บทที่ 78 : คืนนี้แสงจันทร์ทอประกายนวลตา
ทั้งสองคนบังเอิญเจอกันตรงโถงบันได
ซูเย่รีบวิ่งลงมาจนไม่ได้ใส่เสื้อคลุมด้วยซ้ำ พอเห็นหน้ากัน เขาก็ถามทันทีว่าเธอกินข้าวเช้าหรือยัง
"ยังเลย เก็บของเสร็จฉันก็ขับรถมานี่เลย"
"งั้น พวกเราไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารเช้ากันก่อนไหม"
"ไม่ต้องลำบากหรอก"
เสิ่นเจาอี้โบกมือปฏิเสธ
"กินหรือไม่กินก็เหมือนกันแหละ"
ซูเย่เม้มปาก ก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม
"ถ้างั้น...กลับบ้านไป ผมต้มบะหมี่ให้กินรองท้องก่อนดีไหม"
พอเดินกลับขึ้นไปชั้นบนถึงได้รู้ว่าเมื่อกี้เขารีบลงมามากจนไม่ได้ปิดประตูห้อง
ระหว่างที่ยืนเปลี่ยนรองเท้าอยู่หน้าประตู เสิ่นเจาอี้ก็มองเห็นว่าสภาพภายในห้องนั้นสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบมาก ดูออกเลยว่าเป็นความเคยชินที่รักษาสภาพแบบนี้มาอย่างยาวนาน
เหมือนกับนิสัยของเจ้าของห้องไม่มีผิด
แม้ว่าตอนที่วิดีโอคอลกันจะพอมองเห็นสภาพห้องอยู่บ้าง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการมาเห็นด้วยตาตัวเองแบบนี้
เพราะปกติที่บ้านแทบจะไม่มีแขกมาเยือน จึงไม่ได้เตรียมรองเท้าใส่ในบ้านเผื่อเอาไว้ รองเท้าที่เสิ่นเจาอี้ใส่อยู่ตอนนี้ก็คือคู่ที่ซูเย่ใส่เป็นประจำ
ส่วนตัวเขาเองเดินไปหยิบรองเท้าแตะสำหรับใส่อาบน้ำในห้องน้ำมาเปลี่ยนแทน
เมื่อเดินตามเข้าไปในห้องครัว พอได้มองแผ่นหลังของคนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร เสิ่นเจาอี้ก็เกิดความรู้สึกสงบสุขและอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ถึงปากจะบอกว่าแค่ทำกินรองท้องง่ายๆ แต่พอมองดูบะหมี่ชามนี้ก็รู้เลยว่าคนทำตั้งใจแค่ไหน แถมยังมีหมูสับผัดซอสราดหน้ามาให้ด้วย
ไม่รู้เหมือนกันว่าซูเย่เสกมันขึ้นมาได้ยังไงในเวลาสั้นๆ แค่นี้ บางทีคนที่ทำอาหารเก่งอาจจะมีเวทมนตร์ซ่อนอยู่ก็เป็นได้
หลังจากกินจนอิ่ม งานล้างจานก็โดนเขาแย่งไปทำอีก เสิ่นเจาอี้จึงเดินเล่นไปมาอยู่ในห้องรับแขกเพื่อย่อยอาหารและฆ่าเวลาไปในตัว
การตกแต่งภายในบ้านดูเรียบง่ายมาก นอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลักที่จำเป็นต้องใช้แล้ว ก็แทบจะไม่มีของประดับตกแต่งอะไรเลย
บนชั้นวางทีวีมีรูปถ่ายวางอยู่สองใบ
รูปฝั่งซ้ายเป็นรูปของซูเย่ที่ถ่ายพร้อมหน้ากับพ่อแม่ คิ้วและดวงตาของเขาถอดแบบมาจากแม่ของซูเย่เลย
ส่วนรูปฝั่งขวาเป็นรูปถ่ายของซูเย่กับเพื่อนสนิทอีกสองคน ในรูปเขายังดูเด็กมาก แค่มองแวบเดียวเสิ่นเจาอี้ก็เดาได้ทันทีว่าสองคนนั้นน่าจะเป็นจื่อฉีกับเพื่อนร่วมห้องคนนั้น
พอคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่น่าเศร้าใจนั้น เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เขากลับบ้านมาเห็นรูปถ่ายใบนี้ ภายในใจของเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง
รอจนซูเย่จัดการงานในครัวเสร็จ เสิ่นเจาอี้ก็กลับมานั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่บนโซฟาแล้ว
พอเห็นเขาเดินออกมา เธอก็กดส่งข้อความที่พิมพ์ค้างไว้ให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วถาม
"เก็บของเสร็จหมดหรือยัง"
"เกือบหมดแล้ว"
ซูเย่ชี้ไปที่กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งที่วางอยู่ข้างตู้รองเท้า
ความจริงเขาไม่ได้อยากจะย้ายออกจากที่นี่ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่สักเท่าไหร่ ที่ยอมทำแบบนี้ก็เป็นเพราะเสิ่นเจาอี้ต้องการ
รอให้เธอกลับไปแล้ว ตัวเขาเองก็อาจจะกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม เขาเลยไม่ได้เก็บของอะไรไปเยอะแยะ ขาดเหลืออะไรค่อยทยอยซื้อเข้ามาเติมเอาก็ได้
เสิ่นเจาอี้คิดว่าทำแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ยังไงเป้าหมายของเธอก็บรรลุผลไปตั้งนานแล้ว ส่วนซูเย่จะชอบพักอยู่ที่ไหนมากกว่ากัน เธอก็ย่อมไม่เข้าไปก้าวก่ายอยู่แล้ว
หมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่อยู่แถวชานเมือง แม้ทำเลจะดูห่างไกลไปสักหน่อย แต่การจัดสรรพื้นที่สีเขียวกลับทำออกมาได้ดีมาก
ตอนที่พวกเขาสองคนเดินทางไปถึง ผู้จัดการฝ่ายขายก็มายืนรอรับอยู่ก่อนแล้ว
เขาเดินนำทั้งคู่ขึ้นไปบนตึก ถึงแม้การซื้อขายบ้านหลังนี้จะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ก็ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ทันทีที่เดินเข้าประตูไป ผู้จัดการก็เริ่มแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของบ้านหลังนี้ให้ฟังอีกรอบ
เสิ่นเจาอี้ที่เดินตามอยู่ด้านหลังแอบขยิบตาให้ซูเย่ ก่อนจะขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า 'เห็นไหม ฉันบอกแล้วไงว่ายังไงราคามันก็ฟ้องอยู่'
ตัวบ้านเป็นแบบสี่ห้องนอน ตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยผนังสีขาวกับพื้นไม้ ถึงจะไม่หรูหราเท่ากับที่ปี้สุ่ยอวาน แต่ตอนนี้ก็คงหาได้ดีที่สุดแค่นี้แหละ
เธอพยายามบอกให้ซูเย่ลองตกแต่งบ้านใหม่ตามความชอบของตัวเอง แต่อีกฝ่ายกลับยืนกรานว่าจะต้องทำตามความคิดของเธอเท่านั้น
เรื่องนี้ก็เลยต้องพักเอาไว้ก่อน
หลังจากใช้เวลาอยู่ในบ้านหลังใหม่ไปกว่าค่อนเช้า ก่อนจะกลับ ซูเย่ก็จัดการบันทึกลายนิ้วมือและเปลี่ยนรหัสผ่านประตูใหม่
ซึ่งมันไม่ใช่ทั้งวันเกิดของเขา และไม่ใช่วันเกิดของเสิ่นเจาอี้ แต่เป็นวันที่ของวันนี้ต่างหาก
"จำได้ไหม"
ซูเย่หันหน้ามาถาม
เสิ่นเจาอี้ยิ้มบางๆ
"0504 วันเยาวชนไง ต้องจำได้อยู่แล้ว~"
เวลาครึ่งวันที่เหลือ ซูเย่ก็ไม่ลืมว่าเสิ่นเจาอี้ตั้งใจมาเที่ยว เขาพาเธอไปตระเวนเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวอีกสองแห่ง
พอถึงช่วงเย็น ทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในตลาดนัดกลางคืนที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ ภายใต้แสงไฟนีออน ควันไฟจากการปิ้งย่างลอยปะปนไปกับเสียงจอแจของผู้คนรอบด้าน
แสงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างนวลตา ซูเย่จ้องมองใบหน้าอันมีชีวิตชีวาของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
วันหยุดยังเหลืออีกตั้งหนึ่งวัน เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าเสิ่นเจาอี้จะเดินทางกลับตอนไหนกันแน่ ก็เลยลองหยั่งเชิงถามดู
"เจาอี้ พรุ่งนี้คุณมีแพลนจะไปไหนต่อหรือเปล่า"
"อืม...คงไม่เที่ยวแล้วล่ะ ฉันต้องกลับเมือง C แล้ว"
ความจริงแผนการเดิมของเสิ่นเจาอี้คือตั้งใจจะอยู่เที่ยวจนกว่าซูเย่จะกลับไปทำงาน เพราะวันหยุดของเขามันหาได้ยากมาก
แต่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผลการแข่งขันของหานจื่อหยางเมื่อเดือนก่อนประกาศออกมาแล้ว เขาได้ที่หนึ่งและผ่านเข้ารอบไปแข่งระดับประเทศสำเร็จ โดยกำหนดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 21
ตั้งแต่ตอนที่ส่งของขวัญแลกเปลี่ยนกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น หานจื่อหยางรับประกันอย่างมั่นใจว่าตัวเองจะต้องคว้ารางวัลมาได้แน่นอน เขาเลยนัดเธอให้ไปร่วมงานประกาศรางวัลล่วงหน้า
ด้วยความมุ่งมั่นขนาดนี้ ประกอบกับไม่อยากทำลายความมั่นใจของเด็กหนุ่ม เสิ่นเจาอี้ก็เลยตกปากรับคำไป
แถมก่อนหน้านั้นในวันที่ 13 ก็ยังมีการแข่งขันซูเปอร์แชมเปียนชิปของเพ่ยเยี่ยนอีก ซึ่งสถานที่จัดงานล้วนอยู่ในเมือง S ทั้งคู่ แล้วเธอก็ต้องพาสวี่เมิ่งไปด้วย
พอเป็นแบบนี้ ระยะเวลาในการเดินทางก็เลยต้องยืดเยื้อออกไป ต้าขว่านก็จะไม่มีคนคอยดูแลอย่างทันท่วงที จะเอาไปฝากตามร้านรับเลี้ยงสัตว์ทั่วไปเธอก็ไม่ไว้ใจ ก็เลยคิดว่าจะพาเจ้าตัวเล็กติดสอยห้อยตามไปด้วย
แต่ขั้นตอนการโหลดนกแก้วขึ้นเครื่องบินมันค่อนข้างยุ่งยาก ต้องเตรียมใบรับรองการตรวจโรคและเอกสารอื่นๆ อีกหลายอย่าง เธอเลยกลัวว่าจะจัดการไม่ทัน ถึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับก่อนกำหนด
ซูเย่หลุบตาลง นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูไม้เสียบไปมา
"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ..."
