หร่วนชีชีเหลือบมองไปทางห้องครัว ก่อนจะพูดกับลู่เหยาอย่างประหลาดใจว่า “แม่เลี้ยงของนายแค่ทอดขนมไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้โครมครามขนาดนั้น?”
“เธอทนไม่ไหว เลยเอาของแหลมแทงก้นหม้อทะลุแล้ว!”
ลู่เหยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเดาถูกเผง
ลู่เต๋อเซิ่งเองก็คร้านจะโมโหกับพวกเขาแล้ว ความเคยชินของคนเรานั้นน่ากลัวจริงๆ ตอนนี้ต่อให้ได้ยินคำพูดที่ไม่เคารพพ่อแม่เหล่านี้ เขาก็สามารถรักษาความสงบในใจเอาไว้ได้แล้ว
อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าคำพูดของหร่วนชีชีก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
น้องชายสองคนของลู่เหยาเติบโตอยู่ข้างกายเขากับหลินม่านอวิ๋นมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยผ่านความลำบาก แถมยังถูกเลี้ยงดูจนบอบบางเอาแต่ใจ ในฐานะลูกผู้ชาย ก็ต้องไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย หากทำตัวบอบบางอ่อนแอเกินไป สุดท้ายก็ไม่ต่างจากผู้ชายตุ้งติ้งแล้ว
ท่าทางครุ่นคิดของลู่เต๋อเซิ่งตกอยู่ในสายตาของหลินม่านอวิ๋น ทำให้หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปถึงก้นเหว
อยู่กินกับเขามายี่สิบกว่าปี หลินม่านอวิ๋นรู้จักผู้ชายคนนี้ดีเกินไป ลู่เต๋อเซิ่งคงถูกยัยเด็กบ้าคนนั้นพูดจนหวั่นไหวไปแล้วแน่ๆ
“เหล่าลู่ ขนมทอดเสร็จแล้ว รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ!”
หลินม่านอวิ๋นขัดจังหวะความคิดของลู่เต๋อเซิ่ง แล้ววางจานขนมทอดที่ไหม้ไปเล็กน้อยลงบนโต๊ะ
“ทำไมถึงทอดไหม้ล่ะ หรือว่าแม่เลี้ยงของนายเจาะก้นหม้อทะลุจริงๆ ?”
หร่วนชีชีร้องโวยวายด้วยความตกใจ
“เป็นไปได้มาก เพราะแม่เลี้ยงของผมไม่ชอบที่สุดก็คือการเห็นผมมีอนาคต พอโกรธขึ้นมาก็เป็นเรื่องปกติที่จะเจาะก้นหม้อทะลุ!”
ลู่เหยารับมุกอย่างเข้าขา
หว่างคิ้วของหลินม่านอวิ๋นกระตุก เธอกัดฟันอธิบายว่า “ไฟแรงเกินไป ตอนกลับด้านช้าก็เลยไหม้ พวกเธอกินกับข้าวพอไหม? ให้ฉันไปผัดเพิ่มอีกหน่อยไหม?”
“พอก็พออยู่หรอก แต่ในเมื่อคุณอยากผัดขนาดนั้น งั้นก็ผัดกับข้าวดีๆ เพิ่มอีกสักหลายจานเถอะ ฉันกับลู่เหยากินหมดแน่นอน”
หร่วนชีชีไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ขอเพียงหลินม่านอวิ๋นยอมไปผัดเพิ่ม ต่อให้ต้องกินจนอาหารจุกถึงคอ เธอก็จะกินให้หมด
“ไปผัดเถอะ!”
ลู่เต๋อเซิ่งเอ่ยปาก ยังไงก็จะปล่อยให้คนอื่นกินไม่อิ่มไม่ได้
ในปากของหลินม่านอวิ๋นแทบจะมีรสคาวเลือดแล้ว แต่เธอไม่กล้าแสดงออกแม้แต่น้อย ยังคงต้องฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าครัวไปทำอาหาร โชคดีที่ในบ้านยังมีหม้ออีกใบ
หร่วนชีชีแอบตามเข้าไปในครัว พอเห็นหลินม่านอวิ๋นหยิบหม้อใบใหม่ออกมาจากตู้ ก็ร้องเสียงดังทันทีว่า “แย่แล้ว ลู่เหยา แม่เลี้ยงของนายเจาะก้นหม้อทะลุจริงๆ ด้วย เธอต้องโกรธแค่ไหนกันถึงได้ทำขนาดนี้!”
“เรื่องแปลกจริงๆ เจาะก้นหม้อจนทะลุได้ด้วย แถมในสวนผักหญ้ายังขึ้นสูงกว่าผักอีก แรงเยอะขนาดนั้น ทำไมไม่ไปถางหญ้าล่ะ?”
