บทที่ 70 : ไกด์ซูเย่ผู้ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม
เมื่อเดินพ้นประตูโรงแรมออกมา ซูเย่ก็สวมบทบาทเป็นไกด์นำเที่ยวให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
เขาขับรถพาเสิ่นเจาอี้มุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ระหว่างทางก็คอยเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่างๆ ให้ฟังคร่าวๆ
แสงแดดในเดือนพฤษภาคมเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ เสิ่นเจาอี้สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ปะทะเข้ากับผิวหน้า อากาศที่นี่ร้อนกว่าเมือง C ค่อนข้างมาก
ซูเย่ปิดประตูรถแล้วหันมาบอกคนข้างใน
"บนรถไม่มีน้ำเลย เดี๋ยวผมไปซื้อมาสองขวดนะ"
"คุณนั่งรออยู่ในรถก่อน ข้างนอกแดดร้อนมาก"
เสิ่นเจาอี้พยักหน้ารับ สายตามองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินห่างออกไปจนลับตา
เวลาผ่านไปราวห้าหกนาทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมา
ถ้าไม่ใช่เพราะรถยังจอดอยู่ตรงนี้ เธอคงอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้แอบทิ้งเธอหนีไปแล้วหรือเปล่า
หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบพร้อมกับข้อความที่ส่งเข้ามาติดๆ กันหลายข้อความ
สวี่เมิ่งส่งมาหาเธอ
【เจาอี้คะ ของที่ซื้อเมื่อวานหนูตรวจรับเรียบร้อยหมดแล้วค่ะ!】
【เพิ่งจัดของเสร็จเลยค่ะ】
ตามด้วยรูปถ่ายสภาพภายในห้องแต่งตัวที่ส่งตามมาติดๆ
เสิ่นเจาอี้กวาดสายตามองรูปพวกนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะวงเลือกกระเป๋าถือสองใบในรูปแล้วพิมพ์บอกให้อีกฝ่ายเอากลับไปใช้
สวี่เมิ่งรีบพิมพ์ปฏิเสธกลับมาทันที
【ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง หนูมีกระเป๋าใช้แล้วค่ะ!】
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบไปตามตรงว่าตั้งใจซื้อให้แต่แรก ถ้าไม่เอาเงินที่จ่ายไปก็สูญเปล่า
พอยกเรื่องเงินขึ้นมาอ้าง สวี่เมิ่งก็เลิกปฏิเสธทันที
หลังจากส่งสติกเกอร์รูปหัวใจรัวๆ มาให้แล้ว อีกฝ่ายก็พิมพ์ถามถึงความรู้สึกในการมาเที่ยวครั้งนี้
【ก็ดี แต่ร้อนไปหน่อย】
ข้อความเพิ่งถูกกดส่งออกไป ประตูรถก็ถูกเปิดออก
ซูเย่แทรกตัวเข้ามานั่งในตำแหน่งคนขับพร้อมกับไอร้อนจางๆ เขายื่นขวดน้ำแร่ให้เธอ ก่อนจะล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
มันคือยางมัดผมสีแอปริคอต
สีของมันคล้ายกับสีชุดกระโปรงที่เธอใส่อยู่มาก
เสิ่นเจาอี้วางโทรศัพท์มือถือในมือลง
"ที่คุณหายไปตั้งนาน ก็เพื่อไปซื้อไอ้นี่มาเหรอ"
ซูเย่นึกว่าเธอไม่ชอบ ท่าทางเก้ๆ กังๆ จนอยากจะดึงมือกลับ
"เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนอันใหม่มาให้นะ"
"ไม่ต้องหรอก"
เสิ่นเจาอี้ร้องห้ามเอาไว้แล้วรับยางมัดผมเส้นนั้นมาถือ
"ทำไมถึงนึกอยากซื้อเจ้านี่มาให้ฉันล่ะ"
"เดี๋ยวตอนลงจากรถ คุณปล่อยผมเอาไว้แบบนี้มันต้องร้อนแน่ แล้วตอนกินข้าวเย็นมันก็คงเกะกะด้วย"
"ผมก็เลยซื้อติดมือมาให้"
ระหว่างที่เขาอธิบาย เสิ่นเจาอี้ก็รวบผมของตัวเองขึ้นมัดเรียบร้อยแล้ว ถึงทรงผมจะดูยุ่งเหยิงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูแย่อะไร
สายตาของซูเย่เอาแต่จดจ่ออยู่กับปอยผมสองสามเส้นที่ชี้ฟูขึ้นมา
ประโยคที่อยากจะบอกว่า "เดี๋ยวผมมัดให้ไหม" ถูกกลืนกลับลงคอไปจนหมด
เมื่อเห็นเสิ่นเจาอี้ก้าวลงจากรถไปแล้ว เขาก็รีบสาวเท้าเดินตามไปทันที
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางอะไรมาก แต่เพราะเป็นช่วงวันหยุดแรงงานจึงมีนักท่องเที่ยวมาเดินกันแน่นขนัด
