สินค้าบนชั้นวางเรียงรายละลานตา ตู้ข้าวสารที่อัดแน่นเต็มไปด้วยถุงข้าวยังเสียบป้ายโปรโมชั่นเอาไว้ แต่ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไม่มีผู้คนเลย นอกจากเธอเพียงคนเดียว
ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านของเธอแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และตอนที่เธอข้ามมาที่นี่ก็เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน พอดีกับที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังจะจัดกิจกรรมวันแรงงานในวันที่ 1 พฤษภาคม สินค้าในคลังจึงถูกเติมจนเต็ม ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร แป้ง น้ำมัน ของสด ของใช้ ขนม อาหารปรุงสำเร็จ ทุกอย่างมีครบครัน
หร่วนชีชีหยิบบลูเบอร์รี่มาหนึ่งกล่อง เดินกินไปพลางเดินสำรวจไปพลาง
ซูเปอร์มาร์เก็ตมีทั้งหมดสองชั้น ชั้นหนึ่งขายข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เครื่องปรุง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนชั้นสองเป็นของสด อาหารปรุงสำเร็จ ขนม และของใช้ในชีวิตประจำวัน
ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตสว่างไสว ตู้แช่และห้องเย็นยังทำงานตามปกติ ห้องเย็นและคลังสินค้าชั้นใต้ดินก็อัดแน่นไปด้วยสินค้า อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังรักษาอุณหภูมิคงที่ อาหารทั้งหมดจึงไม่มีวันเน่าเสีย ต่อให้เธอกินไปทั้งชีวิตก็กินไม่หมด
หร่วนชีชีเดินสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตจนพอใจ บลูเบอร์รี่ในมือหมดไปแล้ว เธอจึงหยิบสตรอว์เบอร์รี่อีกกล่องมากินต่อ พร้อมหยิบชุดชั้นในผ้าฝ้ายหลายชุดไปซักในมิติ พอตากแห้งแล้วก็จะได้ใส่ได้ทันที
เมื่อมองไปที่ประตูกระจกของซูเปอร์มาร์เก็ต ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว เธอลองผลักประตูดู...แล้วมันก็เปิดออกจริงๆ
ด้านนอกคือถนนสายเดิมที่คุ้นเคย
ฝั่งตรงข้ามซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นร้านชานม "ฉาเหยียนเย่วเซ่อ" ที่เธอชอบ ร้านเบเกอรี่ และร้านก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ ซึ่งร้านสุดท้ายนั้นเป็นร้านโปรดของเธอที่สุด
หร่วนชีชีเดินสำรวจถนนทั้งสาย ยิ่งเดินก็ยิ่งตื่นเต้น
พญายมช่างใจกว้างจริงๆ ถึงกับยกถนนทั้งสายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งอยู่ให้เธอเลย
ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านชานม ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านเบเกอรี่ ปั๊มน้ำมัน คลินิกชุมชน ร้านอุปกรณ์กลางแจ้ง...
รวมถึงร้านขายยาขนาดใหญ่อีกสี่ร้าน
หร่วนชีชีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมถนนเส้นเดียวถึงมีร้านขายยาตั้งสี่ร้าน แถมยังตั้งติดกันอีก จะขายได้จริงหรือ?
สิ่งที่ทำให้เธอดีใจที่สุดคือ ปลายถนนยังมีศูนย์กระจายสินค้าขนาดมหึมาตั้งอยู่ เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด อีกทั้งยังมีห้องเย็นหลายห้องสำหรับเก็บเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้
ปริมาณสินค้าในคลังแห่งนี้มากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตถึงสิบเท่า
นั่นหมายความว่า ในยุคนี้ ต่อให้เธอไม่ทำอะไรเลย ก็สามารถกินดีอยู่ดีไปตลอดชีวิต
ตรงข้ามคลังสินค้ายังมีพื้นที่โล่งขนาดใหญ่อีกแปลงหนึ่ง เต็มไปด้วยวัชพืช
หร่วนชีชีตั้งใจว่า ถ้ามีเวลาจะมาพรวนดิน ปลูกอะไรสักอย่าง ที่ดินกว้างขนาดนี้ปล่อยรกร้างไว้น่าเสียดายเกินไป
เธอถอนหายใจอีกครั้ง
งานใช้แรงเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบที่สุด ถ้ามีผู้ช่วยสักคนก็คงดี
ทันใดนั้น ลำแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในอ้อมแขนของเธอ
หร่วนชีชีรีบรับไว้โดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนคือโอสรวิญญาณเก้าเม็ดที่เปล่งประกายสีทอง
“โอสรวิญญาณ ขอเพียงเส้นชีพจรหัวใจยังไม่ขาด ก็สามารถชุบชีวิตคนตายได้ หร่วนชีชี สิ่งที่ข้ารับปากเจ้าไว้ ข้าได้ทำครบหมดแล้ว จงใช้ชีวิตให้ดี!”
