสนิทดี ทำให้จังหวะนั้นเองที่ชิวอวี่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
ผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยและดูอ่อนเยาว์มากทีเดียว แม้เมื่อครู่เขาจะแค่มองดูอยู่ห่างๆ แต่ก็พอจะเดาออกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคงจะสนิทสนมกันไม่น้อย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน คนเป็นพี่ที่ขับรถเข้ามาจอดกับคนเป็นน้องที่เดินเท้าเข้ามาก็บังเอิญมาเจอกันที่หน้าประตูบ้านพอดี
"เพิ่งกลับมาจากข้างนอกเหรอ" ชิวอวี่แกล้งทำเป็นเอ่ยถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชิวเจ๋อก้มหน้าก้มตาเปลี่ยนรองเท้าพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง "ใช่แล้วพี่"
"แล้วไปไหนมาล่ะ"
"ก็... แค่ออกไปกินข้าวเย็นมานิดหน่อยเอง"
"ไปคนเดียวเหรอ"
"ชะ... ใช่สิ!" แววตาของเด็กหนุ่มลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
คนเป็นพี่ชายอย่างเขาย่อมรู้นิสัยของน้องชายตัวเองดีที่สุด เด็กคนนี้เป็นพวกอยู่นิ่งไม่เป็น แล้วนับประสาอะไรกับการออกไปนั่งกินข้าวคนเดียว
ชายหนุ่มไม่ได้พูดจับผิดอะไรออกไป แต่กลับเลือกที่จะตั้งคำถามต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว ทำไมไม่โทรเรียกให้ฉันไปรับล่ะ"
"ก็พี่ทำงานยุ่งจะตายไป..." เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน "อีกอย่างผมก็มีเงินเรียกแท็กซี่กลับเองได้น่า"
ชิวอวี่หรี่ตาลงอย่างจับผิด
แท็กซี่อย่างนั้นเหรอ คนบ้าที่ไหนจะขับเรนจ์โรเวอร์มารับจ้างขับแท็กซี่กันล่ะ
ใบหน้าหวานละมุนของผู้หญิงคนนั้นแวบเข้ามาในหัว ชายหนุ่มไม่ได้ปักใจเชื่อคำโกหกของน้องชายเลยแม้แต่น้อย
หรือว่าไอ้เด็กตัวแสบนี่มันแอบไปมีแฟนแล้วงั้นเหรอ
[จบบท]