บทที่ 67 : ไปทำงานกับการรับโทษมันต่างกันตรงไหน (ตอนพิเศษ)
สำหรับวัยของหานจื่อหยางที่ยังเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัย เข็มขัดหนังกับนาฬิกาข้อมือดูจะเป็นทางการและเป็นผู้ใหญ่เกินไปสักหน่อย
หากซื้อให้เขาคงไม่ได้หยิบออกมาใช้บ่อยนัก
เสิ่นเจาอี้ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ หันไปมองสวี่เมิ่งที่กำลังนั่งดูซีรีส์อย่างใจจดใจจ่ออยู่ข้างกัน
เธอจำได้ว่าเด็กคนนี้เพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ น่าจะคลุกคลีและเข้าใจความชอบของวัยรุ่นยุคนี้มากกว่าคนวัยทำงานอย่างเธอ
พอถูกถามความเห็นกะทันหัน สวี่เมิ่งก็ละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์ เธอทำหน้าครุ่นคิดอยู่อึดใจหนึ่งเพื่อรวบรวมข้อมูลในหัว
"พวกผู้ชายในห้องเรียนของหนูส่วนใหญ่ชอบคุยกันเรื่องเกมกับพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ค่ะ นอกนั้นก็คงเป็นพวกรองเท้าผ้าใบของสะสมอะไรทำนองนั้น"
"เกมเหรอ"
คำพูดนั้นเหมือนจุดประกายความคิดของเสิ่นเจาอี้ให้สว่างวาบขึ้นมาทันที เธอนึกตำหนิตัวเองในใจที่พลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้ไปได้อย่างไรกัน
หานจื่อหยางเป็นสตรีมเมอร์เล่นเกม แถมยังเรียนอยู่คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรจะเข้ากับสายเรียนและสายงานของเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว
การมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นท็อปสุดให้เป็นของขวัญย่อมเหมาะสมที่สุด
"เธอเป็นกุนซือคนเก่งของฉันเลยนะเนี่ย"
เสิ่นเจาอี้คลี่ยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปตบไหล่สวี่เมิ่งเบาๆ เป็นการขอบคุณ ก่อนจะรีบก้มหน้าเปิดแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลสเปกคอมพิวเตอร์ที่แรงที่สุดในตอนนี้
เธอใช้เวลาจดจ่ออยู่กับการศึกษาความแตกต่างและจุดเด่นของอุปกรณ์แต่ละแบรนด์อยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง การนั่งอ่านสเปกฮาร์ดแวร์พวกนี้ถือว่าได้เปิดโลกและได้ความรู้ใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่หลังจากเปรียบเทียบข้อมูลจนตาลาย ท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจยอมแพ้ ปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเป็นคนจัดการเรื่องนี้จะดีกว่า
ในแอปเสี่ยวหงชูมีช่างคอมพิวเตอร์รับจัดสเปกเครื่องอยู่มากมาย เสิ่นเจาอี้เลื่อนดูรีวิวและผลงานอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเลือกคนที่ดูน่าเชื่อถือที่สุดได้จึงทักข้อความไปสอบถามรายละเอียด
หลังจากนั้นเธอก็ทักวีแชตไปขอที่อยู่จัดส่งสินค้าจากหานจื่อหยาง
พอได้รายชื่อชิ้นส่วนอุปกรณ์ครบถ้วนจากช่างพร้อมกับที่อยู่ของหอพักแล้ว เธอก็กดสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์มตงจื่ออย่างรวดเร็ว
เมื่อลองคำนวณเวลาจัดเตรียมสินค้าและการจัดส่งข้ามเมืองแล้ว น่าจะใช้เวลาประมาณสองวันถึงมือผู้รับ
พอดีกับช่วงวันหยุดยาววันแรงงาน เด็กคนนั้นน่าจะมีเวลาว่างรับของและประกอบคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย
ตกค่ำวันนั้น หลังจากหานจื่อหยางรู้ว่าเสิ่นเจาอี้กดสั่งซื้อของขวัญให้ตนเองเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เขากลับถึงหอพัก ข้อความในวีแชตก็ถูกรัวส่งมาหาเธอไม่หยุดหย่อนราวกับปืนกล
【พี่ ของขวัญคืออะไรกันแน่ครับ】
【บอกผมหน่อยสิครับ】
【ผมอยากรู้จริงๆ นะ】
【ผมอยากรู้จนนั่งไม่ติดแล้ว】
