หลิวหงป๋อเป็นน้องชายแท้ๆ ของหลิวหงหลิง ทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งของในโรงงานอุตสาหกรรมทหาร เขาอาศัยบารมีที่มีคุณตาเป็นผู้บัญชาการทหาร จึงทำงานแบบสามวันดีสี่วันไข้ อีกทั้งยังคบหากับพวกคุณชายเสเพลกลุ่มหนึ่ง ก่อเรื่องชั่วไว้ไม่น้อย
ชาติที่แล้ว เจ้าของร่างเดิมถูกหลิวหงป๋อหลอก จึงตกเป็นเหยื่อของพวกคุณชายเหล่านั้น หลังจากนั้นเหอเจี้ยนจวินยังสั่งให้คนในครอบครัวปล่อยข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านหร่วนเจียว่า เธอสำส่อนอยู่ในเมือง มีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน
ในยุคนั้น การถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมสำส่อนถือเป็นเรื่องร้ายแรงถึงชีวิต
เจ้าของร่างเดิมทนรับการดูถูกเหยียดหยามจากชาวบ้านไม่ไหว ทั้งยังไม่อยากให้พี่สาวและน้องสาวต้องพลอยเดือดร้อน จึงกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย
หร่วนชีชีเคยรับปากเจ้าของร่างเดิมไว้แล้วว่าจะล้างแค้นให้
เมื่อหลิวหงป๋อส่งตัวมาถึงหน้าประตูเอง เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีก
เธอยืนส่องกระจก
ผิวขาวเนียนราวกับบีบน้ำออกมาได้ ดวงตากลมโต จมูกโด่ง ปากเล็กสีแดงระเรื่อ ใบหน้ากลมอ่อนเยาว์น่าทะนุถนอม คล้ายกับชาติที่แล้วของเธออยู่เจ็ดแปดส่วน
หลิวหงป๋อยืนรออยู่ชั้นล่างเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่เห็นหร่วนชีชีลงมา อารมณ์เริ่มเสีย
ยัยบ้านนอกนี่ช่างหยิ่งผยองเสียจริง
แต่ได้ยินพี่สาวบอกว่ายัยนี่หน้าตาไม่เลวพอใช้
พอดีช่วงนี้เขากับพวกพี่น้องขาดของเล่นมาพักใหญ่ หร่วนชีชีมาถึงได้ถูกเวลาพอดี
“มาหาฉันเหรอ?”
หร่วนชีชีปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลิวหงป๋อราวกับภูตผี
พอหลิวหงป๋อเห็นใบหน้าของเธอ แววตาก็เปล่งประกายด้วยความตะลึง
ยัยบ้านนอกคนนี้ช่างขาวผ่องอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าสาวในเมืองเสียอีก
ถึงกับทำให้เขาเริ่มเสียดาย ไม่อยากแบ่งให้พวกพี่น้องแล้ว
“คุณตาของฉันคือผู้บัญชาการลู่ ท่านให้พี่สาวฉันมาขอโทษเธอ ตอนนี้พี่ฉันรออยู่ที่ร้านอาหาร ฉันมารับเธอ”
หน้าตาของหลิวหงป๋อถือว่าหล่อเหลาใช้ได้ ดูดีกว่าพี่สาวอย่างหลิวหงหลิงมาก แถมบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
ถ้าดูแค่ภายนอก ใครก็ต้องคิดว่าเขาเป็นคนดี
ยิ่งเขาอ้างชื่อผู้บัญชาการลู่ออกมา เหตุผลก็ดูสมเหตุสมผล
ชาติที่แล้ว เจ้าของร่างเดิมก็ถูกหลอกด้วยวิธีนี้เอง
เธอตามหลิวหงป๋อไปที่ร้านอาหาร แล้วก็ถูกทำร้าย
“ได้สิ”
หร่วนชีชีทำท่าขวยเขิน เดินตามหลังหลิวหงป๋ออย่างอิดออด
หลิวหงป๋อปั่นจักรยานมา เขาให้หร่วนชีชีนั่งซ้อนท้าย
“บอกชื่อร้านมาก็พอ ฉันนั่งรถเมล์ไปเอง”
หร่วนชีชีปฏิเสธจะนั่งจักรยานกับเขา
เหตุผลของเธอฟังขึ้นมาก ชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกัน
ไม่ว่าหลิวหงป๋อจะพูดหว่านล้อมอย่างไร เธอก็ไม่เปลี่ยนใจ
แต่ความจริงแล้ว...หร่วนชีชีแค่รำคาญเบาะจักรยานที่นั่งแล้วเจ็บก้น
ที่สำคัญกว่านั้น เธอรังเกียจหลิวหงป๋อ ต่อให้นั่งจักรยานคันเดียวกับเขา เธอก็รู้สึกขยะแขยง
หลิวหงป๋อโกรธจนแทบด่าออกมา
ในใจด่ายัยบ้านนอกว่าดีไม่รู้จักรับ
แต่ไม่เป็นไร...
