วันนี้ลู่เหยาไม่ได้ขับรถ เขาปั่นจักรยาน ส่วนหร่วนชีชีนั่งซ้อนท้าย
ลู่เหยาปั่นไปที่หอพักก่อน เพื่อไปหยิบกล้องถ่ายรูป จากนั้นทั้งสองก็ปั่นจักรยานไปยังท่าเรือข้ามฟาก
เวลานี้สะพานข้ามแม่น้ำเซียงยังสร้างไม่เสร็จ การจะข้ามแม่น้ำทำได้เพียงนั่งเรือข้ามฟาก ลู่เหยาไปซื้อตั๋ว ค่าโดยสารคนละสี่เฟิน
เพราะตอนนี้เป็นช่วงน้ำแล้ง เพียงนั่งเรือไปถึงเกาะจวีจื่อโจว แล้วเดินข้ามสะพานชั่วคราวไปฝั่งเหอซีได้ แต่ถ้านั่งเรือข้ามไปถึงฝั่งเหอซีโดยตรง ต้องจ่ายแปดเฟิน
【สะพานจวีจื่อโจวสร้างเสร็จในปี 1972】
เขาเย่วลู่ตั้งอยู่ฝั่งเหอซี หร่วนชีชีนั่งเรือข้ามฟากเป็นครั้งแรก
ชาติที่แล้วก็มีเรือข้ามฟากเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้สำหรับล่องชมวิว เธอไม่เคยนั่งสักครั้ง
ยืนอยู่บนเรือ เธอหันซ้ายหันขวา มองโน่นมองนี่ รู้สึกว่าแม้แต่เกาะจวีจื่อโจวก็ยังดูแตกต่างจากชาติที่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ
“ถ่ายรูปสักใบไหม?”
ลู่เหยาถามพร้อมรอยยิ้ม
“เอาสิ”
หร่วนชีชีพยักหน้า
เธออยากยืนพิงราวเรือเพื่อถ่ายรูป แต่ตรงราวมีคนยืนเบียดกันอยู่หลายคน เธอจึงพูดกับชายหนุ่มหน้าตาใจดีคนหนึ่งว่า
“สหาย พวกเรามาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเป้าหมายแห่งการปฏิวัติเดียวกัน... ผู้ที่อยู่ในขบวนการปฏิวัติทุกคนต้องห่วงใย รักใคร่ และช่วยเหลือกัน สหายช่วยขยับให้ฉันหน่อยได้ไหม? ฉันอยากถ่ายรูปสักใบ!”
ก่อนมาถึงเมืองถานโจว เธอตั้งใจท่องคำกล่าวอ้างอิงต่างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับเตรียมสอบเข้า ม.ต้น
ยุคนี้เวลาออกนอกบ้านต้องท่องคำกล่าวเหล่านี้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจถูกจับผิดได้
ชายหนุ่มเหลือบมองลู่เหยาที่สวมเครื่องแบบทหาร ก่อนจะยืนตัวตรงทันที แล้วกล่าวเสียงดังราวกับกำลังปฏิญาณตน
“ทหารกับประชาชนสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียว ลองดูสิว่าใต้หล้านี้ใครจะต้านได้ สหาย เชิญทางนี้!”
พูดจบ เขาก็ขยับออกไปด้านข้าง ยกราวเรือให้ทั้งสองคน
“ขอบคุณมากนะ สหาย!”
หร่วนชีชีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ ก่อนจะพิงราวเรือ แล้วโพสท่าชมวิวแม่น้ำอย่างเป็นธรรมชาติ
“หนึ่ง...สอง...สาม...เรียบร้อย!”
ลู่เหยาถ่ายรูปได้รวดเร็วมาก ไม่กี่อึดใจก็ถ่ายเสร็จ
หร่วนชีชีจึงคืนตำแหน่งริมราวให้ชายหนุ่มคนนั้น
เรือเทียบท่าที่เกาะจวีจื่อโจวแล้ว ทั้งสองลงจากเรือ เดินข้ามสะพานชั่วคราวไปยังฝั่งเหอซี
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฝั่งเหอซีเป็นย่านการค้าที่คึกคัก ชาวเมืองถานโจวเรียกพื้นที่ฝั่งนี้รวมๆ ว่า "อิ๋งวานเจิ้น"
ตัวอักษร อิ๋ง ด้วยเสียงวรรณยุกต์ที่สอง แต่ชาวถานโจวกลับออกเสียงว่า หรง ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย
ฝั่งเหอซีมีมหาวิทยาลัยชื่อดังอยู่สามแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยหูหนาน มหาวิทยาลัยอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยครู
ชาติที่แล้วหร่วนชีชีอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยหูหนานมาก
ด้วยผลการเรียนของเธอ ไม่มีปัญหาเลย
น่าเสียดายที่สุดท้ายเธอกลับไปเรียนอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเสียแทน
“ฉันอยากไปถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยหูหนาน”
หร่วนชีชีถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเสียดาย
เธอไม่ได้อาลัยชาติที่แล้ว เพียงแต่ยังรู้สึกค้างคาใจ
ชาตินี้ เธอต้องหาทางทำความฝันนี้ให้เป็นจริง
“อยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหูหนานเหรอ?”
