บทที่ 69 : สีแดงชาดประทับกลางใจ
เสิ่นเจาอี้จัดการธุระผ่านวีแชตจนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงเดินไปอาบน้ำสระผมเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง
เธอยังไม่ลืมเติมอาหารนกใส่กล่องขนาดใหญ่ที่แขวนไว้ในกรงของต้าขว่าน ปริมาณขนาดนั้นคงพอให้เจ้านกแก้วตัวนี้กินอิ่มไปได้อีกเป็นสัปดาห์ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะอดระหว่างที่เธอไม่อยู่บ้าน
เที่ยวบินของเธอมีกำหนดออกเดินทางตอนสิบเอ็ดโมงกว่า แต่หญิงสาวเพิ่งก้าวเท้าออกจากบ้านตอนเก้าโมงครึ่ง
ระยะทางจากปี้สุ่ยอวานไปสนามบิน หากวิ่งบนทางด่วนจะใช้เวลาแค่ยี่สิบนาที แต่วันนี้ดันตรงกับวันหยุดยาวเทศกาลวันแรก การจราจรจึงติดขัดอย่างหนักจนเกือบจะตกเครื่อง
โชคดีที่พลังแห่งเงินตราช่วยแก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง เธอจึงเดินผ่านช่องทางพิเศษสำหรับผู้โดยสารวีไอพีและผ่านจุดตรวจค้นมาได้อย่างฉลุย
ระหว่างนั่งรอเวลาเครื่องขึ้น เสิ่นเจาอี้เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาซูเย่
"วันนี้กลับไปแล้วมีธุระอะไรต้องทำต่อไหมคะ"
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มน่าจะกำลังขับรถอยู่ เขาจึงตอบกลับมาเป็นข้อความเสียงสั้นๆ
"ไม่มีครับ ผมอยู่แต่บ้าน"
"งั้นก็ดีเลยค่ะ"
พิมพ์ข้อความสุดท้ายจบ เสิ่นเจาอี้ก็จัดการเปิดโหมดเครื่องบินทันที ปล่อยให้ซูเย่ที่เพิ่งพิมพ์ถามกลับมาว่าวันนี้เธอมีแผนจะไปทำอะไรต้องนั่งรอคำตอบเก้อไปตามระเบียบ
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเต็ม ในที่สุดก็ร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติเมืองจีอย่างสวัสดิภาพ
หญิงสาวเดินไปนั่งพักที่ห้องรับรองระหว่างรอต่อเครื่อง ทันทีที่โทรศัพท์กลับมามีสัญญาณอีกครั้ง ข้อความแจ้งเตือนมากมายก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอไม่หยุด
หนึ่งในนั้นคือข้อความจากหานจื่อหยางที่ทักมาบอกว่าเขาได้รับของขวัญเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังช่วยกันประกอบคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่กับรูมเมตอยู่
"พี่ครับ! มันเท่มาก!"
"ผมชอบมากเลยครับ!!!"
"ขอบคุณพี่มากนะครับ!"
"จุดพลุฉลองเลยครับ!!!"
เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ต่อท้ายมาเป็นพรวน บ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจของเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี นี่คงเป็นวิธีแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของเด็กผู้ชายวัยนี้
เสิ่นเจาอี้อมยิ้มบางๆ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปว่าอย่าเพิ่งรีบดีใจ ให้ลองเปิดเครื่องทดสอบประสิทธิภาพดูก่อน ถ้ามีปัญหาตรงไหนจะได้รีบติดต่อทางร้านทัน
"แต่พอต้องปลดระวางคอมเครื่องเก่า ผมก็แอบใจหายเหมือนกันนะครับ ใช้มาตั้งสามปีแล้ว..."
เธอพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าของเก่าไม่ไปของใหม่ก็ไม่มา จากนั้นจึงเลื่อนหน้าจอไปที่แชตของซูเย่
ข้อความเสียงถูกส่งมารัวๆ หลายข้อความ คงเป็นเพราะเห็นว่าเธอเงียบหายไปนาน
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้กดฟังข้อความเหล่านั้น แต่เลือกกดโทรวิดีโอคอลหาเขากลับไปแทน
รอเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับสาย ภาพบนหน้าจอปรากฏให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของซูเย่ที่เพิ่งจะกลับถึงบ้าน ชายหนุ่มเพิ่งล้างหน้ามา เส้นผมปรกหน้าผากจึงยังดูเปียกชื้นอยู่เล็กน้อย
เขากวาดสายตามองฉากหลังของเธอเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าคือที่ไหน
"เจาอี้ คุณอยู่สนามบินเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ"
หญิงสาวตอบรับพร้อมกับหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นมาทำทีเป็นก้มลงอ่านรายละเอียดบนนั้น แล้วจงใจลากเสียงยาว
"ปลายทางคือ... ต้าปู้ค่ะ"
สีหน้าของซูเย่ดูแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเม้มเข้าหากันแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ความรู้สึกประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองฉายชัดอยู่บนใบหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอาการทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นเจาอี้เห็นท่าทีแบบนั้นก็ลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว
"นี่ฉันทำให้คุณตกใจเหรอคะ"
"เปล่าครับ..."
ซูเย่ดึงสติกลับมาได้ในที่สุด ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆ ตามสัญชาตญาณ
เขาไม่ได้เอ่ยถามเลยสักคำว่าเธอมาทำไม หรือมาแล้วมีแผนจะไปที่ไหนต่อ สิ่งเดียวที่เขาถามออกมาก็คือเที่ยวบินของเธอจะลงจอดตอนกี่โมง
"บ่ายสองห้าสิบค่ะ"
"งั้นอย่าลืมหาข้าวเที่ยงกินก่อนขึ้นเครื่องนะครับ"
"สบายใจได้ค่ะ ฉันไม่ยอมหิวหรอก"
หลังจากวางสาย เสิ่นเจาอี้ก็เดินไปขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อ
ทอดสายตามองกลุ่มเมฆสีขาวที่ลอยตัวเรียงรายอยู่นอกหน้าต่าง แผ่นหลังบางเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนที่วางแขนเป็นจังหวะอย่างอารมณ์ดี
หากคำนวณระยะเวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติเมืองจีไปยังจุดหมายปลายทาง จะต้องใช้เวลาบินราวๆ ห้าสิบนาที แต่เสิ่นเจาอี้กลับรู้สึกเหมือนเครื่องเพิ่งขึ้นไปได้ไม่ทันไร เสียงประกาศก็ดังขึ้นเพื่อแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าเครื่องบินกำลังจะลดระดับลงจอดแล้ว
ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดการเดิมเกือบยี่สิบนาที
หญิงสาวเดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาอย่างไม่รีบร้อน สนามบินแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะทางจากจุดลงเครื่องตรงมายังประตูทางออกจึงมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง
เธอกวาดสายตามองฝูงชนที่มายืนรอรับผู้โดยสารเพียงผ่านๆ ทว่ากลับมีเงาร่างของใครบางคนสะดุดตาเข้าอย่างจัง
รูปร่างสูงโปร่งที่ยืนย้อนแสงอยู่ตรงจุดนั้นดูโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เขาสูงกว่าคนรอบข้างอยู่หลายช่วงตัว สวมเสื้อยืดสีขาวสะอาดตาทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ดูเรียบง่ายแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดสายตา
ในอ้อมแขนแกร่งประคองช่อดอกกุหลาบสีแดงสดที่มีดอกลิลลี่ประดับแซมเอาไว้อย่างทะนุถนอม และเมื่อเพ่งมองใบหน้าหล่อเหลานั้นชัดๆ ก็พบว่าเป็นคนที่เสิ่นเจาอี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ซูเย่... เขามายืนรอเธออยู่ที่นี่แล้ว
