“พี่ใหญ่ อันนี้พี่ก็กินด้วย”
หร่วนเสวี่ยคีบน่องไก่อีกชิ้นใส่ชามให้พี่สาว
พี่ใหญ่ลำบากที่สุด สมควรให้เธอได้กินของดีๆ บ้าง
หร่วนซวงเจียงปฏิเสธไม่ได้ จึงได้แต่กลั้นน้ำตาแล้วกินน่องไก่ทั้งสองชิ้นลงไป ตลอดยี่สิบสี่ปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้กินน่องไก่ อร่อยจริงๆ !
หร่วนชีชีกินข้าวเหนียวซานจื่อไปสามก้อน ลูกชิ้นหิมะอีกห้าลูก จากนั้นก็เอาน้ำซุปไก่ราดข้าวกินอีกหนึ่งชาม กินจนแน่นท้องไปหมด
“พี่ใหญ่ ตอนฉันจะกลับ คราวหน้าพี่ทำอาหารสองอย่างนี้ให้ฉันอีกได้ไหม?”
หร่วนชีชีตั้งใจจะเอาไปให้ลู่เหยากิน
“ได้สิ”
หร่วนซวงเจียงยิ้มตอบ ช่วงสองวันนี้ได้กินอิ่ม นอนหลับสบาย แถมไม่ต้องโดนดุด่าหรือทุบตีอีก จิตใจและสีหน้าของเธอดีขึ้นมาก จนเริ่มมีเค้าความงดงามเหมือนตอนเป็นสาวอยู่หลายส่วน
หร่วนชีชีหยิบผ้า รวมถึงรองเท้าหนังวัวสองคู่และขนมอีกหลายห่อออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง แล้วส่งทั้งหมดให้หร่วนซวงเจียง
“ผ้าเอาไว้ทำเสื้อผ้าให้พวกพี่ รองเท้าสองคู่นี้เป็นเบอร์ของพี่กับเสวี่ยเอ๋อร์ ส่วนเสื้อผ้าเก่าพวกนี้เป็นของที่ญาติของคู่หมั้นฉันไม่เอาแล้ว เอาไปขัดทำความสะอาดรองเท้าได้”
หร่วนชีชีหยิบเสื้อผ้าเก่าออกมาอีกหลายตัว เป็นของที่ได้มาจากบ้านสือจิงหง ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี และไม่เคยปะชุนมาก่อน
หร่วนซวงเจียงลูบเนื้อผ้าอย่างดีใจแล้วพูดว่า “เสื้อผ้าดีขนาดนี้ เอามาขัดรองเท้าน่าเสียดายเกินไป เอาไปแก้สักหน่อย ฉันกับเสวี่ยเอ๋อร์ก็ใส่ได้แล้ว”
หร่วนชีชีไม่ได้คัดค้าน อย่างไรเสียเธอก็ไม่ใส่อยู่แล้ว
ท้องฟ้ามืดลง หร่วนชีชีออกจากบ้าน เธอจะไปที่หมู่บ้านไป๋หลี่เพื่อเอาทองแท่ง และยังต้องไปหาไป๋ซานหยวนเพื่อคุยเรื่องหนึ่งด้วย
เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านไป๋หลี่ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ยิ่งคืนนี้ดวงจันทร์ถูกเมฆดำบดบังเอาไว้ ภายในหมู่บ้านจึงมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร
หร่วนชีชีไปคุยกับต้นการบูรเก่าแก่ตรงปากหมู่บ้านอยู่พักหนึ่ง และได้รู้เรื่องใหม่เรื่องหนึ่ง
“ครอบครัวหลี่ไห่เลี่ยงถูกคนทำร้าย แม่ของหลี่ไห่เลี่ยงเกือบถูกตีตาย ตอนนี้ยังนอนอยู่บนเตียง ลุกลงมาไม่ได้เลย!”
“ใครเป็นคนทำ?”
“ปู่สามเป็นคนเรียกมา คนที่ลงมือหนักที่สุดคืออาห้า อาห้านี่โหดมาก มีคนตายด้วยน้ำมือเขามาหลายคนแล้ว”
เมื่อพูดถึงอาห้า น้ำเสียงของต้นการบูรเก่าแก่ก็ไม่ค่อยดีนัก ทุกครั้งที่อาห้าคนนี้เดินผ่านใต้ต้น มันจะสัมผัสได้ถึงไออำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนั้น ทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้ง
หร่วนชีชีหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แผนโยนเคราะห์ให้คนอื่นของเธอนี่ช่างมีผลต่อเนื่องจริงๆ เมื่อมีงูพิษอย่างอาห้าอยู่ด้วย ครอบครัวหลี่ไห่เลี่ยงคงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว!