พอถึงร้านอาหารเมื่อไร ยัยสารเลวคนนี้ได้รู้แน่!
“งั้นฉันพาเธอไปขึ้นรถเมล์ก็แล้วกัน”
หลิวหงป๋อยังคงยิ้มเหมือนเดิม
แต่แววตาหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบคุณนะ”
หร่วนชีชีกล่าวขอบคุณอย่างเขินอาย ทำตัวเหมือนสาวบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลก
หลิวหงป๋อมองเธอด้วยสายตาดูแคลน
พี่สาวยังบอกว่ายัยนี่อาละวาดไม่เกรงใคร
ดูท่าจะพูดเกินจริงไปมาก
ในสายตาเขา ก็เป็นแค่สาวบ้านนอกไร้ประสบการณ์คนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อหร่วนชีชีขึ้นรถเมล์แล้ว หลิวหงป๋อก็ปั่นจักรยานตรงไปที่ห้องส่วนตัวในร้านอาหารก่อน
“น้องสาวล่ะ?”
ในห้องมีชายหนุ่มสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวอยู่สามคน
เมื่อเห็นหลิวหงป๋อมาคนเดียว ทุกคนก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ
“เดี๋ยวก็มาถึง รอบนี้รับรองว่าสาวคนนี้เด็ดจริงๆ พวกนายหลบก่อน อย่าให้เธอเห็น”
หลิวหงป๋อพูดด้วยน้ำเสียงประจบ
ในกลุ่มคุณชายเสเพลเหล่านี้ ฐานะทางบ้านของเขาแย่ที่สุด
ลูกคุณหนูพวกนี้ล้วนเติบโตในเขตบ้านพักข้าราชการ
พ่อแม่ไม่เป็นผู้บริหารในกองทัพ ก็เป็นข้าราชการรัฐบาล
หนึ่งในนั้น พ่อยังเป็นรองผู้อำนวยการคณะกรรมการปฏิวัติปฏิวัติเมืองถานโจวอีกด้วย
ส่วนพ่อแม่ของหลิวหงป๋อเป็นเพียงคนงานโรงงาน
หากไม่มีคุณตาเป็นผู้บัญชาการ เขาคงไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะนั่งโต๊ะเดียวกับคนพวกนี้
“จะสวยกว่าคุณหนูตระกูลนายทุนคนนั้นอีกเหรอ?”
ชายหน้าตาเย็นชาคนหนึ่งหัวเราะเบาๆ
เขาชื่อสือเสี่ยวจวิน พ่อของเขาคือรองผู้อำนวยการคณะกรรมการปฏิวัติปฏิวัติ และเป็นหัวโจกของกลุ่มนี้
“สวยกว่าชัวร์ ยัยบ้านนอกคนนี้สวยจริง ฉันเคยหลอกพวกนายเมื่อไรกัน!”
หลิวหงป๋อ ตบ อกรับประกัน
ดวงตาของสือเสี่ยวจวินและอีกสองคนสว่างวาบ
คุณหนูตระกูลนายทุนคนก่อนก็สวยมากแล้ว
พวกเขาเล่นสนุกกับเธออยู่หลายวัน
น่าเสียดาย...สุดท้ายเธอกระโดดตึกตาย
ทั้งสามขึ้นไปเล่นไพ่บนห้องว่างชั้นสาม
หนึ่งในนั้นเป็นผู้จัดการของร้านอาหารแห่งนี้
ร้านอาหารจึงกลายเป็นสถานที่กินดื่มเที่ยวเล่นของพวกเขา
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หร่วนชีชีจึงมาถึง
หลิวหงป๋อรออยู่หน้าร้านอาหาร พอเห็นเธอก็ยิ้มกว้าง ก่อนพาเข้าไปยังห้องส่วนตัว
“ไหนว่าจะมาขอโทษ แล้วทำไมหลิวหงหลิงยังไม่มา?”