ชายหนุ่มเองก็ดูเหมือนจะมองเห็นเธอแล้วเช่นกัน ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นมาตามสัญชาตญาณ แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็กลับไปเม้มเข้าหากันแน่นคล้ายคนกำลังประหม่า
ก่อนที่เขาจะตัดสินใจยกมือขึ้นโบกทักทายเธอเบาๆ
เสิ่นเจาอี้ชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินตรงเข้าไปหาเขา และหยุดยืนทิ้งระยะห่างไว้เพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น
ซูเย่ก้มหน้าลงมองหญิงสาวตรงหน้า ส่วนเสิ่นเจาอี้ก็ช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา
เสียงพูดคุยจอแจของผู้คนรอบข้างเงียบสงบลงในทันที ราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้
"คุณมาได้ยังไงคะ"
เสิ่นเจาอี้เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ซูเย่ยื่นช่อกุหลาบสีแดงในมือส่งให้เธอ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นพร่าเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้
"มารับคุณครับ"
ทันทีที่หญิงสาวยื่นมือไปรับช่อดอกไม้มาถือไว้ เขาก็ขยับตัวเข้าไปดึงกระเป๋าเดินทางของเธอมาถือไว้อย่างรู้หน้าที่
"ไปกันเถอะครับ ออกไปข้างนอกกันก่อน"
เสิ่นเจาอี้เดินเคียงคู่ไปกับเขา วันนี้เธอเลือกสวมชุดเดรสรัดรูปตัวสวยที่เพิ่งเปิดตัวในงานแฟชั่นโชว์คอลเลกชันล่าสุด สีสันของชุดช่างรับกับสีของช่อดอกกุหลาบในอ้อมแขนได้อย่างลงตัว
ผู้โดยสารหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างลอบมองทั้งคู่ด้วยความชื่นชม และอดคิดในใจไม่ได้ว่าช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
เมื่อเดินมาถึงลานจอดรถ ซูเย่ก็รีบสาวเท้าเข้าไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้เธออย่างรู้ใจ รอจนกระทั่งหญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่เรียบร้อย เขาจึงเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อจัดการเก็บกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ
เสียงปิดประตูดังขึ้น ภายในห้องโดยสารที่แสนแคบจึงเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน
ซูเย่ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด ก่อนจะหันหน้าไปถามคนข้างๆ
"เรื่องที่พัก คุณจองเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ"
ก่อนหน้านี้เสิ่นเจาอี้อุตส่าห์แอบจำมุกหยอดคำหวานจากในห้องไลฟ์มาเตรียมใช้กับเขาตั้งมากมาย แต่พอเอาเข้าจริง พอได้มานั่งอยู่ต่อหน้าชายหนุ่ม เธอกลับใจป๊อดไม่กล้าพูดออกไปเลยสักคำ
สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่ยอมบอกชื่อโรงแรมออกไปตามตรง ปลายนิ้วเรียวขยำขอบกระดาษห่อช่อดอกไม้ไปมาเพื่อระบายความเขินอาย
ซูเย่ขานรับในลำคอเบาๆ สตาร์ทรถแล้วค่อยๆ ขับเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ
เขาเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงคุ้นชินกับเส้นทางเป็นอย่างดีโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบนำทาง
กระจกหน้าต่างรถถูกลดระดับลงครึ่งหนึ่ง สายลมต้นฤดูร้อนพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า หอบเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ให้ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งคันรถ
บทเพลงกวางตุ้งจังหวะฟังสบายถูกเปิดคลอเบาๆ ล้วนแต่เป็นเพลงที่เขามักจะร้องให้ทุกคนฟังในห้องแชทเสียงอยู่เป็นประจำ
ท่วงทำนองที่แสนนุ่มนวลช่วยปัดเป่าบรรยากาศชวนอึดอัดและอาการประหม่าจากการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ให้จางหายไปได้อย่างน่าประหลาด
เสิ่นเจาอี้เอนแผ่นหลังพิงเบาะรถ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง หางตาของเธอลอบมองมือที่กำลังประคองพวงมาลัยรถ นิ้วมือเรียวยาวได้รูป ข้อต่อกระดูกชัดเจน บริเวณง่ามนิ้วโป้งมีรอยแผลเป็นจางๆ ปรากฏให้เห็น
"เหนื่อยไหมครับ"