【โธ่ มันคันยุบยิบไปทั้งตัวแล้วเนี่ย】
【พี่ ถ้าพี่ไม่บอก คืนนี้ผมต้องนอนไม่หลับแน่ๆ】
【ขอร้องล่ะครับ บอกผมหน่อยเถอะ】
【ขอร้องล่ะครับ ขอร้องล่ะครับ】
เสิ่นเจาอี้มองหน้าจอที่สั่นเตือนไม่หยุด เธอถูกลูกตื๊อของเขาทำเอาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลง
แต่พอได้เห็นท่าทางดิ้นเร่าๆ ของเขาผ่านตัวอักษรก็รู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกัน
ปกติเด็กคนนี้ก็ชอบออดอ้อนคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ อยู่แล้ว แต่การงอแงเซ้าซี้อยากรู้แบบนี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เธอจึงตั้งใจแกล้งดึงเชิงเขาเอาไว้ไม่ยอมบอกความจริง
【จะรีบไปทำไม มะรืนนี้เธอก็รู้แล้ว】
ใครจะไปคิดว่าพอส่งข้อความไป อีกฝ่ายจะตอบกลับมาแค่คำเดียวสั้นๆ เหมือนเด็กโดนขัดใจ
【ฮึ!】
หลังจากข้อความนั้น หน้าต่างสนทนาก็เงียบหายไป ไม่มีข้อความใดถูกส่งมาอ้อนขอความเห็นใจอีกเลย
เสิ่นเจาอี้เลื่อนดูประวัติการสนทนาบนหน้าจอโทรศัพท์ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เธอรู้สึกว่าอาการพิมพ์ข้อความรัวๆ แล้วงอนตุ๊บป่องหายไปแบบนี้ เหมือนคนเพิ่งไปกินเลี้ยงสังสรรค์แล้วแอบดื่มเหล้ามามากกว่า
ถือว่านิสัยตอนเมาไม่เลวเลยทีเดียว ไม่โวยวาย ไม่สร้างความรำคาญให้ใคร แค่ทำตัวเป็นเด็กน้อยเรียกร้องความสนใจไปหน่อยก็เท่านั้น
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่บริษัทเก่าจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ แล้วต้องทนดูเพื่อนร่วมงานบางคนเมาอาละวาดขาดสติ พอเอาภาพเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกัน เธอรู้สึกว่าหานจื่อหยางในตอนนี้คือเทวดาตัวน้อยๆ ชัดๆ
พอพูดถึงเพื่อนร่วมงาน เสิ่นเจาอี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่ได้ติดต่อกับจางเยว่มาพักใหญ่แล้ว
ถึงอย่างไรก็เคยไปเดินเล่นซื้อของด้วยกันตั้งหลายครั้ง จู่ๆ เธอก็นึกอยากคุยด้วย จึงเลื่อนหาช่องแชทของอีกฝ่าย
【ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่เหรอ】
ข้อความถูกส่งไปแล้ว ทว่าจนกระทั่งเสิ่นเจาอี้เข้านอน อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบกลับมา
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีสามกว่า หน้าจอโทรศัพท์ถึงได้มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
【เพิ่งจะเลิกงาน ตอนนี้กำลังเตรียมตัวกลับบ้าน】
【เจาอี้ เธอตัดสินใจถูกแล้วล่ะ งานบ้าๆ นี่ฉันทนทำต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ】
【ไปทำงานกับการรับโทษมันต่างกันตรงไหนเนี่ย】
พอเสิ่นเจาอี้ตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นข้อความเหล่านี้ เธอก็คิดว่าบริษัทน่าจะรับงานใหม่ ฝ่ายปฏิบัติการอย่างพวกเธอถึงได้ยุ่งหัวหมุนในช่วงเวลานี้
แต่จางเยว่กลับบอกว่าไม่ใช่
【งานใหม่อะไรกันล่ะ ก็งานเดิมของเธอนั่นแหละ ฉันส่งแผนงานไปสามรอบแล้ว ลูกค้าก็ยังไม่พอใจ วันนี้ถึงขั้นยื่นคำขาดมาเลยว่าถ้ายังแก้ไม่ได้อีก ทั้งทีมเตรียมตัวเละได้เลย】
งานของเธออย่างนั้นเหรอ นี่มันผ่านมาตั้งเดือนกว่าแล้วนะ ยังจัดการไม่เสร็จอีกหรือ
【อย่าพูดถึงเลย】
จางเยว่ส่งสติกเกอร์ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังมาให้
【ลูกค้าก็เรื่องมาก หัวหน้าก็ดีแต่ชี้นิ้วสั่งมั่วซั่วไปหมด สองหัวนี่ไม่มีดีสักคน】
อ้อ เสิ่นเจาอี้เข้าใจแล้ว ดูเหมือนหัวหน้าจางจะยังทำตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน พวกที่ใช้เส้นสายเข้ามาทำงานนี่มันพึ่งพาไม่ได้จริงๆ
