“เสี่ยวหลี่ นายวิ่งเร็วขนาดนั้นจะไปไหน?”
นายทหารที่เพิ่งทักทายลู่เหยาก่อนหน้านี้ เอ่ยเรียกเสี่ยวหลี่ พลทหารคนสนิทของลู่เต๋อเซิ่งไว้
“ผู้บัญชาการให้ผมไปจัดการธุระด่วนที่กองร้อยสามครับ!”
สีหน้าเสี่ยวหลี่เคร่งขรึม แม้จะตอบก็ยังไม่หยุดวิ่ง
“งั้นรีบไปเถอะ อย่าให้เสียเวลา!”
“ครับ!”
เสี่ยวหลี่หันมองลู่เหยาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
กองร้อยสามก็คือกองร้อยที่เหอเจี้ยนจวินสังกัดอยู่ ผู้บัญชาการให้เขาไปตรวจสอบเรื่องที่เหอเจี้ยนจวินแอบอ้างความดีความชอบ แต่ความจริงเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรต้องสืบแล้ว เพราะรองผู้บังคับกองพันลู่สืบไว้ละเอียดเรียบร้อย หลักฐานแน่นหนา เหอเจี้ยนจวินไอ้สารเลวนั่น แย่งเหรียญกล้าหาญชั้นสามของคนอื่นไปจริงๆ
เสี่ยวหลี่เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่ลู่เหยาเป็นลูกชายที่มีอนาคตที่สุดของผู้บัญชาการ แต่ทำไมผู้บัญชาการถึงไม่ชอบเขาเอาเสียเลย?
ส่วนหลิวหงหลิง ผู้หญิงที่ขึ้นหน้าขึ้นตาไม่ได้แบบนั้น ผู้บัญชาการกลับทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ ผู้หญิงหน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นอาศัยชื่อของผู้บัญชาการไปข่มเหงคนอื่นในกองทัพ วางอำนาจรังแกผู้คน เหมือนที่สหายหร่วน ผู้หญิงคนนั้นซึ่งผูกคอตายเคยพูดไว้ไม่มีผิด ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะผู้บัญชาการตามใจจนเสียคน
แม้ในใจเสี่ยวหลี่จะคิดแบบนั้น แต่เขาไม่มีวันกล้าพูดออกมา เขาเป็นเพียงพลทหารรักษาการณ์ตัวเล็กๆ หน้าที่สำคัญที่สุดคือคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บังคับบัญชา เรื่องภายในครอบครัวของผู้บังคับบัญชา เขาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย
มุมปากลู่เหยา ยกขึ้น ผู้เฒ่าคงให้เสี่ยวหลี่ไปสืบเรื่องเหอเจี้ยนจวินแน่ๆ อีกเดี๋ยวก็ได้ดูละครสนุกแล้ว!
เวลานี้เหอเจี้ยนจวินยังไม่รู้เลยว่าภัยใหญ่กำลังจะมาถึง เขากำลังดื่มด่ำกับคำประจบประแจงของผู้คน จนแทบลอยขึ้นฟ้า เกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองแซ่อะไร
“ผู้หมวดเหอ พวกเราก็เป็นคนบ้านเดียวกันนะ ต่อไปถ้ามีเรื่องดีๆ อย่าลืมพี่น้องอย่างผมล่ะ!”
“ผมด้วยนะครับ ผมไม่ใช่แค่บ้านเดียวกับผู้หมวดเหอ แต่ยังอยู่คอมมูนเดียวกันอีก ป้าห่างๆ ของผมก็แต่งเข้าหมู่บ้านเดียวกับผู้หมวดเหอ ถ้าพูดกันจริงๆ ก็ถือว่าเป็นญาติกันนะ ผู้หมวดเหอ นี่ปลารมควันที่แม่ผมส่งมา เอาไว้กินเถอะครับ!”
หลายคนล้อมเหอเจี้ยนจวินไว้ตรงกลาง ต่างแย่งกันตีสนิท แม้แต่ญาติห่างๆ ที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็ยังถูกขุดขึ้นมาอ้าง เพียงเพื่อจะสร้างความสัมพันธ์กับเขา
“ผู้หมวดเหอ บุหรี่เซี่ยวเหมยซองนี้ยังเหลืออีกสิบห้ามวน เอาไปสูบเถอะครับ!”