ลู่เหยามองออกว่าเธอกำลังคิดอะไร
“อืม”
หร่วนชีชีไม่ได้ปฏิเสธ
“เธอเรียนจบมัธยมปลายหรือเปล่า?”
“เรียนจบ ตอนเรียนผลการเรียนก็ค่อนข้างดี”
สิ่งที่เธอพูดหมายถึงเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมจบมัธยมปลายจริง
มณฑลเซียงให้ความสำคัญกับการศึกษา แม้เจ้าของร่างเดิมจะเป็นลูกสาว แต่พ่อของเธอเป็นหมอเท้าเปล่า ฐานะทางบ้านไม่เลว ทั้งเธอและน้องสาวจึงได้เรียนจนจบมัธยมปลาย
ลู่เหยายิ้ม
“มหาวิทยาลัยหูหนานรับนักศึกษากรรมกร ชาวนา และทหาร หมู่บ้านของเธอน่าจะมีโควตาเสนอชื่อ”
เขาไม่ได้พูดต่อ
ตราบใดที่หร่วนชีชีมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ได้รับการเสนอชื่อ เขาก็สามารถช่วยให้เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหูหนานได้
“กลับไปแล้วฉันจะลองหาทางดู”
หร่วนชีชีพยักหน้า
ปีนี้การเสนอชื่อนักศึกษากรรมกร ชาวนา และทหารเสร็จสิ้นไปแล้ว ต้องรอถึงปีหน้า
เธอยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งปี ยังทัน
“ถ้ามีปัญหา ก็ติดต่อฉันได้”
ลู่เหยาพกปากกาและกระดาษโน้ตติดตัวอยู่เสมอ เขาเขียนที่อยู่ติดต่อแล้วยื่นให้เธอ
“ได้”
หร่วนชีชีมองลายมือของเขาอย่างชื่นชม
เหมือนตัวคนเขียนเลย ทั้งอิสระและห้าวหาญ
เธอเก็บกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อ แต่ความจริงเก็บเข้าไปไว้ในมิติของตัวเอง
ทั้งสองไปมหาวิทยาลัยหูหนานก่อน
ระหว่างทาง ลู่เหยาแวะซื้อซื่อเม่ยถวนจื่อ
ชาติที่แล้วหร่วนชีชีก็ชอบกิน ของที่อร่อยที่สุดคือของหั่วกงเตี้ยน เธอชอบไส้เนื้อ ส่วนลู่เหยาชอบของหวาน
หร่วนชีชีรับมาเพียงสองลูก
ของกินเล่นยุคนี้ใช้วัตถุดิบแท้ทั้งนั้น รสชาติอร่อยมาก
ลู่เหยาใช้มือหนึ่งจับแฮนด์จักรยาน อีกมือหนึ่งถือถวนจื่อกิน จักรยานก็ยังปั่นได้อย่างมั่นคง
พอทั้งสองกินหมด ก็ถึงมหาวิทยาลัยหูหนานพอดี
ตำนานที่โด่งดังที่สุดของมหาวิทยาลัยหูหนาน ก็คือไม่มีประตูมหาวิทยาลัย
ความจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง
พื้นที่มหาวิทยาลัยกว้างใหญ่มาก แต่ไม่มีประตูใหญ่เลย
หร่วนชีชีเดินเที่ยวรอบมหาวิทยาลัยหูหนาน พร้อมถ่ายรูปไว้ จากนั้นก็ไปเที่ยวมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรม และถ่ายรูปหน้าประตูมหาวิทยาลัยด้วย
ลู่เหยาบอกว่า หลังจากล้างรูปเสร็จแล้ว จะส่งไปรษณีย์ไปให้เธอ
ด้านหลังมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมก็คือเขาเย่วลู่
มีทางขึ้นเขาเล็กๆ หลายสาย ลู่เหยาจอดจักรยานไว้ในมหาวิทยาลัย ก่อนพาเธอลัดเลาะขึ้นเขา
【มหาวิทยาลัยอุตสาหกรรม คือชื่อเดิมของมหาวิทยาลัยจงหนานในปัจจุบัน】
เขาเย่วลู่สูงไม่มาก แต่ทิวทัศน์งดงาม อีกทั้งยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยิ่ง
เพราะภูเขาลูกนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองท่าน
จุดแรกที่ทั้งสองไปถึงคือศาลาอ้ายหว่าน
ศาลาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ประธานเหมาและอาจารย์ไช่เคยมาศึกษาเล่าเรียนในวัยหนุ่ม
เดินเลยศาลาอ้ายหว่านไปอีกเล็กน้อย ก็คือสำนักศึกษาเย่วลู่อันเลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดิน
เดินต่อจากสำนักศึกษาไปอีก ก็จะเป็นวัดโบราณที่มีอายุกว่าพันปี
หร่วนชีชีถ่ายรูปทุกจุดท่องเที่ยว
เหมือนการเช็กอินในชาติที่แล้ว
จะเที่ยวหรือไม่เที่ยวไม่สำคัญ แต่ต้องถ่ายรูปไว้ลงโซเชียล... เอ๊ย ไว้เป็นที่ระลึกก่อน
ทั้งสองเดินเที่ยวบนเขาอยู่พักใหญ่ ฟิล์มหนึ่งม้วนถ่ายจนหมด จึงลงจากเขา
ขากลับยังคงนั่งเรือข้ามฟากเหมือนเดิม
ลู่เหยาส่งหร่วนชีชีกลับโรงแรมรับรอง ส่วนตัวเขาเตรียมไปโรงพยาบาล... ไปดูละครต่อ
“อย่าลืมโทรหาฉันนะ!”
หร่วนชีชียกมือทำท่าโทรศัพท์ข้างหู เพื่อเตือนเขา
เธอเองก็อยากรู้ว่าลูกในท้องของหลิวหงหลิงแท้งหรือยัง
แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าก้นของหลิวหงป๋อหายดีหรือยัง
“ไม่ลืม!”
ลู่เหยารีบปั่นจักรยานออกไปอย่างกระตือรือร้น
ระหว่างผ่านร้านขายผลไม้ เขาเห็นหน้าร้านมีผลไม้คัดทิ้งวางขาย ราคาถูกมาก
เขาลังเลอยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายก็ยังตัดใจไม่ซื้อ เดินมือเปล่าไปโรงพยาบาล
เขาสอบถามพยาบาลจนรู้ข่าวของหลิวหงหลิง
โชคดีมาก แม้จะถูกกระทบกระเทือนขนาดนั้น เด็กก็ยังไม่แท้ง
เพียงแต่ครรภ์สั่นคลอน ต้องนอนพักรักษาตัวอีกหลายวัน
เขาขึ้นไปที่ตึกผู้ป่วยสูติกรรม
หลิวหงหลิงพักห้องเดี่ยว
ลู่เต๋อเซิ่งไม่อยู่ คงอับอายจนกลับไปแล้ว
ประตูห้องผู้ป่วยปิดอยู่ แต่เก็บเสียงได้ไม่ดี
จากในห้องมีเสียงด่าของพี่สาวต่างแม่ผู้โง่เขลาของเขา ลู่ชุนเฉ่า ดังออกมา พร้อมกับเสียงร้องไห้ของหลิวหงหลิง
“เด็กคนนี้เก็บไว้ไม่ได้ ต้องเอาออก! แม่จะหาคู่ใหม่ให้ แม่ว่าเหอเจี้ยนจวินไอ้ไร้ประโยชน์นั่นไม่ได้เรื่อง!”
“ฉันไม่เอา! ฉันจะแต่งกับเหอเจี้ยนจวิน! ผู้ชายที่แม่หาให้ ไม่มีใครสู้เขาได้!”
หลิวหงหลิงร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ท่าทีหนักแน่นมาก ตั้งใจจะแต่งกับเหอเจี้ยนจวินให้ได้
ลู่ชุนเฉ่าโมโหแทบกระอักเลือด
แต่ก็ทำอะไรลูกสาวไม่ได้
หลิวหงหลิงเป็นลูกคนแรก เติบโตมากับความลำบาก เธอจึงรักและตามใจลูกสาวคนโตเป็นพิเศษ
แม้จะโกรธมาก แต่สุดท้ายลู่ชุนเฉ่าก็อ่อนข้อก่อน ยอมให้หลิวหงหลิงแต่งงานกับเหอเจี้ยนจวิน
“แม่ แม่ดีที่สุดเลย เรื่องคุณตา แม่ช่วยไปพูดให้นะ”
หลิวหงหลิงยิ้มทั้งน้ำตา ออดอ้อนให้ลู่ชุนเฉ่าไปเกลี้ยกล่อมลู่เต๋อเซิ่ง
“แม่ติดหนี้ลูกจริงๆ ในเมื่อลูกจะเอาแต่เหอเจี้ยนจวิน ก็ต้องรีบแต่งงาน ท้องโตขึ้นมาแล้วจะน่าเกลียด!”
