บทที่ 87 : เป็นผู้ชายอยู่ข้างนอกก็ต้องรู้จักป้องกันตัว (หยาง ไป๋ มู่)
หวังเล่ยยกมือขึ้นกุมซี่โครงของตัวเองเอาไว้พร้อมกับแยกเขี้ยวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำหน้ากวนประสาทแล้วพยายามตอบโต้กลับไป
การหยอกล้อกันดำเนินไปพักใหญ่ ก่อนที่ท้ายที่สุดเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย
"นายนี่มันนักสู้จริงๆ ฉันยอมแพ้แล้ว!"
ชายหนุ่มล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดขยุกขยิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งลิงก์สองสามอันไปให้หานจื่อหยาง
เมื่อหานจื่อหยางกดเข้าไปดู หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นวิดีโอคลิปหนึ่งซึ่งกำลังเล่นอยู่ โดยมีหัวข้อตัวเบ้อเร่อเขียนเอาไว้ว่า... ทักษะป้องกันตัวสำหรับผู้ชาย
เขาเห็นแล้วก็ได้แต่รู้สึกพูดไม่ออก
"สมองแบบนายได้ที่ห้ามาได้ยังไง"
"ฉันหวังดีกับนายนะ ทำไมต้องมาด่ากันด้วย"
หวังเล่ยทำท่าทางไม่ยอมแพ้ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ด้วยท่าทางขึงขังแล้วกระซิบเสียงเบา
"เป็นผู้ชายอยู่ข้างนอกก็ต้องรู้จักป้องกันตัวเองไว้บ้าง"
และแน่นอนว่าทันทีที่พูดจบ ศอกที่สองก็กระแทกเข้าใส่ตัวเขาทันที
ภาพตัดมาที่เมือง S รถแล่นออกจากทางด่วนสนามบิน สวี่เมิ่งทอดสายตามองออกไปยังผืนทะเลกว้างใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป นัยน์ตาของเธอเป็นประกายวิบวับด้วยความตื่นเต้น
ทะเลมักมีแรงดึงดูดสำหรับเด็กที่โตมาในพื้นที่ตอนในของประเทศเสมอ คล้ายกับที่หิมะดึงดูดความสนใจของคนภาคใต้นั่นแหละ
"เจาอี้ ดูสิคะ!"
เธอหันขวับกลับมาด้วยความตื่นเต้น แต่กลับเห็นว่าเสิ่นเจาอี้กำลังจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าที่ดูแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
"เป็นอะไรไปคะ"
สวี่เมิ่งขยับตัวเข้าไปใกล้ เสิ่นเจาอี้ดึงสติกลับมาแล้วตอบปัดไปว่าไม่มีอะไร แต่ในใจกลับมีเสียงกรีดร้องดังลั่น... ทำไมถึงมีคนรู้จักอยู่ที่เมือง S เยอะขนาดนี้!
โพสต์ที่เพิ่งอัปเดตไปเมื่อครู่ได้รับการตอบกลับจากเฉิงอวี่ไป๋ ข้อความนั้นสั้นกระชับและได้ใจความตามสไตล์ของเขา
【อยู่เมือง S เหรอ จะกลับเมื่อไหร่】
น้ำเสียงแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังบอกว่าตัวเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน
เสิ่นเจาอี้ทบทวนตารางงานของตัวเองในหัวอีกรอบ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป
【น่าจะสิ้นเดือนค่ะ】
ข้อความเพิ่งจะส่งออกไป หน้าต่างสนทนาก็เด้งข้อความใหม่ขึ้นมาทันที
【แพ้อาหารอะไรไหม】
นี่เขาเตรียมตัวจะเลี้ยงข้าวเพื่อแสดงความขอบคุณตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้สินะ
ช่วงนี้เธอก็ไม่ได้ไปไหว้พระทำบุญที่ไหน ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีแต่คนพากันรุมล้อมเข้ามาหาเต็มไปหมดเลย
【ไม่ได้แพ้อะไรค่ะ】
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับไปสั้นๆ พร้อมกับถามความสงสัยในใจออกไป เฉิงอวี่ไป๋เองก็ไม่ได้อ้อมค้อม เขาตอบกลับมาตรงๆ
【อืม รีบจัดการเรื่องนี้ให้จบ ผมจะได้สบายใจ】
【หมอเฉิงคะ ตอนอยู่ในห้องไลฟ์ไม่เห็นจะคิดเรื่องความสบายใจเลยนะคะ】
พอถูกขุดคุ้ยเรื่องเก่าขึ้นมา เฉิงอวี่ไป๋ก็พอจะรู้แล้วว่าเสิ่นเจาอี้เป็นพวกช่างจำ แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด จึงทำได้เพียงยอมก้มหัวให้อีกครั้ง
【ผมผิดเอง ขอโทษอีกครั้งครับ】
【ว่างวันไหนครับ】
เสิ่นเจาอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องนี้เลือกวันยากจริงๆ เพราะตารางงานของเธอค่อนข้างแน่น เธอจึงบอกช่วงเวลาคร่าวๆ ไปว่าน่าจะหลังวันที่ 22
เฉิงอวี่ไป๋กวาดสายตามองปฏิทินบนโต๊ะทำงาน แล้วหยิบปากกาขึ้นมาวงทำเครื่องหมายเอาไว้
【ตกลงครับ ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันอีกที】
บทสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เสิ่นเจาอี้กดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ แล้วหันไปทอดสายตามองวิวด้านนอกหน้าต่างพร้อมกับสวี่เมิ่ง
เส้นขอบฟ้าของเมือง S ดูไม่ต่างจากเมือง C เท่าไหร่นัก ล้วนเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองของตึกรามบ้านช่องที่สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก
บ้านเดี่ยวสุดหรูที่ระบบมอบให้เป็นรางวัลตั้งอยู่ในเขตระบบนิเวศจิ้งหู ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยระดับบนสุดของที่นี่ ด้านหลังพิงสวนป่าระดับชาติ ส่วนด้านหน้าหันรับวิวทะเลสาบจำลอง
แค่พื้นที่สวนส่วนตัวก็กว้างขวางพอๆ กับโครงการปี้สุ่ยอวานแล้ว
"นี่มันจะอลังการเกินไปแล้วนะคะ..."