เธอล่ำลาต้นการบูรเก่าแก่ แล้วเดินไปทางห้องเก็บศพของหมู่บ้าน
ห้องเก็บศพก็คือสถานที่สำหรับตั้งศพ เมื่อมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิต จะต้องตั้งศพไว้สามวัน และในหมู่บ้านก็มีบ้านที่สร้างไว้สำหรับใช้ตั้งศพโดยเฉพาะ
ห้องเก็บศพอยู่บริเวณห่างไกลของหมู่บ้าน รอบๆ ไม่มีบ้านคนพอดี จึงสะดวกสำหรับหร่วนชีชีที่จะขุดหาทองแท่ง
ต้นการบูรเก่าแก่บอกเพียงตำแหน่งคร่าวๆ หร่วนชีชีลองขุดไปสามจุดก็ยังไม่เจอ จึงเปลี่ยนไปขุดอีกที่หนึ่ง
“กึก!”
จอบกระทบเข้ากับของแข็ง หร่วนชีชีดีใจมาก เธอค่อยๆ ขุดดินรอบๆ อย่างระมัดระวัง จนเผยให้เห็นกล่องเหล็กใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยสนิม แม้แต่กุญแจก็ขึ้นสนิมจนพังแล้ว จึงเปิดออกได้อย่างง่ายดาย
แต่กลับไม่มีแสงสีทองระยิบระยับอย่างที่คาดหวังไว้ หร่วนชีชีใช้ไฟฉายส่องดู แล้วก็พบว่ามันกลับเป็นเครื่องส่งวิทยุรุ่นเก่าเครื่องหนึ่ง มีสนิมขึ้นอยู่ไม่น้อย และใช้การไม่ได้แล้ว
นั่นหมายความว่าเครื่องส่งวิทยุเครื่องนี้ถูกฝังอยู่ใต้ดินมาอย่างน้อยสิบปีแล้ว
หรือว่าหมู่บ้านไป๋หลี่จะมีสายลับ?
หร่วนชีชีตั้งใจว่าจะกลับไปถามต้นการบูรเก่าแก่ในภายหลัง
เธอยังคงขุดหาทองแท่งต่อไปในห้องเก็บศพ และในที่สุดก็ขุดเจอไหดินเผาใบหนึ่ง ข้างในมีทองแท่งสิบแท่ง และเหรียญเงินหยวนต้าโถวอีกหนึ่งร้อยเหรียญ
หลังจากกลบดินในหลุมที่ขุดไว้จนเรียบร้อย หร่วนชีชีก็ออกจากห้องเก็บศพ แล้วเดินไปยังบ้านของไป๋ซานหยวน
เดิมบ้านของตระกูลไป๋เป็นบ้านอิฐเขียวหลังใหญ่สามชั้น แต่ตอนที่หมู่บ้านใช้ระบบกินข้าวรวม พวกเขาได้บริจาคบ้านให้กองพลน้อยใช้เป็นโรงอาหาร หลังจากนั้นก็ไม่ได้คืนให้พวกเขาอีก ตอนนี้ทั้งครอบครัวจึงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กเตี้ยๆ สามห้อง ซึ่งเดิมเป็นห้องเก็บฟืนของตระกูลไป๋
คนตระกูลไป๋ยังไม่เข้านอน แสงไฟสลัวๆ ส่องลอดออกมาจากหน้าต่าง หร่วนชีชีเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง
“ใคร?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาถึงหน้าประตูแล้วถาม
“พี่สาวของหร่วนเสวี่ย มีเรื่องจะคุย!”
ประตูเปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายหร่วนเสวี่ยอยู่เล็กน้อยเดินออกมา แล้วถามอย่างร้อนใจว่า “เสวี่ยเอ๋อร์เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“เปล่า ฉันมาหาพ่อของเธอ มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
หร่วนชีชีมองเธออยู่หลายครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งมั่นใจว่า พ่อของหร่วนชีชีร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องเป็นลูกของเจ้าของที่ดินไป๋แน่นอน
หร่วนเสวี่ยเป็นคนที่หน้าตาเหมือนพ่อของเธอที่สุดในบรรดาพี่น้องสามคน ส่วนไป๋ฮวนสี่ก็มีส่วนคล้ายหร่วนเสวี่ยอยู่หลายจุด ทั้งสองคนต้องมีสายเลือดเดียวกันแน่นอน
“เข้ามาก่อนสิ!”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงปานกลาง ใบหน้าหล่อสะอาดสะอ้าน ดวงตาและคิ้วดูดี แต่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนน้องสาว คาดว่าน่าจะเหมือนแม่ของเขา
ได้ยินมาว่าภรรยาของไป๋ซานหยวนสมัยสาวๆ เป็นสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเลยทีเดียว!
“เขาเป็นพี่ชายของฉัน ชื่อไป๋เฟิงโสว” ไป๋ฮวนสี่แนะนำ
มุมปากของหร่วนชีชีกระตุกเล็กน้อย ไป๋ฮวนสี่ ไป๋เฟิงโสว ตระกูลไป๋นี่ตั้งชื่อเก่งจริงๆ
“ใครมา?”
ไป๋ซานหยวนเดินออกมา พอเห็นหร่วนชีชีก็ชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นระแวดระวังทันที
“นั่งสิ ไม่ต้องเกร็ง ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณ”
หร่วนชีชีนั่งลงอย่างไม่เกรงใจราวกับเป็นบ้านของตัวเอง แถมยังบอกให้ไป๋ซานหยวนนั่งลงด้วย
ไป๋ซานหยวนค่อยๆ นั่งลงอย่างระมัดระวัง เขานั่งเพียงครึ่งก้นเท่านั้น ก่อนจะถามเสียงเบาว่า “สหายหร่วน มีเรื่องอะไรหรือ?”
“คุณเป็นลูกที่จูซานเหมยให้กำเนิด คุณรู้ใช่ไหม?”
หร่วนชีชีถามเข้าเรื่องทันที จูซานเหมยก็คือ ย่าของเจ้าของร่างเดิม
สีหน้าของไป๋ซานหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ภายในใจยิ่งกระสับกระส่าย ไม่รู้ว่าหร่วนชีชีต้องการอะไรกันแน่
สีหน้าของไป๋เฟิงโสวยังคงสงบนิ่ง ส่วนไป๋ฮวนสี่กลับมีสีหน้าตกตะลึง
เห็นได้ชัดว่าพี่ชายของเธอก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน
“ไม่ต้องกังวล ฉันมาทำข้อตกลงกับพวกคุณ นี่เงินสองร้อยหยวน และยังมีคูปองอาหารทั่วประเทศหนึ่งร้อยชั่ง”
หร่วนชีชีหยิบธนบัตรต้าถวนเจี๋ยยี่สิบใบกับคูปองอาหารทั่วประเทศหนึ่งร้อยชั่งออกมา จากนั้นก็มองเสื้อผ้าของไป๋ฮวนสี่ที่เต็มไปด้วยรอยปะแล้วเอื้อมมือเข้าไปในตะกร้าสะพายหลัง หยิบผ้าผืนหนึ่งออกมา
คนตระกูลไป๋ต่างพากันมองจนตาค้าง เอาของมากมายขนาดนี้มาทำข้อตกลง หรือว่าจะต้องการชีวิตของพวกเขากัน?
ชีวิตของลูกหลานเจ้าของที่ดินอย่างพวกเขาไม่ได้มีค่าขนาดนั้นเสียหน่อย
“วางใจได้ ฉันไม่เอาชีวิตพวกคุณหรอก แค่ให้ช่วยเป็นพยานกล่าวหาคนคนหนึ่ง พวกคุณรู้จักหร่วนกุ้ยหมิงใช่ไหม? พวกคุณแค่แจ้งเรื่องว่าหร่วนกุ้ยหมิงเป็นลูกชายของเจ้าของที่ดินไป๋ ของพวกนี้ทั้งหมดก็เป็นของพวกคุณ”
หร่วนชีชีย้ายเงิน คูปองอาหาร และผ้าทั้งหมดไปไว้ตรงหน้าไป๋ซานหยวน
“สหายหร่วนเข้าใจผิดแล้ว แม่ของฉันชื่อเซี่ยเถาจือ ฉันฟังไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดอะไร ของพวกนี้คุณเอากลับไปเถอะ!”