ลู่ชุนเฉ่าพูดอย่างทั้งรักทั้งหมั่นไส้
แม้เธอจะไม่ชอบเหอเจี้ยนจวิน แต่ลูกสาวชอบ เธอก็ห้ามไม่ได้
อีกอย่าง ตอนนี้เหอเจี้ยนจวินเป็นผู้บังคับหมวดแล้ว
แค่เธอไปร้องไห้ อ้อนวอนพ่อสักหน่อย พ่อก็คงใจอ่อน การเลื่อนตำแหน่งของเหอเจี้ยนจวินก็ไม่น่าจะยาก
ลู่ชุนเฉ่าไม่เคยสงสัยในฐานะของตัวเองในใจลู่เต๋อเซิ่ง
เธอเป็นลูกสาวคนโต เคยลำบากมามาก พ่อรู้สึกผิดต่อเธอเป็นพิเศษ
ตราบใดที่คำขอไม่เกินไปนัก พ่อก็ย่อมยอมตามใจเธอ
ลู่เหยายืนฟังอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยสองสามนาที มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเยาะ
เขาไม่ได้เข้าไปในห้อง แต่หันหลังเดินจากมา
ในเมื่อหลิวหงหลิงอยากผูกชีวิตไว้กับต้นไม้คอเอียงอย่างเหอเจี้ยนจวิน เขาก็จะช่วยให้หลานสาวโง่คนนี้สมหวัง
หลักฐานที่เหอเจี้ยนจวินแย่งผลงานของคนอื่น...
รอให้ทั้งคู่แต่งงานกันก่อน แล้วค่อยส่งให้ชายชรา
เมื่อก่อนลู่ชุนเฉ่าเคยคิดฆ่าเขา
ที่เขาไม่ฆ่าหลิวหงหลิง ก็นับว่าเป็นน้าที่เมตตามากแล้ว!
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์
จากนั้นปั่นจักรยานไปร้านผลไม้ ซื้อกล้วยคัดทิ้งที่เปลือกเต็มไปด้วยจุดดำเหมือนเมล็ดงา จากนั้นก็ปั่นกลับโรงพยาบาล ไปที่ห้องผู้ป่วยของหลิวหงป๋อ
หลิวหงป๋อทั้งร่างกายและจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก ดูหมดเรี่ยวแรง
ลู่เหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบกล้วยมาป้อนหลานชายทันที
หลิวหงป๋อไม่ยอมกิน เขาก็ยัดเข้าปากเสียเลย
เขายัดกล้วยคัดทิ้งจนหมดหนึ่งหวี รวมทั้งหมดหกลูก
หลิวหงป๋อสำลักจนตาถลนแทบพลิก
สิบนาทีต่อมา สีหน้าของหลิวหงป๋อเริ่มแปลกไป
เขาพยายามอดทน แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
จึงได้แต่ฝืนความเจ็บปวดบริเวณก้น ค่อยๆ เดินกระย่องกระแย่งไปห้องน้ำ
หลังจากถ่ายท้องอย่างรุนแรงไม่หยุด
หลิวหงป๋อก็เจ็บจนแทบสลบ
แผลที่เพิ่งเย็บบริเวณก้นแตกออกอีกครั้ง
สิ่งที่ถ่ายออกมามีแต่เลือด
ลู่เหยาปิดจมูก ยืนชมผลงานอยู่หน้าประตูห้องน้ำพักใหญ่
จากนั้นจึงเดินจากไปอย่างพึงพอใจ
เดิมทีหร่วนชีชีตั้งใจจะกลับบ้าน แต่ลู่เหยาบอกว่ายังมีละครสนุกให้ดูอีก
เธอจึงอยู่ต่อ
อย่างไรเสีย ค่าที่พักโรงแรมรับรองก็ให้ลู่เต๋อเซิ่งเป็นคนจ่ายอยู่แล้ว
สี่วันต่อมา ลู่เหยานำข่าวหนึ่งมาบอก
“เหอเจี้ยนจวินกับหลิวหงหลิงจดทะเบียนสมรสกันแล้ว”