ชายคนหนึ่งหยิบบุหรี่เซี่ยวเหมยออกมาจากกระเป๋า ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะกัดฟันยัดใส่กระเป๋าของเหอเจี้ยนจวิน
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ตอนนี้เหอเจี้ยนจวินเป็นว่าที่หลานเขยของผู้บัญชาการ อนาคตย่อมรุ่งโรจน์ ก้าวหน้าไม่หยุด หากรีบประจบไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ภายหน้าผลประโยชน์ย่อมมีไม่น้อย
สีหน้าของคนอื่นเปลี่ยนไปทันที
บ้าเอ๊ย! หมอนี่กล้าลงทุนจริงๆ!
บุหรี่เซี่ยวเหมยราคาซองละสี่เหมา หกเฟิน แถมยังต้องใช้คูปองบุหรี่ ปกติพวกเขาสูบแต่บุหรี่จือหนงกับเฟิงโซ่วที่ราคาซองละแปดเฟิน ถ้าจะหรูหน่อยก็ซื้อฉางเต๋อราคาสองเหมาแปดเฟินมาสูบแก้ขัด ไม่มีใครยอมซื้อเซี่ยวเหมยราคาสี่เหมา หกเฟินหรอก
เจ้าของบุหรี่เซี่ยวเหมยซองนั้น ปกติก็ยังไม่กล้าสูบเอง กระเป๋าซ้ายใส่เซี่ยวเหมย กระเป๋าขวาใส่เฟิงโซ่ว ตัวเองสูบเฟิงโซ่ว แต่เวลาแจกผู้บังคับบัญชาจะควักเซี่ยวเหมยออกมา ซองนี้ซื้อไว้ตั้งแต่ช่วงตรุษจีน จนถึงตอนนี้เพิ่งสูบไปแค่ห้ามวนเท่านั้น
เหอเจี้ยนจวินรับทั้งบุหรี่และปลารมควันไว้โดยไม่เกรงใจ ยิ้มอย่างลำพองใจ แม้แต่แผลบนศีรษะยังเหมือนไม่เจ็บแล้ว
เขาไม่ได้รับปากอะไรกับคนพวกนี้ เพียงหัวเราะกลบเกลื่อนสองสามประโยค ตอนเพิ่งเข้ากองทัพ คนพวกนี้เคยรังแกเขาทั้งนั้น ตอนนี้กลับแย่งกันมาประจบ ช่างน่าขันเสียจริง!
“เจี้ยนจวิน!”
หลิวหงหลิงเดินเข้ามาจากไกลๆ ในมือถือกระติกเก็บความร้อน ข้างในเป็นน้ำซุปกระดูกที่เธอตุ๋นไว้
เหอเจี้ยนจวินรีบวิ่งเข้าไปรับอย่างเอาใจ
“ฉันตุ๋นซุปกระดูกตั้งสองชั่วโมง รีบดื่มตอนยังร้อนๆ นะ!”
เสียงของหลิวหงหลิงอ่อนโยน พลางตบไหล่เขาเบาๆ อย่างสนิทสนมหลายครั้ง
“หงหลิง เธอดีกับฉันจริงๆ!”
คำหวานของเหอเจี้ยนจวินหลุดออกมาทันทีที่อ้าปากพูด แต่ตอนพูดนั้น สายตากลับมองไปทางอื่น ไม่กล้ามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยสิวของหลิวหงหลิง เพราะมันเหมือนคางคกจนทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้
“พวกเราเป็นสามีภรรยากันนี่ ฉันจะไม่ดีกับเธอแล้วจะไปดีกับใคร รีบดื่มเถอะ!”