เสียงเข้มงวดของพญายมดังก้องไปทั่วมิติ
“แล้วความสามารถพิเศษของฉันล่ะ?”
หร่วนชีชีตะโกนถาม แต่พญายมไม่สนใจเธอ
เธอเม้มปาก ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างมีความสุข พลางชื่นชมโอสรวิญญาณทั้งเก้าเม็ด
โอสรเก้าเม็ด...
ก็เท่ากับเธอมีชีวิตเพิ่มอีกเก้าชีวิต
พญายมใจกว้างจริงๆ อยากจีบเสียแล้ว!
พญายมที่ซ่อนตัวอยู่กลางอากาศสะดุ้งเฮือก รีบหายวับกลับยมโลกทันที พร้อมปิดกั้นข้อมูลทั้งหมดของหร่วนชีชี
ไม่เห็นเสียก็สบายตา!
หร่วนชีชีออกจากมิติ โอสรวิญญาณทั้งเก้าเม็ดถูกเก็บไว้ในมิติ สิ่งของภายในเธอสามารถหยิบเข้าออกได้ด้วยความคิด สะดวกมาก
เธอหาวหวอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินไปปิดหน้าต่างเตรียมนอน
นอกหน้าต่างมีต้นแปะก๊วยต้นใหญ่ เพิ่งผลิ ยอดอ่อนสีเขียวสด ต้นนี้น่าจะมีอายุไม่น้อย สูงถึงสามชั้น และมีกิ่งหลายกิ่งยื่นมาถึงขอบหน้าต่าง
หร่วนชีชีพักอยู่ชั้นสอง ตรงขอบหน้าต่างห้องของเธอมีกิ่งแปะก๊วยกิ่งหนึ่งยื่นเข้ามาพอดี
เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ตอนตากผ้าเมื่อครู่นี้ เหมือนจะไม่มีกิ่งแปะก๊วยนี่นา
ราวกับถูกบางอย่างดลใจ เธอยื่นมือออกไปจับกิ่งแปะก๊วย
ทันใดนั้น สมองของเธอก็เหมือนถูกกระแสไฟฟ้าฟาดเข้าใส่ ราวกับเกิดการรู้แจ้งในพริบตา ประตูบานหนึ่งในสมองถูกเปิดออก
จากนั้นก็มีเสียงเร่งรีบเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว พูดเร็วเสียจนแทบฟังไม่ทัน แถมยังเป็นสำเนียงถานโจวแท้ๆ
“ในที่สุดก็มีคนคุยกับข้าสักที ไอ้หนู...เอ๊ย หนูน้อย อย่าตกใจนะ ข้าไม่ใช่คนไม่ดี ข้าแค่อยากหาใครคุยด้วย ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมา ก็ไม่มีใครคุยกับข้าเลย ข้าจะอัดอั้นตายอยู่แล้ว...”