เสิ่นเจาอี้ทนเห็นท่าทางห่อเหี่ยวแบบนี้ของเขาไม่ค่อยจะได้ เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"จริงสิ เรื่องบ้านหลังใหม่คงต้องรบกวนให้คุณเหนื่อยหน่อยนะ"
"หืม"
ซูเย่เงยหน้าขึ้นมองเธอ
"ฉันอยากให้เพิ่มเก้าอี้ชิงช้าตรงระเบียงหน่อย"
เสิ่นเจาอี้ทำไม้ทำมือประกอบ
"แล้วก็ทำห้องดูหนังเพิ่มขึ้นมาสักห้องด้วย"
ถึงแม้ว่าตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ที่ปี้สุ่ยอวาน เธอจะไม่เคยใช้งานห้องแบบนั้นเลยก็ตาม แต่อย่างน้อยการหาเรื่องให้เขาทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ก็จะช่วยทำให้ซูเย่รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการของเธออยู่
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด เธอจะเป็นคนออกเอง
เธอไม่มีทางปล่อยให้โอกาสในการปั่นยอดเงินคืนหลุดมือไปเด็ดขาด!
พอเดินออกมาจากตลาดนัด ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว บนทางเดินสองฝั่งคูเมืองมีคนมาเดินเล่นพักผ่อนกันเยอะแยะ มองไปไกลๆ ก็เห็นกลุ่มคนที่รักเสียงดนตรีกำลังล้อมวงแสดงกันอยู่
เสิ่นเจาอี้ดึงแขนซูเย่ให้เดินเข้าไปร่วมวงดูความครึกครื้นด้วย
ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของใครเป็นฝ่ายไปสัมผัสโดนอีกคนก่อน แต่ตอนที่เดินฝ่าวงล้อมออกมา มือของพวกเขาทั้งสองคนก็จับประสานกันไว้อย่างเป็นธรรมชาติไปแล้ว
เสิ่นเจาอี้รู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้มันอธิบายยากจริงๆ
ทั้งที่ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากเปิดเผยความสัมพันธ์ออกมาตรงๆ แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่แนบชิดกันอยู่ในตอนนี้ กลับสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ใบหูของซูเย่แดงก่ำไปหมด ความรู้สึกลังเลกระวนกระวายใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้สะบัดมือเขาออก
เขาแอบเพิ่มแรงบีบที่ฝ่ามือเบาๆ เพื่อให้ปลายนิ้วของทั้งคู่สอดประสานกันแน่นขึ้นกว่าเดิม
ตลอดทางที่เดินเลียบชายฝั่งลงมา ไม่มีใครยอมพูดเรื่องปล่อยมือเลยสักคน
หากมองจากที่ไกลๆ พวกเขาก็ดูเหมือนกับคู่รักธรรมดาๆ คู่หนึ่งที่กลมกลืนไปกับบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองแห่งนี้
จนกระทั่งเดินกลับมาถึงลานจอดรถ
ซูเย่ก็รู้สึกว่าฝ่ามือของเขาว่างเปล่า หัวใจของเขาก็พลอยวูบโหวงไปชั่วขณะ เขาเผลองอนิ้วมือเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเจาอี้หันขวับกลับมา เธอจงใจชูมือขึ้นมาแกว่งไปมา ก่อนจะส่งยิ้มหวานพลางเรียกชื่อเขา
"ซูเย่"
"หืม"
น้ำเสียงของเขาดูเกร็งไปเล็กน้อย
"มือคุณเหงื่อออกเยอะมากเลยนะ"
ซูเย่ "..."
คำพูดประโยคนี้ทำลายบรรยากาศดีๆ ไปเสียหลายส่วน เสิ่นเจาอี้เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเอง น้ำเสียงของเธอเลยติดขัดไปบ้าง
"อะแฮ่ม...แค่...แค่ล้อเล่นเอง"
พอเห็นว่าซูเย่ยังคงเอาแต่จ้องหน้าเธออยู่ เสิ่นเจาอี้ก็รีบหลบสายตาทันที
"กลับกันเถอะ!"
[จบบท]