ซูเย่เอ่ยปากถามขึ้นมาลอยๆ ดึงสติของหญิงสาวให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง
"ไม่เหนื่อยค่ะ บนเครื่องแอบงีบมานิดหน่อยแล้ว"
"แล้ว... หิวไหมครับ แถวนี้มีร้านอร่อยอยู่ร้านนึง เปิดมาหลายสิบปีแล้ว"
ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าวันไหนซูเย่มีโอกาสเดินทางไปที่เมือง C เธอจะเป็นคนรับหน้าที่พาเขาไปตระเวนชิมของอร่อยตามร้านอาหารชื่อดังเอง ไม่นึกเลยว่าตอนนี้สถานการณ์จะกลับตาลปัตร กลายเป็นเขาที่ต้องรับหน้าที่เป็นเจ้าบ้านคอยดูแลเธอแทนเสียได้
แต่เผอิญว่าตอนอยู่ที่สนามบิน เสิ่นเจาอี้ดันเชื่อฟังคำแนะนำของเขา จัดการหาอะไรรองท้องมาเรียบร้อยแล้ว แถมตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามโมงกว่าๆ กระเพาะอาหารของเธอจึงยังไม่ส่งสัญญาณประท้วงแต่อย่างใด
ท้ายที่สุดทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะขับรถตรงไปที่โรงแรมเพื่อเก็บสัมภาระให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยออกไปเดินเล่นแถวๆ นั้นแทน
รถหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง เงาร่มไม้พาดทับลงบนกระจกบานหน้า สลับกับแสงแดดรำไรที่ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นระยะ
วินาทีนั้นเอง เสิ่นเจาอี้ก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่า การตัดสินใจเดินทางมาหาเขาในครั้งนี้ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง แม้ป้ายชื่อด้านหน้าจะเขียนเอาไว้ว่าเป็นโรงแรม แต่พอมองดูสภาพความเป็นจริงแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็รู้ได้ทันทีว่าภาพโปรโมตนั้นหลอกตาเข้าเต็มเปา ที่นี่เป็นเพียงแค่เกสต์เฮาส์ที่เพิ่งได้รับการรีโนเวตใหม่ก็เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้คิดจะเรื่องมาก ยอมทนพักไปก่อนก็แล้วกัน
หญิงสาวจัดการลงทะเบียนเข้าพักที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง ก่อนจะรับคีย์การ์ดแล้วเดินขึ้นไปบนห้อง โชคดีที่สภาพภายในห้องพักดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยดี
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปด้านใน ซูเย่ก็เดินตรงไปสำรวจความเรียบร้อยในห้องน้ำเป็นอันดับแรก จากนั้นชายหนุ่มก็เดินกลับออกมาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตียงนอน คอยใช้สายตาสอดส่องตรวจดูตามปลั๊กไฟและช่องเสียบสายชาร์จบริเวณหัวเตียงอย่างละเอียด
เสิ่นเจาอี้ยืนมองการกระทำเหล่านั้นเงียบๆ เธอพอจะเดาออกว่าเขากำลังพยายามมองหากล้องรูเข็มที่อาจจะถูกซ่อนเอาไว้ตามมุมอับ
เพียงแต่ไม่นึกฝันว่าเขาจะมีความรู้และใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ถึงขั้นนี้
ซูเย่อธิบายให้ฟังว่า เมื่อปีที่แล้วเคยมีข่าวฉาวเกี่ยวกับเรื่องซ่อนกล้องแอบถ่ายเกิดขึ้นในโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ทำงานของเขา พวกเพื่อนร่วมงานมักจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันบ่อยๆ เขาจึงพลอยจดจำรายละเอียดพวกนี้มาด้วย
ส่วนวิธีการตรวจสอบอย่างละเอียดแบบนี้ เขาเพิ่งจะเปิดหาวิธีระหว่างทางที่ขับรถมานี่เอง
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีนี้มันจะได้ผลไหม"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบ
"แต่ตรวจดูสักรอบจะได้สบายใจครับ"
เสิ่นเจาอี้ถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากชมในความรอบคอบและใส่ใจของเขา หรือควรจะด่าทอพวกโรคจิตที่ชอบแอบถ่ายชาวบ้านไปทั่วจนทำให้คนอื่นต้องมาคอยหวาดระแวงแบบนี้ดี
โรงละครฉากเล็ก:
เจาอี้ : "ฉันจะบินไปถึงที่นั่นตอนบ่ายสองห้าสิบนะ"
ซูเย่ : "อะไรนะครับ!" (สีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับลิงโลดสุดขีด)
หลังจากวางสาย ชายหนุ่มก็รีบค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วท่องจำทุกตัวอักษรอย่างเอาเป็นเอาตาย...
[จบบท]