ลู่เหยา ถึงกับไม่กินข้าวต่อแล้ว รีบวิ่งเข้าไปดูเรื่องสนุกในครัว เขากับหร่วนชีชียืนคนละข้างของกรอบประตู แล้วพากันพูดเหน็บแนมอีกยก
ลู่เต๋อเซิ่งเดินหน้าตึงเข้ามา และบังเอิญเห็นหลินม่านอวิ๋นกำลังจะซ่อนหม้อที่พังอยู่พอดี รอยแตกที่เพิ่งเกิดใหม่เอี่ยมทำให้ขมับของเขากระตุกด้วยความปวดหัว
“เหล่าลู่ หม้อใบนี้ใช้มาหลายปีแล้ว มันไม่แข็งแรงแล้ว!”
หลินม่านอวิ๋นรีบแก้ตัว
“ถ้าโกรธก็คือโกรธสิ จะไปใส่ร้ายหม้อทำไม ก่อนหน้านี้ไม่พัง หลังจากนี้ก็ไม่พัง ดันมาพังตอนลู่เหยา เลื่อนตำแหน่งพอดี ช่างบังเอิญจริงๆ นะ!”
หร่วนชีชีเบ้ปาก พูดเหน็บแนมอย่างเปิดเผย
“เป็นเรื่องปกติ แม่เลี้ยงของผมใจแคบยิ่งกว่าปลายเข็มเสียอีก ตอนผมสอบได้คะแนนสูงกว่าลูกชายของเธอ เธอยังต้องโกรธเลย ผมชินแล้ว”
ลู่เหยา เต็มไปด้วยสีหน้าถากถาง ไม่แม้แต่จะมองลู่เต๋อเซิ่ง ก่อนหันหลังกลับไปกินข้าวต่อ
“ก็เข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะเป็นแม่เลี้ยงนี่นะ แน่นอนว่าต้องอยากให้ลูกแท้ๆ ของตัวเองได้ดี ถ้านายคิดแบบนี้ ถึงนายจะไม่มีความรักจากพ่อแม่ แต่นายก็มีอนาคตที่สุดไม่ใช่เหรอ!”
หร่วนชีชีปลอบเขาหนึ่งประโยค แล้วเดินกลับไปกินข้าวเช่นกัน
คำพูดเหล่านี้ราวกับเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจของลู่เต๋อเซิ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ลู่เหยา พูดถึงการสอบ ทำให้เขามองหลินม่านอวิ๋นด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้เขามักคิดว่าผลการเรียนของลู่เหยา ย่ำแย่ เพราะไม่ขยันมากพอ ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นฝีมือของภรรยา หรือว่าจริงๆ แล้วเธอกำลังคอยกดลู่เหยา อยู่?
“เหล่าลู่ ฉันไม่ได้ทำ... หม้อใบนี้เดิมทีก็ใกล้จะพังอยู่แล้ว ลู่เหยา มีอนาคต ฉันดีใจยิ่งกว่าใครจริงๆ นะ!”
หลินม่านอวิ๋นร้องไห้จนใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา งัดวิธีที่เธอใช้เป็นประจำออกมา แต่กลวิธีที่เคยได้ผลเสมอกลับใช้ไม่ได้ผลในวันนี้
สายตาของลู่เต๋อเซิ่งยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเหลือบมองหม้อที่พัง แล้วมองหลินม่านอวิ๋นอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนเดินออกจากห้องครัว
หลินม่านอวิ๋นยืนอย่างคนเสียขวัญอยู่ในห้องครัว แผ่นหลังเย็นวาบไปหมด เธอรู้แล้วว่าลู่เต๋อเซิ่งเริ่มสงสัยเธอ
ลู่เหยา ไอ้เด็กสารเลวนี่ เมื่อก่อนทำไมมันไม่อดตายไปเสียก็ไม่รู้!
หร่วนชีชีกับลู่เหยา กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินกับข้าวจนหมดทุกอย่าง ส่วนลู่เต๋อเซิ่งแทบไม่ได้กินกับข้าว เขากินขนมจนท้องอิ่มแล้ว
“ไป ไปบ้านพ่อเลี้ยงของนายขอซองอั่งเปากัน”
หร่วนชีชีลุกขึ้นอย่างเด็ดขาด เวลาเป็นสิ่งมีค่า จะมัวชักช้าไม่ได้
“จะเอาซองอั่งเปาอะไร?”