สวี่เมิ่งเกาะกระจกรถแน่น เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
เนื่องจากรถยนต์จากภายนอกไม่อนุญาตให้ขับเข้าไปด้านใน ทั้งสองคนจึงต้องลงจากรถที่ป้อมยามหน้าประตู หลังจากตรวจสอบยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว รถกอล์ฟของโครงการจึงขับไปส่งพวกเธอถึงหน้าประตูบ้าน
ตลอดทางที่นั่งรถเข้ามา เมื่อผ่านแนวต้นแปะก๊วย รถกอล์ฟก็จอดเทียบหน้าบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นหลังหนึ่ง
ตอนที่ได้รับรางวัลนี้ เสิ่นเจาอี้ยังไม่ได้เห็นรูปภาพสถานที่จริง แถมยังลืมค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วย พอได้มาเห็นสภาพแวดล้อมของจริงตรงหน้า เธอก็รู้สึกตกตะลึงไม่แพ้สวี่เมิ่งเลย
เมื่อก่อนเธอเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือน ภาพจำเกี่ยวกับบ้านเดี่ยวสุดหรูมีเพียงแค่ตัวบ้านเดี่ยวๆ หลังหนึ่งเท่านั้น
แต่พอได้มาเห็นบ้านสามชั้นตรงหน้าพร้อมกับการออกแบบภูมิทัศน์โดยรอบ กรอบความคิดเดิมๆ ของเธอก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
ในใจเริ่มวางแผนเอาไว้แล้วว่า รอสะสมยอดเงินคืนสะสมเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เธอจะซื้อบ้านแบบนี้ที่เมือง C สักหลัง
ผู้ดูแลโครงการวิลล่าทราบล่วงหน้าแล้วว่าเสิ่นเจาอี้จะเดินทางมาในวันนี้ เขาจึงมายืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูแต่เนิ่นๆ พอเห็นพวกเธอลงจากรถ เขาก็รีบเดินเข้าไปหาทันที
"สวัสดีครับคุณผู้หญิงเสิ่น ผมโจวอี้ เป็นผู้ดูแลส่วนตัวของคุณครับ"
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ โจวอี้ก็แอบรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้มีคนจำนวนมากต้องการซื้อบ้านหลังนี้ แต่ทางผู้พัฒนาโครงการก็ระงับการขายเอาไว้ตลอด จนกระทั่งไม่นานมานี้ถึงได้มีข่าวแจ้งว่าบ้านถูกขายไปแล้ว
เขาคิดว่าเจ้าของบ้านคนใหม่น่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา แต่พอได้มาเจอตัวจริง กลับกลายเป็นเพียงหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเท่านั้น
ขั้นตอนการส่งมอบบ้านผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น โจวอี้พาเสิ่นเจาอี้เดินดูรอบๆ บ้านทั้งด้านในและด้านนอก
"ระบบรักษาความปลอดภัยเชื่อมต่อกับสถานีตำรวจโดยตรงเลยครับ ต้นไม้ในเรือนกระจกจะมีทีมงานมืออาชีพเข้ามาดูแลทุกสัปดาห์ นอกจากนี้..."
เขาชี้มือไปยังคอลเลกชันไวน์ที่เรียงรายอยู่เต็มห้องเก็บไวน์
"ของพวกนี้เจ้าของบ้านคนเก่าทิ้งเอาไว้ให้ครับ ประเมินราคาเรียบร้อยแล้ว..."
