บทที่ 98 : กล้าปฏิเสธ (ซูเย่)
เริงรักกันมาทั้งคืน เสิ่นเจาอี้ก็ได้ข้อสรุปหนึ่ง นั่นก็คืออย่าไปสงสารผู้ชาย โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง!
เมื่อคืนนี้ถูกจับพลิกไปพลิกมาจากห้องนอนใหญ่ยันห้องนอนเล็ก โชคดีที่หลังจบศึกซูเย่ยังคอยเช็ดตัวทำความสะอาดให้ ตอนนี้ตื่นขึ้นมาก็เลยไม่รู้สึกทรมานมากนัก
เธอคลำหาโทรศัพท์มือถือตรงหมอนเพื่อดูเวลา บ่ายโมงกว่าแล้ว มิน่าล่ะกระเพาะถึงได้ประท้วงเสียงดังขนาดนี้
ตอนที่ซูเย่ผลักประตูเข้ามา เขาเห็นเธอพิงหัวเตียงอยู่ก็คิดว่ายังเจ็บไม่หาย ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหยิบหมอนนุ่มมารองหลังให้เธอทันที
"ยังเจ็บอยู่หรือเปล่าครับ"
"ไม่เป็นไรแล้วค่ะ"
เสิ่นเจาอี้ลูบท้องตัวเองเบาๆ
"ฉันแค่หิวจนไส้จะขาดแล้ว"
ซูเย่ช่วยรวบผมที่ปรกหน้าให้เธอ
"ผมทำกับข้าวเสร็จแล้ว ให้ผมยกเข้ามาให้กินในนี้ไหมครับ"
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับไปว่า 'ไม่ถึงขนาดนั้น' ก่อนจะเลิกผ้าห่มแล้วก้าวลงจากเตียง
ทว่าพอเท้าแตะพื้น ความรู้สึกปวดเมื่อยก็ทำเอายืนแทบไม่อยู่ โชคดีที่มีคนคอยประคองไว้ถึงไม่ได้ล้มลงไปกองกับพื้น
เธอถลึงตาใส่ตัวต้นเหตุทันที แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงรอยยิ้มซื่อๆ ที่ดูอิ่มเอมใจของอีกฝ่ายเท่านั้น
หลังจากเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำเสร็จ บนโต๊ะอาหารก็มีกับข้าวสามอย่างและซุปหนึ่งวางเตรียมไว้พร้อมแล้ว
นี่เป็นครั้งที่สองที่เสิ่นเจาอี้ได้ชิมฝีมือการทำอาหารของซูเย่ ซึ่งมันอร่อยกว่าบะหมี่หมูสับคราวก่อนเสียอีก
ระหว่างที่กำลังกินข้าว สวี่เมิ่งก็ส่งข้อความมาถามว่าเธอซื้อตั๋วกลับตอนกี่โมง เสิ่นเจาอี้ชะงักตะเกียบในมือไปชั่วครู่
【แผนเปลี่ยนนิดหน่อย ฉันอาจจะกลับช้าไปสักวันนะ】
สวี่เมิ่งพิมพ์ตอบรับกลับไป แต่ในใจแอบบวกคะแนนเพิ่มให้กับผู้ชายลึกลับที่เมืองจีคนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
กินข้าวเสร็จ เสิ่นเจาอี้ก็ไปนอนขดตัวพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้แขวนตรงระเบียง แสงแดดส่องกระทบตัวเธอจนเกิดเป็นโครงร่างที่ดูนุ่มนวลตา
ตอนที่ซูเย่เก็บกวาดในห้องครัวเสร็จแล้วเดินออกมา ภาพบรรยากาศอันแสนอบอุ่นนี้ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาเดินเข้าไปรวบเอวเธอแล้วดึงเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
"พรุ่งนี้ผมหยุดได้อีกวัน คุณอยากออกไปเที่ยวไหนไหมครับ"
แต่คำตอบของเธอกลับทำให้เขาต้องผิดหวัง
"เดี๋ยวฉันต้องไปร้านขายของฝากอีกสักรอบค่ะ"
เสิ่นเจาอี้แกว่งโทรศัพท์มือถือไปมา
"ฉันจองตั๋วกลับเมือง S ของวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว"
พอพูดจบ เธอก็รู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าท่อนแขนที่โอบเอวอยู่รัดแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
"ทำไมเร็วจังครับ"
ซูเย่พึมพำเสียงเบา ถึงจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่หลังจากความสัมพันธ์พัฒนาไปอีกขั้น เขาก็ยังปรับตัวรับกับความใจร้ายของคนรักไม่ได้อยู่ดี
เสิ่นเจาอี้หันขวับกลับไป ใช้นิ้วจิ้มตรงหว่างคิ้วของเขาเบาๆ
"เป็นอะไรไปคะ ทำใจห่างฉันไม่ได้หรือไง"
ชายหนุ่มคว้ามือเธอเอาไว้ ก่อนจะประทับริมฝีปากจูบลงบนฝ่ามือ
"ครับ ผมทำใจไม่ได้"
คำตอบที่ซื่อตรงและเปิดเผยขนาดนี้ ทำเอาเสิ่นเจาอี้ถึงกับไปไม่เป็น
โชคดีที่เสียงแจ้งเตือนข้อความจากวีแชตดังขึ้นมาช่วยชีวิตไว้พอดี ตอนแรกก็นึกว่าสวี่เมิ่งมีธุระอะไรจะคุยด้วย
แต่พอเห็นชื่อคนส่งชัดๆ เธอกลับรู้สึกว่าไม่มีคนทักมาช่วยชีวิตเลยจะดีกว่า ชื่อของหานจื่อหยางปรากฏหราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์
แน่นอนว่าซูเย่เองก็เห็นเหมือนกัน เขาแอบจดบัญชีแค้นนี้ไว้ในใจเงียบๆ
แต่เมื่อคืนเธออธิบายไปชัดเจนแล้ว เสิ่นเจาอี้จึงลังเลอยู่แค่สองวินาที ก่อนจะกดเปิดอ่านข้อความ
มันเป็นข้อความเสียงสั้นๆ สามข้อความ หานจื่อหยางพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงและดูตื่นเต้นนิดหน่อย
"พี่ครับ!"