หร่วนชีชีใช้เวลาฟังอยู่หลายนาที จึงแน่ใจว่า
เจ้าตัวที่พูดไม่หยุดอยู่ในหัวของเธอ...ก็คือต้นแปะก๊วยนอกหน้าต่างนี่เอง
เธอไม่ตกใจเลย
ทั้งยังไม่รู้สึกประหลาดใจด้วย
เพราะชาติที่แล้ว สาเหตุที่เธอถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ก็เพราะจู่ๆ เธอก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาด
เธอบอกหมอว่า ได้ยินต้นอู่ถงกับต้นการบูรหน้าห้องเรียนทะเลาะกันอยู่ตลอด
แต่ฟังไม่ออกว่าพวกมันพูดอะไร ได้ยินเพียงเสียงสับสนยุ่งเหยิงเหมือนโน้ตดนตรีมั่วๆ จนปวดหัวอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการเรียนของเธอ
สุดท้ายหมอวินิจฉัยว่าเธอป่วยทางจิต
ยังบอกอีกว่าอาการรุนแรงมาก ถึงขั้นเกิดอาการหูแว่วแล้ว
เด็กสาวอายุสิบหกปีอย่างเธอจึงได้ใบรับตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช
และอยู่ที่นั่นนานถึงสิบปี ทุกวันต้องกินยาเป็นกำมือ อาการหูแว่วไม่เคยหายไป
แต่สติของเธอกลับยิ่งเพี้ยนหนักขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้น ฝีมือการแสดงของเธอก็ยิ่งแนบเนียน
แม้แต่หมอยังถูกเธอหลอก คิดว่าเธอหายดีจริงๆ จึงออกใบอนุญาตให้กลับบ้านอย่างมีความสุข
หลังจากเธอเข้าโรงพยาบาล พ่อแม่ก็มีลูกคนที่สอง ทั้งยังสร้างฐานะได้ไม่น้อย
เพราะรู้สึกผิดต่อเธอ จึงยกทรัพย์สินที่มากพอให้เธอใช้ชีวิตสบายไปทั้งชาติให้
น่าเสียดาย...
เธอได้ใช้ชีวิตสุขสบายแค่สัปดาห์เดียวก็ตายเสียแล้ว
หร่วนชีชีไม่ได้อาลัยอาวรณ์ชีวิตในชาติก่อน
สิ่งเดียวที่เสียดายก็คือ เงินในบัญชีที่ยังใช้ไม่หมด
แต่ตอนนี้เธอมีมิติพิเศษ มีเสบียงที่กินได้หลายชั่วอายุคน แถมยังมีชีวิตอีกเก้าชีวิต
ถือว่าไม่ขาดทุนเลย!
เธอเองก็เข้าใจแล้วว่า ความสามารถพิเศษที่พญายมมอบให้ น่าจะเป็นความสามารถในการสื่อสารกับพืช
ที่แท้ชาติที่แล้ว เธอไม่ได้หูแว่เลย เพียงแต่ความสามารถยังอ่อนเกินไป จึงถูกพลังสะท้อนกลับ จนหมอเข้าใจว่าเธอเป็นโรคจิต
ตอนนี้เธอฟังเสียงบ่นของต้นแปะก๊วยได้ชัดเจนทุกคำ
นอกจากมันจะพูดไม่หยุดแล้ว ก็ไม่มีอาการไม่สบายอย่างอื่นเลย
“หนูน้อย ได้ยินข้าพูดหรือเปล่า?”
ต้นแปะก๊วยพูดอยู่ตั้งนาน แต่ไม่ได้รับคำตอบจากหร่วนชีชี จึงอดถามไม่ได้
“ได้ยินแล้ว แต่นายพูดเรื่องที่มีประโยชน์หน่อยได้ไหม อย่าเอาแต่พูดเรื่องลอบมีชู้กับเมียลูก หรือเรื่องภรรยานอกใจอยู่เลย”
หร่วนชีชีสามารถสื่อสารกับต้นแปะก๊วยผ่านจิตได้
ตอนนี้ในหัวของเธอเต็มไปด้วยข่าวซุบซิบเรื่องชู้สาว ทั้งเรื่องพ่อผัวกับลูกสะใภ้ และภรรยานอกใจ แถมยังเป็นเรื่องของคนที่ตายไปนานแล้ว ฟังจนหัวจะระเบิด
“ให้ข้าคิดก่อนนะ... อ้อ มีแล้ว! เอาทองแท่งไหม?”
“เอา!”
ดวงตาของหร่วนชีชีเป็นประกายทันที
“เห็นต้นการบูรหน้าตาน่าเกลียดต้นนั้นไหม ขุดลงไปใต้ดินสักสามฉื่อ มีไหใบทองแท่งอยู่ รีบไปขุด แล้วกลับมาคุยกับข้าต่อ!”