"เจ้าของบ้านคนเก่าเหรอคะ"
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินข้อมูลที่มาที่ไปอย่างเจาะจงนอกเหนือจากคำว่าระบบ เสิ่นเจาอี้จึงอดไม่ได้ที่จะถามเพื่อหยั่งเชิง
โจวอี้ยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ตามมารยาท
"ใช่ครับ ก่อนหน้านี้บ้านหลังนี้จดทะเบียนในนามของมูลนิธิแห่งหนึ่งครับ"
นี่คงเป็นที่มาอันชอบธรรมตามที่ระบบเคยบอกไว้สินะ เสิ่นเจาอี้จดจำชื่อนั้นเอาไว้ในใจ
ตอนที่โจวอี้กำลังจะขอตัวกลับ เธอก็ส่งเสียงเรียกเขาเอาไว้
"คุณผู้ดูแลโจวคะ รบกวนช่วยหาแม่บ้านให้ฉันอีกสักสองคนนะคะ เอาคนที่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านได้ค่ะ"
พอสวี่เมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเธอก็สลดลงทันที
"เจาอี้ ฉันจะตกงานแล้วเหรอคะ!"
เธอทำท่าจะพุ่งเข้าไปกอดขาเสิ่นเจาอี้
"อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ ไม่มีใครรู้ใจเรื่องรสชาติอาหารของคุณเท่าฉันอีกแล้ว!"
เสิ่นเจาอี้เห็นท่าทางของเธอแล้วก็ทั้งขำทั้งเอือม
"คิดไปถึงไหนแล้ว บ้านออกจะกว้างขนาดนี้ ถือซะว่ามาพักร้อนแบบได้เงินเดือนเป็นเพื่อนฉันก็แล้วกัน พอกลับไปค่อยลุยงานต่อ"
สวี่เมิ่งเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความดีใจในทันที
เมื่อโจวอี้กลับไปแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็ปล่อยต้าขว่านออกมาจากกรง เธอช่วยเกาตัวให้มันพักหนึ่ง แล้วเปลี่ยนอาหารนกให้ใหม่
ตอนนี้ยังขาดกรงนกใบใหม่ แถมการเดินทางไปไหนมาไหนที่นี่ก็คงไม่ค่อยสะดวกนักเพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว
แต่พอคิดดูแล้วตอนนี้ก็ตกบ่าย เวลาอาจจะไม่ค่อยพอ เธอจึงตัดสินใจเลื่อนแผนการทั้งหมดไปไว้พรุ่งนี้ คืนนี้คงต้องปล่อยให้เจ้านกน้อยตัวนี้ทนนอนในห้องว่างๆ ไปก่อนหนึ่งคืน
หลังจากเก็บกระเป๋าสัมภาระเสร็จ สวี่เมิ่งก็เดินลงไปสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้าน ส่วนเสิ่นเจาอี้เดินไปเจอชิงช้าสีขาวตัวหนึ่งที่ชั้นสอง
เธอทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเข้าแอปโต่วอิน มู่มู่เริ่มสตรีมมาได้สักพักใหญ่แล้ว
ถึงแม้ตอนนี้จะมีเงินเก็บอยู่ในบัญชีเยอะมาก แต่เสิ่นเจาอี้ก็ยังอยากจะปั่นยอดเงินคืนสะสมเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพราะนั่นคือแหล่งที่มาของความรู้สึกปลอดภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ ยิ่งพรุ่งนี้เธอมีแผนจะไปซื้อรถด้วยแล้ว
ทันทีที่กดเข้าไปในห้องไลฟ์ บรรดาแฟนคลับก็เริ่มพิมพ์ข้อความทักทายเธอบนหน้าจอสาธารณะ
【อ๊ากกกกกก ยินดีต้อนรับพี่สาววัยหกสิบ~~~】
【พี่สาวเศรษฐินีมาแล้ว เอาชามมารอรับเลย!】
【ยินดีต้อนรับพี่สาว!!!】
บรรยากาศยังคงคึกคักและอบอุ่นเหมือนเคย ก็แน่ล่ะ 'หญิงชราวัยหกสิบ' คนนี้เปย์หนักแจกแหลกทุกครั้ง ซองแดงที่โปรยลงมาแทบจะแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง
เสิ่นเจาอี้ยังไม่รีบพิมพ์โต้ตอบกับพวกแฟนคลับ เธอกดเปิดแถบของขวัญ แล้วกดส่ง 'ฝันวิจิตรภาพอุกิโยะ' จำนวนยี่สิบชุดให้มู่มู่ ดันคะแนนความนิยมของห้องไลฟ์พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนบอร์ดจัดอันดับรายชั่วโมงในทันที
ถึงแม้ก่อนหน้านี้มู่มู่จะปากบอกว่าไม่อยากให้เธอเปย์ของขวัญให้เขาอีกแล้ว แต่พอเห็นยอดการเปย์ที่ยังคงหนักหน่วงแบบนี้ รอยยิ้มก็ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
สายตาของคนเรามักเป็นสิ่งที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกได้ดีที่สุด เสิ่นเจาอี้เห็นสายตาคุ้นเคยแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง เธอก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
เงินนี่มันเยียวยาได้ทุกสิ่งจริงๆ
[จบบท]