หลิวหงหลิงที่กำลังจมอยู่ในความสุข มองเขาด้วยสายตาหวานซึ้ง พลางเร่งให้รีบดื่มน้ำซุป
ทั้งสองหาที่นั่งบนขั้นบันไดใกล้ๆ นั่งเบียดพิงกัน เหอเจี้ยนจวินดื่มซุป ส่วนหลิวหงหลิงก็มองเขาด้วยสายตาเปี่ยมรัก
คนอื่นที่ยืนดูอยู่ไกลๆ ทนดูไม่ไหว ต่างพร้อมใจกันลูบแขนตัวเอง ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้เหอเจี้ยนจวินเงียบๆ
พวกเขาเข้ากองทัพก่อนเหอเจี้ยนจวิน แต่ต่อให้ต้องพยายามอีกสามสิบปี พวกเขาก็ไม่อยากแต่งงานกับหลิวหงหลิง
ต้องมองหน้าที่เต็มไปด้วยรอยสิวแบบนั้นทุกวัน ต่อให้เลื่อนยศรวดเดียวสามขั้น ก็รักษาบาดแผลในใจไม่ได้ เหอเจี้ยนจวินถึงกับทำหลิวหงหลิงท้องได้ นับว่าเป็นคนเก่งจริงๆ บุญวาสนาแบบนี้ สมควรให้เขารับไว้คนเดียวแล้ว!
พวกเขาไม่อิจฉาเลยสักนิด!
เหอเจี้ยนจวินดื่มซุปกระดูกแห่งความรักจนหมด เรอออกมาหนึ่งทีอย่างมีความสุข กำลังจะพูดคำหวานกับหลิวหงหลิงอีกสองสามประโยค ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
คนที่เดินนำหน้าคือผู้บังคับกองร้อยกับครูการเมือง ตามมาด้วยเสี่ยวหลี่ พลทหารรักษาการณ์ข้างกายผู้บัญชาการ และทหารธรรมดาอีกคนหนึ่ง
ทันทีที่เหอเจี้ยนจวินเห็นทหารคนนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ ลางร้ายผุดขึ้นในใจ
เพราะทหารคนนี้ต่างหาก คือเจ้าของเหรียญกล้าหาญชั้นสามตัวจริง ครอบครัวไม่มีอำนาจไม่มีเส้นสาย จึงจำใจต้องยกความดีความชอบให้คนอื่น หลิวหงหลิงเคยบอกเขาว่าเรื่องนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว แล้วทำไมตอนนี้เสี่ยวหลี่ถึงพาตัวคนนี้มาด้วย?
“หงหลิง เรื่องเหรียญกล้าหาญชั้นสาม... ไม่มีปัญหาแน่นะ?”
เหอเจี้ยนจวินถามอย่างกระวนกระวาย
“จะมีปัญหาอะไร คนคนนั้นถ้าไม่อยากอยู่กองทัพต่อ ก็ลองพูดออกมาสิ ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นผายลมก็ยังไม่กล้าปล่อย!”
หลิวหงหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
คุณตาของเธอเป็นถึงผู้บัญชาการ แค่เหรียญกล้าหาญชั้นสามเล็กๆ จะเกิดเรื่องอะไรได้?
เหอเจี้ยนจวินจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง คิดว่าตัวเองคงระแวงเกินไป เขาเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จะเกิดเรื่องอะไรได้อีก?
บางทีเสี่ยวหลี่อาจมีเรื่องอื่นมาหาพวกเขาก็ได้
จนฟ้ามืดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหอเจี้ยนจวินยิ่งวางใจ
ดูท่าเกาะขาหลิวหงหลิงไว้จะเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดจริงๆ
ถึงหลิวหงหลิงจะหน้าตาอัปลักษณ์ แต่พอปิดไฟแล้วก็เหมือนกันหมด รอให้เขาไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งสูงๆ ก่อน ค่อยหย่ากับยัยขี้เหร่คนนี้ แล้วหาเมียสาวสวยก็ยังไม่สาย
เช้าวันรุ่งขึ้น หร่วนชีชีได้รับโทรศัพท์จากลู่เหยา เขาโทรเข้ามาที่แผนกต้อนรับ พนักงานจึงมาเรียกเธอ
เมื่อคืนหร่วนชีชีเข้าไปพรวนดินในมิติของตัวเอง เหนื่อยแทบตาย หลับลึกจนปลุกแทบไม่ตื่น เธองัวเงียเดินไปรับสาย ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของลู่เหยาดังขึ้น
“เมื่อกี้ผู้เฒ่าเรียกสองคนนั้นไปด่ายกใหญ่!”