หร่วนชีชีแกล้งถาม
“พี่สาวฉันทำงานที่โรงพยาบาล พอดีมีคนไข้ฉุกเฉิน เลยติดงาน เดี๋ยอจัดการเสร็จก็มา”
หลิวหงป๋อโกหกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
อีกทั้งใบหน้าของเขาก็ดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง ชวนให้คนเชื่อถือ
ชาติที่แล้ว เจ้าของร่างเดิมก็ถูกใบหน้า "คนดี" แบบนี้หลอกจนหมดท่า
หร่วนชีชีนั่งลง “สั่งอาหารเถอะ ฉันหิวแล้ว”
ตรงกับความต้องการของหลิวหงป๋อพอดี
เขารีบลงไปสั่งอาหาร ตอนกลับมา ในมือมีน้ำอัดลมสองขวด ฝาถูกเปิดไว้แล้ว ทั้งยังเสียบหลอดเรียบร้อย
“อาหารต้องรออีกสักพัก ดื่มน้ำก่อนสิ”
หลิวหงป๋อยื่นให้ หร่วนชีชีรับมา แต่ยังไม่รีบดื่ม
หลิวหงป๋อเริ่มร้อนใจ จึงยิ้มพลางพูดว่า
“อยู่ชนบทคงไม่เคยดื่มแบบนี้ใช่ไหม รสชาติดีมากเลยนะ”
“กระเพาะฉันไม่ค่อยดี ดื่มของเย็นแล้วปวดท้อง”
หร่วนชีชีหาเหตุผลส่งๆ
“โทษที ฉันไม่ถามก่อน เดี๋ยวไปเอาน้ำร้อนมาให้”
หลิวหงป๋อรีบวิ่งลงไปข้างล่าง
ไม่นานก็ยกกะละมังน้ำร้อนใบใหญ่มา ให้เธอแช่น้ำอัดลมให้อุ่นก่อนดื่ม
“ขอบคุณนะ นายเป็นคนดีจริงๆ”
หร่วนชีชีพูดด้วยสีหน้าซาบซึ้ง เธอวางขวดน้ำอัดลมลงในน้ำร้อน พอมันอุ่นแล้ว ก็ยกขึ้นดูดคำใหญ่
ก่อนจะถอนหายใจด้วยความพอใจ
“อร่อยจริงๆ”
หลิวหงป๋อจึงโล่ง อก เขาเองก็หยิบน้ำอัดลมของตัวเองขึ้นดื่ม
วันนี้วิ่งขึ้นลงทั้งวัน เขากระหายน้ำจริงๆ จึงดื่มหมดขวดในรวดเดียว
“เวียนหัวจัง...”
หร่วนชีชียกมือกุมศีรษะ ก่อนฟุบลงกับโต๊ะอย่างอ่อนแรง
“สหายหร่วน?”
หลิวหงป๋อดีใจจนแทบกระโดด
คิดว่ายาออกฤทธิ์แล้ว แต่ทันใดนั้น... เขากลับรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเช่นกัน
จึงสะบัดศีรษะแรงๆ คงเป็นเพราะช่วงนี้เที่ยวหนักเกินไป ร่างกายเลยทรุด
หลังเล่นกับยัยบ้านนอกคนนี้เสร็จ เขาคงต้องหายาบำรุงมากินเสียหน่อย
หร่วนชีชีเอนตัวพิงเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง
ปล่อยให้เขาประคองขึ้นไปชั้นสาม
ชั้นสามมีแต่ห้องว่าง หนึ่งในนั้นถูกพวกหลิวหงป๋อดัดแปลงเป็นห้องพัก
เด็กสาวหลายคนเคยถูกพวกเขาทำร้ายในห้องนี้
หลิวหงป๋อรู้สึกว่าตัวเองร้อนขึ้นเรื่อยๆ
เขาฝืนประคองหร่วนชีชีไปถึงห้องพัก ก่อนผลักประตูเข้าไปอย่างแรง
สามคนที่กำลังเล่นไพ่อยู่หันมามอง
เมื่อเห็นหร่วนชีชี ดวงตาก็สว่างวาบ
สวยจริง...ครั้งนี้หลิวหงป๋อไม่ได้หลอก
“ร้อน...ร้อนจะตายอยู่แล้ว...”