"ผมมาถึงเมือง S แล้วนะ!"
"คืนนี้พี่พอจะมีเวลาว่างไหมครับ"
เสิ่นเจาอี้กำลังจะพิมพ์ตอบ แต่กลับรู้สึกว่ามือที่วางอยู่ตรงเอวเริ่มไม่อยู่นิ่ง เธอจึงรีบตะครุบมือเขาเอาไว้ แล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่า
【พรุ่งนี้พี่จะกลับไปแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยติดต่อกันนะ】
พอส่งข้อความนี้ไป ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยจุดประสงค์ที่รีบร้อนกลับเมือง S ไปโดยปริยาย
เสียงลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ตรงหลังหู ยังไม่ทันจะได้เบี่ยงตัวหลบ ความรู้สึกชื้นแฉะก็บดเบียดเข้ามาหา
น้ำเสียงของเสิ่นเจาอี้สั่นเครือลงไปหลายส่วน แต่เธอก็ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง
เมื่อคืนเพิ่งจะทำเรื่องบ้าบอพวกนั้นไป ถึงซูเย่จะอ่อนโยนมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังอ่อนประสบการณ์อยู่ดี
รู้สึกดีมันก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่เจ็บมันก็เจ็บจริงๆ เหมือนกัน ตอนนี้ร่างกายเธอยังไม่พร้อมรับสัมผัสอะไรทั้งนั้น แถมเดี๋ยวยังมีเรื่องอื่นให้ไปจัดการอีก
เธอผลักตัวเขาออกไปทันที พยายามเลี่ยงไม่สบตาเขา แล้วปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
"ฉันจะออกไปข้างนอกค่ะ"
แววตาของซูเย่หม่นแสงลง แต่เขาก็ยังยอมทำตามอย่างว่าง่าย
"ได้ครับ เดี๋ยวผมออกไปเป็นเพื่อนนะ"
เธอรีบลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอน ทันทีที่ประตูปิดลง เสิ่นเจาอี้ถึงกับถอนหายใจออกมายาวเหยียด เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
สิบนาทีต่อมา พวกเขาก็ลงไปชั้นล่างแล้วเดินออกจากตึก ซูเย่กลับมามีท่าทางอบอุ่นนุ่มนวลเหมือนปกติ ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ
พอไปถึงร้านขายของฝาก สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือกุนเชียง เสิ่นเจาอี้ยังเลือกซื้อของที่คราวก่อนกินแล้วรู้สึกว่าอร่อยติดมือมาด้วย เพื่อเตรียมเอาไปฝากโจวอี้กับคุณป้าแม่บ้านอีกสองคน
ซูเย่เอาถุงชอปปิงไปเก็บไว้ในกระโปรงท้ายรถ แล้วหันมาถามเธอ
"คุณอยากไปที่ไหนอีกไหมครับ"
ถ้าไม่ติดว่าน้ำเสียงของเขาดูเป็นธรรมชาติมากเกินไป เสิ่นเจาอี้คงคิดว่าเขากำลังส่งซิกอะไรบางอย่างให้เธออยู่แน่ๆ
แต่จะว่าไปก็ยังไม่ต้องรีบกลับบ้านตอนนี้ก็ได้ ประโยคเด็ดสี่พยางค์ของคนจีนยังใช้ได้เสมอ 'มาถึงทั้งที' ก็ต้องเที่ยวให้คุ้ม
พอซูเย่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เขาก็เปลี่ยนเส้นทางพาเธอไปเกาะหวนเยว่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่แทน
สายลมริมแม่น้ำพัดโชยมา ครั้งนี้เขาสามารถจับมือคนที่อยู่ข้างกายได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ส่วนมื้อค่ำพวกเขาก็ไปฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารกวางตุ้งเก่าแก่ร้านหนึ่ง
ออกไปเที่ยวด้วยกันมาทั้งบ่าย บรรยากาศผ่อนคลายทั้งหมดกลับมลายหายไปทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง
เสิ่นเจาอี้เพิ่งจะเปลี่ยนรองเท้าแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เธอก็สัมผัสได้ถึงแผ่นอกร้อนผ่าวที่ทาบทับลงมาแนบแผ่นหลังทันที
ซูเย่โอบกอดเธอเอาไว้ เอาคางเกยตรงซอกคอ ปล่อยให้ลมหายใจเป่ารดต้นคอของเธอ
"เหนื่อยไหมครับ"
เสิ่นเจาอี้ตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ เธอแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
"ฉันขอตอบข้อความแป๊บนะคะ..."
ในแอปพลิเคชันวีแชตมีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านเด้งค้างไว้เต็มไปหมด
ระหว่างที่เธอกำลังไล่ดูข้อความทีละอัน ซูเย่ก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร เขาแค่นั่งกอดเธอไว้อย่างนั้น ปลายนิ้วก็ม้วนปลายผมของเธอเล่นไปพลางๆ แล้วก็อาศัยจังหวะนั้นแอบจำชื่อคนในหน้าแชทไปด้วย
จนกระทั่งเสิ่นเจาอี้ไถหน้าจอเข้าไปดูไทม์ไลน์ ฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาก็ทาบทับลงบนหลังมือเธอ แต่ไม่ได้ดึงโทรศัพท์ออกไป
เธอหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วก็สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำคู่นั้นพอดี ความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ข้างในมันแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่แล้ว
คนที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสความหวานเป็นครั้งแรก ย่อมติดใจจนอยากจะกินอีก
"คุณนี่นะ..."
เสิ่นเจาอี้ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
"เขาบอกว่าผู้ชายพออายุเกินยี่สิบห้าสภาพก็เหมือนคนแก่หกสิบไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณยังดูเหมือนวัยรุ่นคึกคะนองอยู่เลยล่ะ"
แววตาของซูเย่หม่นลงทันที น้ำเสียงเจือความน้อยใจอยู่นิดๆ
"รังเกียจที่ผมแก่เหรอครับ"
ดันไปจี้ถูกจุดที่เขาแอบซีเรียสเข้าอย่างจัง เสิ่นเจาอี้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็พยายามอธิบายแก้ต่างให้
"เราห่างกันแค่สี่ปีเองนะ..."
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ริมฝีปากของเธอก็ถูกประกบจูบปิดปากเสียก่อน
ต้องยอมรับเลยว่าเรื่องแบบนี้ซูเย่เรียนรู้ได้ไวมาก เขากดตัวเสิ่นเจาอี้ให้จมลงไปกับโซฟา ปลายนิ้วไล้เกลี่ยตรงหางตาที่แดงระเรื่อของเธอ แล้วดึงดันถามต่อ
"แล้วทำไมวันนี้คุณถึงคอยแต่จะผลักไสผมล่ะครับ หืม"
ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร ก็คงไม่ได้อะไรดีๆ กลับมาอยู่ดี
แต่คนพูดจาตรงไปตรงมาแถมยังดื้อรั้นอย่างเสิ่นเจาอี้ มีหรือจะกลัว เธอชักมือตัวเองออกจากการเกาะกุม ใช้นิ้วเขี่ยแก้มซูเย่เบาๆ สองที ก่อนจะลากเสียงตอบไปว่า
"ลีลาไม่ผ่านค่ะ"
ซูเย่ถึงกับชะงักไปทันที
"ในฐานะผู้หญิง ความรู้สึกหลังจบงานของฉันมันไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่นะ"
เสิ่นเจาอี้พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
คราวนี้หน้าของซูเย่ถอดสีไปเลย แต่เขาไม่ได้โกรธนะ แค่ดูหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงอู้อี้
"ผมผิดเองครับ"
เมื่อคืนมันฉุกละหุกเกินไป เขาเลยทำได้แค่อ่านทฤษฎีมานิดหน่อย พอถึงเวลาลงสนามจริงก็เลยจับจุดไม่ค่อยถูก
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเรื่องนี้หรอก ก็แหงล่ะ ผู้ชายอายุสามสิบที่เพิ่งเสียความบริสุทธิ์ไป จะไปหวังให้ลีลาเด็ดดวงขนาดไหนกันเชียว ของแบบนี้มันต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เธอขอเสนอให้นอนเฉยๆ ไปก่อนจะดีกว่า
ซูเย่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
"โอเคครับ"
ตอนนี้อารมณ์วาบหวามในหัวของเขาถูกตีจนแตกกระเจิงไปหมดแล้ว เหลือก็แต่ความคลางแคลงใจในตัวเอง
หลังจากกล่อมเสิ่นเจาอี้จนหลับไป เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอีกรอบ
กว่าจะยอมเดินหน้าแดงก่ำออกมาเวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว ในช่องค้นหาของเบราว์เซอร์มีคำค้นหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคำ
[จบบท]