“เมื่อไหร่จะไล่ออก?”
หร่วนชีชีตื่นเต็มตาทันที
แม้ลู่เต๋อเซิ่งจะเลอะเลือนเรื่องคนในครอบครัว แต่ประสิทธิภาพในการทำงานก็เร็วใช้ได้เหมือนกัน
“ไม่เกินสามวันต้องถูกไล่ออกแน่ ผู้เฒ่าเกลียดเรื่องแบบนี้ที่สุด!”
“ลู่ชุนเฉ่าต้องไปขอร้องพ่อนายแน่ ถ้าพ่อนายใจอ่อน ไม่ยอมไล่ออกล่ะ?”
หร่วนชีชีไม่ค่อยไว้ใจลู่เต๋อเซิ่ง เพราะเขาไม่มีหลักการเวลาปฏิบัติกับลูกสาว
เธออุตส่าห์สร้างเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เพื่อให้จบแบบเสียงดังแต่ไร้ผล เหอเจี้ยนจวินต้องถูกไล่ออกจากกองทัพเท่านั้น!
“คืนนี้ฉันจะกลับบ้าน ลู่ชุนเฉ่าต้องมาแน่ เธอร้องไห้ โวยวาย ขู่ผูกคอ ฉันก็จะอาละวาดเหมือนกัน!”
ลู่เหยาเริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาเหมือนกัน ผู้เฒ่าคนนั้นเชื่อถือไม่ค่อยได้จริงๆ เขาตัดสินใจว่าคืนนี้จะกลับบ้านไปก่อเรื่อง ขัดขวางการขอร้องของลู่ชุนเฉ่า
“พาฉันไปด้วยได้ไหม? เวลาฉันอาละวาด แม้แต่พญายมยังต้องกลัว!”
หร่วนชีชีอาสาทันที
ปลายสายมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของลู่เหยาดังขึ้น
ผู้หญิงคนนี้เปรียบเทียบทีไรก็ไม่เจ็ดวันหลังความตาย ก็พญายม ช่างน่าขำจริงๆ
“พาไปได้ แต่ต้องมีข้ออ้างก่อน อยู่ๆ จะพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับบ้าน คงถูกคนนินทาแน่”
น้ำเสียงของลู่เหยาฟังดูลำบากใจเล็กน้อย
หร่วนชีชีก็รู้สึกว่าตัวเองขอมากเกินไป ยุคนี้แค่ชายหญิงจับมือกันก็ถูกมองว่าเป็นพวกอันธพาลแล้ว จะทำให้ชื่อเสียงของลู่เหยาเสียไม่ได้ แต่เธออยากไปอาละวาดที่บ้านตระกูลลู่เหลือเกิน
“งั้นก็บอกว่าฉันเป็นแฟนนายสิ ได้ไหม?”
หร่วนชีชีนึกวิธีดีๆ ออก ทั้งชายหญิงต่างก็โสด จะลองคบหาดูสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร
พอกลับบ้านเกิดแล้ว เธอกับลู่เหยาก็คงไม่ได้เจอกันอีก คงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเขา
“ได้ หกโมงเย็นฉันไปรับ!”
ลู่เหยาตอบรับทันที ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว น้ำเสียงยังแฝงความดีใจอยู่เล็กๆ
หร่วนชีชีขมวดคิ้ว หรือว่าเธอฟังผิด?
หมอนี่ดูเหมือนจะภูมิใจอยู่เหมือนกันนะ?