ทางฝั่งจางเยว่ถูกเรียกตัวไปประชุมอีกครั้ง การสนทนาจึงจบลงอย่างเร่งรีบ
เสิ่นเจาอี้มองโทรศัพท์ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
สวี่เมิ่งเพิ่งรดน้ำต้นไม้ที่ระเบียงเสร็จและเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นท่าทางของเธอจึงถามด้วยความสงสัย
"เจาอี้ เป็นอะไรไปคะ"
"ไม่ได้เป็นอะไรหรอก"
เธอส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงแฝงความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
"ฉันแค่รู้สึกว่า การมีเงินนี่มันดีจริงๆ นะ"
สวี่เมิ่งทำหน้าไม่ถูก
เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตที่สุขสบายไร้กังวลในตอนนี้ ต้องใช้ตัวเลขยาวเหยียดในบัญชีมารองรับ เสิ่นเจาอี้จึงรีบเปิดแอปโต่วอินเพื่อค้นหาคนรู้จัก หวังจะสร้างยอดเงินคืนสะสมจากระบบเปย์เงินคืน
ตกบ่ายวันนั้น แม้แต่หานจื่อหยางที่เพิ่งตื่นนอนและเตรียมตัวจะอู้พักผ่อนต่ออีกสักสองสามวันก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของเธอไปได้
【เปิดไลฟ์สิ ถ้าไม่ได้เปย์เงินแล้วมันคันไม้คันมือน่ะ】
ดูคำพูดพวกนี้สิ ต้องออกมาจากปากพี่สาวสายเปย์ของเขาถึงจะได้อารมณ์ที่สุด
หานจื่อหยางรับคำสั่งอย่างว่าง่าย เขารีบไปจัดการเซตอุปกรณ์สตรีมที่ถูกทิ้งร้างจนฝุ่นแทบเกาะอยู่นานสองนาน
กว่าจะตั้งค่าเสร็จและเปิดห้องไลฟ์ได้ เวลาก็ผ่านไปยี่สิบนาทีแล้ว
เสิ่นเจาอี้เห็นข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาบนหน้าจอจึงกดเข้าไปดูในห้องไลฟ์ทันที
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เธอเคยบอกเอาไว้ไม่มีผิด การหายหน้าหายตาไปนานขนาดนี้ ย่อมทำให้ยอดผู้ติดตามหายไปมากจนน่าตกใจ
ตอนนี้ในห้องไลฟ์มีคนดูหลงเหลืออยู่แค่สิบกว่าคนเท่านั้น บรรยากาศเงียบเหงาจับใจ
บรรดาแฟนคลับหน้าเก่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีหลายคน เริ่มพิมพ์ข้อความแสดงความรู้สึกที่เห็นเขากลับมา
【คนหายกลับมาแล้วเหรอ】
【คุณย่า สตรีมเมอร์ที่คุณย่าติดตามนึกรหัสผ่านออกแล้วนะ】
【เฮ้ย คุณย่าของเราก็อยู่ด้วยนี่】
【คุณย่า ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมคะว่าตัวเลขใต้รูปโปรไฟล์นั่นมันหมายความว่ายังไง】
【แย่แล้ว ตอนที่หยางไจ๋ไม่อยู่ คุณย่าแอบไปมีหลานชายคนใหม่แน่ๆ เลย】
ถ้าแฟนคลับพวกนั้นไม่พิมพ์ทักท้วงขึ้นมา หานจื่อหยางก็คงไม่ได้สังเกตเห็นว่าบัญชีผู้ใช้ของเสิ่นเจาอี้มีป้ายเลเวลตันประดับอยู่ข้างชื่อไปเรียบร้อยแล้ว
เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เจอกันครั้งสุดท้าย บัญชีของเธอเพิ่งจะเลเวลหกสิบกว่าเองไม่ใช่หรือ
ดูท่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พี่สาวคนนี้คงไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเลยสินะ
"พี่ นี่คือที่บอกว่าคันไม้คันมือเหรอครับ"
หานจื่อหยางขยับเข้าใกล้ไมโครโฟนพลางพูดหยอกล้อด้วยรอยยิ้มกว้าง
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไปเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของเด็กหนุ่ม
【หมายถึงวันนี้น่ะ วันนี้รู้สึกคันไม้คันมือ】
"ตกลงครับ ผมก็คันมือเหมือนกัน งั้นเอาตามกฎเดิม เล่นกันสักตาก่อน"
หานจื่อหยางขยับเมาส์กดเริ่มค้นหาห้องแข่งขันในเกมทันที
ทางฝั่งเสิ่นเจาอี้เองก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เธอกดเข้าไปในหน้าคลังของขวัญ เลือกของขวัญชิ้นใหม่ราคาแพงระยับที่เก็บซ่อนไว้และอดทนไม่ยอมกดส่งให้ใครมาเนิ่นนาน
ถึงเวลาเอาของเล่นใหม่พวกนี้ออกมาโชว์ให้ทุกคนเห็นเป็นขวัญตาแล้ว!