สองข้างทางที่ปูด้วยแผ่นหินมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายขนมกินเล่นเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
หลังจากเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เสิ่นเจาอี้ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอหันไปถามคนข้างๆ
"คุณออกมาแบบนี้ แล้วห้องแชทเสียงล่ะจะทำยังไง"
"วิคอนุญาตให้ผมลางานแล้วครับ"
เสิ่นเจาอี้พยักหน้าเข้าใจทันที ก็แน่ล่ะ ต้นไม้ทำเงินต้นใหญ่ขนาดนี้ ขออะไรก็ต้องยอมประเคนให้อยู่แล้ว
สายลมพัดเอาปอยผมที่มัดเก็บไม่หมดให้ร่วงลงมาปรกใบหน้า เธอจึงยกมือขึ้นทัดไว้ที่หลังใบหู
ซูเย่มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
"อยากถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยไหมครับ"
ถึงใจจริงเขาอยากจะกดเก็บภาพตรงหน้าเอาไว้ใจแทบขาด แต่ก็คิดว่าควรถามความสมัครใจของอีกฝ่ายก่อนจะดีกว่า
"เอาสิ"
เสิ่นเจาอี้ตอบตกลงอย่างไม่คิดมาก
บริเวณข้างต้นฮวาย เธอหันข้างเล็กน้อยแล้วชูสองนิ้วท่ายอดฮิตประจำตัว
ซูเย่ถอยหลังไปสองก้าวแล้วย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง เมื่อหามุมที่ดูดีได้แล้วเขาก็กดถ่ายรัวๆ ไปหลายใบ
"คุณลองดูสิครับ"
เขายื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้
จังหวะที่รับของ มือของทั้งสองคนเผลอสัมผัสกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่เสิ่นเจาอี้ก็ทำเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอซูมดูรูปถ่ายแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
"ก็สวยดีนะ"
เดี๋ยวเอาไปใส่ฟิลเตอร์แต่งสีเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ลงไทม์ไลน์ได้แล้ว
"เดี๋ยวคุณอย่าลืมส่งรูปพวกนี้เข้าวีแชตให้ฉันด้วยนะ"
เธอส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้พร้อมกับเอ่ยปากถาม
"นี่ คุณจะถ่ายเก็บไว้สักรูปไหม"
"ไม่เอาครับ"
ซูเย่ตอบปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ
อันที่จริงเขามีอาการกลัวกล้องอยู่นิดหน่อย
ที่เขายอมเปิดกล้องวิดีโอคอลด้วย เหตุผลเดียวก็เป็นเพราะคนคนนั้นคือเธอ
เสิ่นเจาอี้มองออกว่าเขาไม่เต็มใจ จึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
เนื่องจากพวกเขามาถึงเอาช่วงบ่ายคล้อยแล้ว เวลาจึงค่อนข้างเย็น ทั้งสองคนจึงเดินเล่นกันแค่ที่นี่เพียงแห่งเดียว
ขากลับ ซูเย่พาเธอไปที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เขาเคยบอกว่าอร่อย
ทำเลของร้านค่อนข้างลับตาคนเพราะตั้งอยู่ลึกเข้าไปในตรอก พวกเขาต้องจอดรถทิ้งไว้ด้านนอกแล้วเดินเท้าเข้าไป
บริเวณหน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้ไม้ตั้งเรียงรายอยู่หลายตัว และมีลูกค้ามานั่งกินอาหารอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
"เรากินกันที่นี่ ได้ไหมครับ"
ซูเย่สังเกตสีหน้าของเธอด้วยความประหม่า
"คุณกินอาหารแบบนี้ได้ใช่ไหมครับ"
ไม่ใช่ว่าเขางกหรือไม่อยากจ่ายแพงๆ
ต่อให้ไม่นับเงินจำนวนมากที่เสิ่นเจาอี้เคยเปย์ให้ ลำพังแค่เงินเดือนของเขาเองก็มีมากพอตัวอยู่แล้ว
เพียงแต่รสชาติอาหารของร้านใหญ่ๆ ข้างนอกมันสู้ร้านนี้ไม่ได้เลยจริงๆ
เขาคิดว่าในเมื่อเธออุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ก็ควรได้ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นรสชาติต้นตำรับแท้ๆ ไม่ใช่อาหารที่ถูกดัดแปลงรสชาติใหม่จนเสียเอกลักษณ์ไปหมด
แต่เขากลับเห็นเสิ่นเจาอี้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว
เธอไม่ได้เป็นคนเรื่องมากเรื่องกินเลยสักนิด ดูได้จากที่ก่อนหน้านี้สั่งอาหารเดลิเวอรีมากินแทบทุกมื้อ
แถมร้านยิ่งเปิดมานาน รสชาติก็ยิ่งอร่อย
ร้านลับแบบนี้ ถ้าซูเย่ไม่ได้เป็นคนพามา เธอเองก็คงไม่มีทางหาเจอแน่ๆ
ตอนที่เถ้าแก่เนี้ยเดินถือเมนูมารับออเดอร์ ก็เห็นหญิงสาวคนนี้กำลังชะเง้อมองอาหารบนโต๊ะข้างๆ พอเห็นว่าเป็นลูกค้าหน้าใหม่ เธอจึงอาสาแนะนำเมนูเด็ดประจำร้านให้ฟังอย่างกระตือรือร้น
เสิ่นเจาอี้ตั้งใจฟังพร้อมกับสอบถามเรื่องรสชาติอย่างละเอียด ก่อนจะเลือกสั่งเมนูที่ตัวเองอยากกินมาสองอย่าง
ซูเย่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอาแต่ทอดสายตามองทุกการเคลื่อนไหวของเธออย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก
เมื่อวานพวกเขายังทำได้แค่มองหน้ากันผ่านหน้าจออยู่เลย
แต่วันนี้เธอกลับมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ
สายตาที่จ้องมองมานั้นแน่วแน่จนเกินไป หลังจากสั่งอาหารของตัวเองเสร็จ เสิ่นเจาอี้ก็ทนไม่ไหว เธอเลื่อนเมนูไปตรงหน้าเขา
"ที่เหลือคุณสั่งเลย"
ต้องหาอะไรมาบังสายตาที่หวานเยิ้มจนแทบจะกลืนกินคนได้แบบนั้นซะหน่อยแล้ว
เถ้าแก่เนี้ยมองดูปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม หลังจากจดรายการอาหารเสร็จเธอก็เดินกลับเข้าไปในครัว แล้วเอ่ยปากแซวสามีที่กำลังยืนผัดอาหารอยู่หน้าเตา
"ดูสิ เหมือนพวกเราตอนเพิ่งคบกันใหม่ๆ เลย"
เถ้าแก่ชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากหยอกภรรยากลับไป
"มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง"
"ตอนนั้นคุณสวยกว่าแม่หนูคนนี้ตั้งเยอะ"
"บ้า"
เถ้าแก่เนี้ยใช้ใบสั่งอาหารตีเข้าที่แผ่นหลังของเขาเบาๆ แต่กลับเผยให้เห็นรอยยิ้มที่หางตาอย่างชัดเจน
ภายในครัวเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไม่นานนักอาหารสองสามจานก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะ
เถ้าแก่เนี้ยยังใจดีแถมแป้งแผ่นบางที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ มาให้อีกสองแผ่น
เสิ่นเจาอี้เอ่ยขอบคุณอีกครั้ง เธอรับตะเกียบที่แกะพลาสติกออกแล้วมาจากมือของซูเย่ ก่อนจะคีบเต้าหู้ยัดไส้ชิ้นหนึ่งเข้าปากเพื่อลิ้มรส
รสชาติแตกต่างจากรสเผ็ดร้อนของเมือง C อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อกินคู่กับน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน มันยิ่งอร่อยจนอธิบายไม่ถูก
พอซูเย่เห็นว่าเธอชอบ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปากของเขาเช่นกัน
เขาเอื้อมมือไปคีบแป้งแผ่นบางขึ้นมา ใส่ผักกาดดองลงไปตรงกลางแล้วม้วนจนเสร็จสรรพ ก่อนจะวางลงบนจานตรงหน้าของเสิ่นเจาอี้
"อาหารที่นี่รสชาติจะค่อนข้างจืด ตอนแรกผมยังกลัวว่าคุณจะกินไม่ค่อยคุ้นครับ"
"คุณลองชิมอันนี้ดูสิครับ"
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้เกรงใจเขาเลยสักนิด เธอก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
นี่สิถึงจะเรียกว่าความหมายของการมาเที่ยว การได้ลองชิมรสชาติใหม่ๆ และได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ
พอกินไปได้ครึ่งทาง ซูเย่ก็เอ่ยปากถามขึ้นมา
"คุณกะจะเที่ยวอยู่ที่นี่กี่วันถึงจะกลับเหรอครับ"
"รอดูอารมณ์ก่อน"
เสิ่นเจาอี้ยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะถามกลับไปบ้าง
"แล้วคุณล่ะ จะกลับเมือง G วันไหน"
"มะรืนนี้ครับ"
"งั้นก็ดีเลย ตอนคุณกลับก็แวะไปส่งฉันด้วยสิ"
ซูเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง
"จะให้ผมพาไปเมือง G ด้วย หรือว่าจะให้ไปส่งที่สนามบินครับ"
[จบบท]