หลิวหงป๋อหน้าแดงก่ำ
ดวงตาเต็มไปด้วยความกำหนัด
สายตาที่มองสือเสี่ยวจวินและพวกกลับหวานเยิ้มยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
“นายเป็นบ้าอะไรของนาย ไปให้พ้น!”
สือเสี่ยวจวินขนลุกไปทั้งตัว รีบผลักหลิวหงป๋อออก แล้วเอื้อมมือจะไปรับหร่วนชีชี
ส่วนอีกสองคนไม่ได้แย่ง
ในกลุ่มของพวกเขา พ่อของสือเสี่ยวจวินมีตำแหน่งสูงที่สุด
ดังนั้นทุกครั้งที่มีผู้หญิง...สือเสี่ยวจวินจะได้ก่อนเสมอ
ไม่มีใครกล้าแย่ง สือเสี่ยวจวินที่ถูกตัณหาครอบงำ ไม่ทันสังเกตเลยว่า
หร่วนชีชีลืมตาขึ้นแล้ว ในมือของเธอมีแป้งสาลีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งกำ
เธอสาดแป้งเข้าใส่หน้าของเขาเต็มแรง
แป้งเข้าตาจนสือเสี่ยวจวินมองไม่เห็นไปชั่วขณะ
อีกสองคนเพิ่งตั้งสติได้ รีบพุ่งเข้ามาจะจับเธอ
แต่ก็ถูกแป้งอีกกำสาดใส่เต็มหน้า ทั้งสามคนกลายเป็นคนตาบอดชั่วคราว
พวกเขาด่าทอพลางขยี้ตา
จนถึงตอนนี้...ยังไม่รู้เลยว่า หายนะกำลังมาเยือน
หร่วนชีชีไม่เสียเวลาพูด ในมือของเธอมีไม้เบสบอลเพิ่มขึ้นมา
เธอฟาดทั้งสามคนอย่างคล่องแคล่วจนหมดสติ
จากนั้นก็ป้อนยาเม็ดสีฟ้าคนละสองเม็ด
หยิบมาจากร้านขายยาขนาดใหญ่ในมิติ
ส่วนหลิวหงป๋อ...เธอไม่จำเป็นต้องป้อน
เพราะในน้ำอัดลมขวดนั้นมียาอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ในห้องส่วนตัว เธอสลับขวดเอาไว้เรียบร้อย
“ร้อน...ร้อนจะตายแล้ว... พี่จวิน~~”
หลิวหงป๋อสติเลือนรางไปแล้ว ตอนนี้เขาแค่อยากหาอะไรเย็นๆ มาดับความร้อน
เขาจึงโผเข้าไปกอดสือเสี่ยวจวินที่อยู่ใกล้ที่สุด
คำว่า "พี่จวิน" ที่เรียกออกมานั้นอ่อนหวานวกวน ยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
หร่วนชีชีถึงกับตัวสั่น ชวนขนลุกจริงๆ
ผ่านไปกว่าสิบนาที
ฤทธิ์ยาภายในร่างของสือเสี่ยวจวินทั้งสามก็เริ่มออกฤทธิ์
ทั้งสามฟื้นขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่า
...
หร่วนชีชีหยิบเมล็ดทานตะวันรสเครื่องเทศออกมาหนึ่งห่อ นั่งแทะไปพลาง ดูละครไปพลาง
เธอชอบดูละครที่ชวนปวดตาแบบนี้ที่สุด
บรรยากาศเช่นนี้... ควรมีบทเพลงประกอบเสียหน่อย
“เบญจมาศโรยร่วง บาดแผลเกลื่อนพื้น รอยยิ้มของเธอเลือนสีซีดจาง ดอกไม้ร่วง คนก็ช้ำใจ...”
หร่วนชีชีฮัมเพลงเบาๆ
เพลงนี้ช่างเข้ากับสถานการณ์เสียจริงๆ