ต้นแปะก๊วยยื่นกิ่งหนึ่งออกไป ชี้ไปยังต้นการบูรทางซ้ายด้านหน้า พร้อมเร่งให้เธอไปขุดทอง
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
ด้านหลังเกสต์เฮาส์เป็นตรอกเล็กๆ ต้นการบูรก็อยู่ในตรอกนั้น
หร่วนชีชีหยิบจอบจากมิติ ก่อนจะจับกิ่งแปะก๊วยแล้วโหนตัวลงไปเหมือนเล่นชิงช้า ลงถึงพื้นได้อย่างง่ายดาย
ต้นการบูรต้นนั้นก็มีอายุไม่น้อยเช่นกัน
แต่หร่วนชีชีจับมันอยู่นาน มันกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ดูเหมือนความสามารถพิเศษของเธอจะเลือกเป้าหมาย
ไม่ใช่พืชทุกต้นที่จะสื่อสารได้
ไว้ค่อยๆ ศึกษาต่อไปก็แล้วกัน
หร่วนชีชีเริ่มขุดดินอย่างขะมักเขม้น
ด้วยคำชี้แนะของต้นแปะก๊วย เธอจึงขุดได้อย่างราบรื่น ไม่นานก็พบโอ่งดินเผาท้องป่องที่ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา
เธอปัดดินออก ก่อนเก็บโอ่งหนักอึ้งเข้าไปในมิติ จากนั้นก็กลบดินให้เรียบร้อยจนกลับเป็นสภาพเดิม
แล้วจึงโหนกิ่งแปะก๊วยกลับเข้าห้องได้อย่างราบรื่น
หลังจากนั้น เธอก็นั่งฟังต้นแปะก๊วยช่างพูดบ่นต่ออีกหนึ่งชั่วโมง จนหนังตาเริ่มต่อสู้กันเอง
“พรุ่งนี้ข้าจะเล่าเรื่องตาแก่หวังกับแม่ม่ายฮวาให้ฟังนะ ไปนอนเถอะ!”
ต้นแปะก๊วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ข่าวซุบซิบที่อัดอั้นมานานยี่สิบปี ในที่สุดก็ได้ระบายให้ใครสักคนฟังเสียที
“อือ!”
หร่วนชีชีหาวหวอดใหญ่ ก่อนเข้าไปในมิติ เปิดโอ่งดินเผา
ลำแสงสีทองส่องออกมาทันที
ภายในเรียงทองแท่งเล็กไว้อย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งหมดสามสิบแท่ง คิดเป็นทองคำหนัก 937.5 กรัม เกือบหนึ่งกิโลกรัม
เธอเก็บทองทั้งสามสิบแท่งกลับเข้าโอ่งอีกครั้ง แล้วนำไปเก็บไว้ในซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนจะออกจากมิติ
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน หร่วนชีชีก็หลับยาวจนฟ้าสาง
เธอถูกปลุกด้วยเสียงเคาะหน้าต่างของต้นแปะก๊วยจอมพูด
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก...”
มันเคาะอย่างมีจังหวะ แถมยังไม่ยอมเลิกรา
หร่วนชีชีจะแกล้งหลับต่อก็ไม่ได้ จึงต้องลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนชุดชั้นในชุดใหม่ แล้วหยิบข้าวห่อใบบัวหอมกรุ่นออกมาจากมิติ นั่งกินไปพลาง ฟังต้นแปะก๊วยเล่าข่าวซุบซิบไปพลาง
มันเล่าอยู่นานถึงชั่วโมงครึ่ง
หร่วนชีชีฟังจนง่วงอีกครั้ง
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เป็นพนักงานของเกสต์เฮาส์
“สหายหร่วน มีคนมาพบ เขาบอกว่ารู้จักเหอเจี้ยนจวิน”
“ทราบแล้ว เดี๋ยวฉันลงไป!”
ความง่วงของหร่วนชีชีหายเป็นปลิดทิ้ง
คนที่มาจะต้องเป็นไอ้สารเลวหลิวหงป๋อคนนั้นแน่นอน!