แต่เธอขี้เกียจคิดมาก อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับชนบทแล้ว
หลังวางสาย เธอจ่ายเงินให้พนักงานห้าเฟิน เพราะสมัยนี้รับโทรศัพท์ก็ต้องเสียเงิน
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง หร่วนชีชีกินข้าวห่อใบบัวรองท้องไว้ก่อน พอหกโมงตรง ลู่เหยาก็มาถึงตรงเวลา เพื่อพาเธอไปยังบ้านพักในเขตทหาร ระหว่างทางยังแวะซื้อกล้วยมาหนึ่งหวี
“ผู้เฒ่าจะส่งเหอเจี้ยนจวินขึ้นศาลทหาร หลิวหงหลิงตกใจจนเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว ตอนนี้ลู่ชุนเฉ่าไปถึงบ้านพักแล้ว”
ระหว่างทาง ลู่เหยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งวันด้วยน้ำเสียงสะใจอย่างยิ่ง
“ลูกในท้องหลิวหงหลิงอึดจริงๆ โดนขนาดนี้ยังไม่หลุดอีก”
หร่วนชีชีพูดด้วยความเสียดาย นึกถึง 'สหายจูเจียนเฉียง' ขึ้นมาทันที
ไม่สิ!
ลูกของชายหญิงสารเลวคู่นั้น จะเอาไปเทียบกับสหายจูเจียนเฉียงได้ยังไง เธอผิดต่อสหายจูเจียนเฉียงจริงๆ!
ก่อนเข้าบ้านพักในเขตทหารก็ต้องลงทะเบียน ลู่เหยาบอกทหารยามว่าหร่วนชีชีเป็นแฟนของเขา
ทหารยามมองเธออยู่หลายที ก่อนยิ้มกว้างแล้วพูดว่า
“ยินดีด้วยนะพี่เหยา เมื่อไหร่จะได้กินขนมแต่งงาน?”
“ปีนี้ได้กินแน่นอน ไม่มีลืมนายหรอก!”
ลู่เหยายิ้มหน้าบาน อารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด
หร่วนชีชีแอบดึงชายเสื้อเขาเบาๆ แล้วกระซิบเตือน
“พวกเราแกล้งเป็นแฟนกันนะ อย่าโม้เกินไปสิ!”
“ไม่ได้โม้ ปีนี้ฉันแต่งงานแน่นอน!”
ลู่เหยายิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม ใบหน้าหล่อเหลาแบบนักเลงเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย เสน่ห์ความเป็นชายแผ่ออกมาทุกอณู
หร่วนชีชีที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นเพียงเสี้ยวหน้าหล่อสมบูรณ์แบบของเขา ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
โอ้โห...
เวลาหมอนี่ยิ้ม หล่อขนาดนี้เลยหรือ ชวนใจสั่นเกินไปแล้ว!
ที่จริง... จากแกล้งเป็นจริงก็ใช่ว่าจะไม่ได้
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เคร่งเรื่องกุลสตรีขนาดนั้น
แต่ฟังจากน้ำเสียงของลู่เหยา เขามั่นใจว่าจะได้แต่งงานภายในปีนี้ แสดงว่าน่าจะมีคนรักอยู่แล้วสินะ?
ช่างเถอะ ถึงเธอจะไม่ใช่คนเคร่งครัดเรื่องกุลสตรี แต่ก็ไม่เคยลดคุณค่าตัวเองไปเป็นมือที่สามเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นหลักการ!
“ถึงแล้ว”
ลู่เหยาจอดรถ มองดอกไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ในสวน ก่อนแค่นหัวเราะเยาะ
เขาเพิ่งตัดทิ้งไปแท้ๆ แม่เลี้ยงก็ปลูกใหม่อีกแล้ว ช่างมีความพยายามจริงๆ
ไม่เป็นไร รอให้โตเมื่อไหร่ เขาจะตัดทิ้งอีกรอบ!
“พ่อคะ หงหลิงรับการกระทบกระเทือนอีกไม่ได้แล้ว ถ้าเหอเจี้ยนจวินต้องติดคุก แล้วหงหลิงจะมีชีวิตอยู่ต่อยังไง หนูก็คงอยู่ต่อไม่ได้เหมือนกัน!”
เสียงร้องไห้ของลู่ชุนเฉ่าดังลอยออกมาจากด้านในบ้าน