ไป๋ซานหยวนปฏิเสธ แล้วเลื่อนของทั้งหมดกลับไปตรงหน้าหร่วนชีชี
“ตอนนั้นพ่อของคุณใช้ที่นาหกหมู่เป็นค่าตอบแทนให้จูซานเหมยมีลูกชาย ลูกชายที่เกิดมาก็คือคุณ หลังจากนั้นจูซานเหมยกับพ่อของคุณยังตัดความสัมพันธ์กันไม่ขาด แอบไปมาหาสู่กันอีกหลายปี จนให้กำเนิดหร่วนกุ้ยหมิง ลูกชายคนนี้พ่อของคุณก็รู้เรื่องอยู่แล้ว ในเมื่อพวกคุณก็ไม่ได้มีความผูกพันกับหร่วนกุ้ยหมิง แล้วจะเก็บความลับแทนเขาไปทำไม?”
หร่วนชีชีย้ายของกลับไปอีกครั้ง พลางมองดูสีหน้าที่กำลังดิ้นรนของไป๋ซานหยวนอย่างเพลิดเพลิน
ตอนนี้ครอบครัวไป๋ยากจนแทบไม่มีอะไรจะกิน เงินก้อนนี้พวกเขาต้องการแน่นอน
“คุณไปได้ยินเรื่องนี้มาจากใคร?”
ไป๋เฟิงโสวถาม
“วางใจได้ ตอนนี้มีแค่ฉันกับสองสามีภรรยาจูซานเหมยที่รู้เรื่องนี้ หร่วนกุ้ยหมิงเองก็ยังไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง”
หร่วนชีชีสบตากับเขาเพียงครู่เดียว ก่อนจะเปลี่ยนใจทันที เธอไม่คิดจะทำข้อตกลงกับไป๋ซานหยวนแล้ว คนคนนี้ลังเลเกินไป น่าเบื่อจริงๆ
แต่ลูกชายของเขาอย่างไป๋เฟิงโสวกลับน่าสนใจกว่า เห็นได้ชัดว่าต้องยอมตกลงแน่นอน
“เฟิงโสว!”
ไป๋ซานหยวนมองลูกชายด้วยสายตาที่แฝงความวิงวอนอยู่หลายส่วน
“พ่อ คนเขาเองยังไม่ยอมรับพ่อเลย!”
ไป๋เฟิงโสวขมวดคิ้วแน่น มองพ่ออย่างคนผิดหวังที่ไม่อาจทำอะไรได้
“แค่กๆ ...”
เสียงไอแหบแห้งดังมาจากในห้อง ฟังดูเหมือนเสียงของหญิงชราคนหนึ่ง
“ย่าต้องใช้เงินบำรุงร่างกาย พ่อ ขอโทษนะครับ!”
ไป๋เฟิงโสวตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ต่อให้หร่วนกุ้ยหมิงเป็นอาของเขาแท้ๆ เขาก็ไม่มีความผูกพันอะไรด้วย
เขาเติบโตมากับย่าเซี่ยเถาจือ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือหาเงินก้อนนี้ เพื่อซื้อของบำรุงร่างกายให้ย่า
“ย่าของนายป่วยหรือ?” หร่วนชีชีถามด้วยความเป็นห่วง
ต้นการบูรเก่าแก่เคยบอกว่า ภรรยาของเจ้าของที่ดินไป๋เป็นคนดีมาก แม้ไป๋ซานหยวนจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอ แต่เธอก็เลี้ยงดูเขาราวกับลูกในไส้ และยังดีกับหลานชายหลานสาวเป็นอย่างมาก
“ขาดสารอาหาร ทำให้ภูมิต้านทานต่ำครับ”
สีหน้าของไป๋เฟิงโสวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขามีเรี่ยวแรงเต็มตัว แต่กลับหาเงินมาซื้อของบำรุงให้ย่าไม่ได้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมลำบาก แต่ไม่มีใครยอมจ้างเขาทำงานต่างหาก
เพราะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกหลานเจ้าของที่ดิน ชีวิตของเขาจึงต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก!
ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไมหร่วนกุ้ยหมิงถึงใช้ชีวิตสุขสบายขนาดนั้น?
ไป๋เฟิงโสวไม่ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีเจตนาดี ในเมื่อทั้งคู่ต่างก็เป็นลูกชายของปู่เหมือนกัน แล้วทำไมมีเพียงครอบครัวของเขาที่ต้องทนทุกข์?