เนื่องจากเธอยังไม่เคยเห็นเอฟเฟกต์ของขวัญชิ้นนี้ด้วยตาตัวเอง ครั้งนี้จึงไม่ได้กดส่งแบบรัวๆ เหมือนทุกที แต่เลือกส่งไปแค่ชิ้นเดียวก่อนเพื่อดูว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร
หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์ ส่ง [ฝันวิจิตรภาพอุกิโยะ] x1 ในห้องไลฟ์!
สิ้นสุดข้อความประกาศที่เลื่อนผ่านหน้าจอ พื้นหลังของห้องไลฟ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตรตระการตา ทิวทัศน์ภูเขา สายน้ำ นก ดอกไม้ และศาลาโบราณค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาทีละอย่างราวกับมีชีวิต
ตามด้วยภาพนกกระเรียนเซียนตัวหนึ่งที่กางปีกบินทะยานแหวกว่ายผ่านทะเลหมอก ทิ้งร่องรอยของเมฆมงคลสีทองสว่างไสวไว้เบื้องหลังจนเต็มจอ
คนที่คิดของขวัญชิ้นนี้ขึ้นมาต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ
เสิ่นเจาอี้มองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง เธอรู้สึกว่าแค่ภาพเอฟเฟกต์ที่เห็นก็เอาชนะของขวัญชิ้นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ได้ราบคาบแล้ว
ขนาดของขวัญราคาห้าหมื่นหยวนยังอลังการงานสร้างขนาดนี้ แล้วชิ้นราคาหนึ่งแสนหยวนจะยิ่งใหญ่ตระการตาขนาดไหนกันล่ะ
ในขณะที่บรรดาแฟนคลับยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับความอลังการเมื่อครู่ เสิ่นเจาอี้ก็กดเลื่อนหน้าจอไปเลือกของขวัญอีกชิ้นหนึ่งทันที
เธอจำได้ว่าแอดมินดูแลลูกค้าส่วนตัวเคยบอกไว้ว่า ของขวัญราคาหนึ่งแสนหยวนจะถูกจัดส่งให้ตามเพศของผู้ใช้งาน เธอขยับปลายนิ้วกดส่งของขวัญชิ้นนั้นออกไปอย่างไม่ลังเล
หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์ ส่ง [วิหคเพลิงคำรามเก้าชั้นฟ้า] x1 ในห้องไลฟ์!
เปลวเพลิงสีทองแดงพวยพุ่งขึ้นมาแผดเผาจนเต็มหน้าจอ เงาร่างของนกฟีนิกซ์ที่เพิ่งกำเนิดใหม่จากกองไฟค่อยๆ กางปีกออกกว้างอย่างสง่างาม
ยิ่งไปกว่านั้นมันไม่ได้มีแค่ภาพเคลื่อนไหว แต่ยังมีเสียงประกอบ เป็นเสียงร้องกังวานยาวสั่นสะเทือนไปถึงทรวงอก ก่อนที่ร่างของมันจะบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนลับสายตาไป
จะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไรดี มันดูเวอร์วังและเล่นใหญ่เกินไปหน่อย เหมือนฉากในนิยายแฟนตาซีจีนยุคเก่าไม่มีผิด
เสิ่นเจาอี้มองผลลัพธ์บนหน้าจอแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ชื่นชอบของขวัญชิ้นนี้เท่าไหร่นัก
แต่ทว่าแฟนคลับหน้าเก่าเหล่านั้นกลับตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้เสียแล้ว
【คุณย่า เอฟเฟกต์เมื่อกี้มันเท่มากเลย ขอหนูดูอีกรอบได้ไหมคะ】
【ใครก็ได้บอกที ฉันกดอัดหน้าจอไม่ทัน】
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ปฏิเสธคำขอร้องของพวกเธอ มือเรียวพิมพ์ข้อความเตือนลงไปในช่องแชทอย่างรวดเร็ว
【เตรียมตัวให้พร้อมนะ ฉันจะเริ่มแล้ว】
ทันทีที่กดส่งข้อความจบ เธอก็เปลี่ยนกลับมาใช้โหมดกดของขวัญรัวๆ ทันที
[จบบท]