พอเป็นเรื่องของโม่ชิวเฟิง หูของลู่เต๋อเซิ่งก็ไวเป็นพิเศษ เขาคอยแอบเปรียบเทียบตัวเองกับโม่ชิวเฟิงมาตลอด ตั้งใจอยากเอาชนะจิ้งจอกเฒ่าคนนี้ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของหยวนฮุ่ยหลานในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด
ไม่ใช่ว่าเขายังมีความรู้สึกต่อหยวนฮุ่ยหลาน แต่เขาไม่ยอมแพ้
เพราะหยวนฮุ่ยหลานเคยบอกเขาว่าโม่ชิวเฟิงเก่งกว่าเขาหลายร้อยเท่า ตอนนั้นเธอตาบอดถึงได้แต่งงานกับเขา โชคดีที่กลับตัวกลับใจได้ทันเวลา และแต่งงานกับโม่ชิวเฟิง
คำพูดเหล่านี้ทำให้ลู่เต๋อเซิ่งโมโหแทบตาย นับแต่นั้นมา เขาก็ถือโม่ชิวเฟิงเป็นคู่แข่งมาตลอด
แพ้ใครก็ได้ แต่เขาจะแพ้โม่ชิวเฟิงไม่ได้เด็ดขาด!
“ลู่เหยา เลื่อนตำแหน่งแล้ว ในฐานะผู้ใหญ่ไม่ควรให้อั่งเปาแสดงความยินดีสักหน่อยเหรอ เอาล่ะ พวกเราไปก่อนนะ ลาก่อน!”
หร่วนชีชีโบกมือ แล้วลากลู่เหยา เดินออกไปข้างนอก
“ห้า สี่ สาม สอง...”
หร่วนชีชีนับเลขในใจ และเป็นอย่างที่คิด พอเธอนับถึงสอง ก็ได้ยินเสียงลู่เต๋อเซิ่งดังขึ้นว่า “ม่านอวิ๋น ไปห่ออั่งเปาให้เสี่ยวเหยา เอาให้หนาหน่อย”
เธอกับลู่เหยา สบตากันแล้วหัวเราะ ก่อนจะหันกลับมาอย่างคล่องแคล่ว รอรับอั่งเปา
หร่วนชีชียังพูดขึ้นอีกว่า “ครั้งก่อนไปบ้านตระกูลโม่ ลุงโม่ให้อั่งเปาของขวัญพบหน้าตั้งห้าสิบหยวนแน่ะ ใจกว้างจริงๆ !”
ขมับของลู่เต๋อเซิ่งยิ่งปวดตุบๆ เขาแอบด่าโม่ชิวเฟิงว่าไร้ยางอาย ลับหลังแอบให้อั่งเปาโดยไม่บอกเขาสักคำ ทำให้ตอนนี้เขาถูกยัยเด็กบ้านี่เหน็บแนมว่าใจแคบ
เพื่อไม่ให้ตัวเองแพ้โม่ชิวเฟิง ลู่เต๋อเซิ่งจึงไปที่ห้องด้วยตัวเองแล้วห่ออั่งเปา
หลินม่านอวิ๋นห่ออั่งเปาสิบหยวนเอาไว้แล้ว นี่เป็นจำนวนสูงสุดที่เธอยอมรับได้ หากลู่เต๋อเซิ่งไม่ได้กำชับให้ห่อหนาๆ เธอคงห่อให้แค่หนึ่งหยวนเท่านั้น
เพราะในสายตาของเธอ เงินทุกหยวนของตระกูลลู่ล้วนเป็นของเธอกับลูกชาย ลู่เหยา กับลู่ชุนเฉ่าไม่มีสิทธิ์ใช้
“ฉันบอกให้เธอห่อหน่อยไม่ใช่เหรอ ห่อสิบหยวนแบบนี้ อยากให้โม่ชิวเฟิงเอาไปหัวเราะเยาะหรือไง?”
น้ำเสียงของลู่เต๋อเซิ่งเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขารู้สึกว่าจู่ๆ หลินม่านอวิ๋นก็ไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย ใบหน้าที่แต่เดิมทำให้เขารู้สึกว่าอ่อนโยนและงดงาม กลับดูมีความเห็นแก่เงินและเจ้าเล่ห์เพิ่มขึ้นมา
หลินม่านอวิ๋นกัดฟันกรอด แล้วห่ออั่งเปาสองซอง แต่ละซองใส่ห้าสิบหยวน เพราะลู่เต๋อเซิ่งบอกว่าเด็ดขาดว่าจะยอมแพ้โม่ชิวเฟิงไม่ได้
หนึ่งร้อยหยวนเชียวนะ กลับต้องยกให้ลู่เหยา ไปง่ายๆ แบบนี้ หลินม่านอวิ๋นเจ็บปวดใจจนแทบจะเป็นลม
แม้จะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่หลินม่านอวิ๋นก็ไม่กล้าขัดขืน เธอถืออั่งเปาสองซองออกไป แล้วส่งให้ลู่เหยา
ลู่เหยา ไม่แม้แต่จะมอง เขากลับยื่นต่อให้หร่วนชีชีทันที
หลินม่านอวิ๋นอดเหน็บแนมไม่ได้ว่า “เสี่ยวเหยานี่รู้จักคิดจริงๆ ยังไม่แต่งงานก็รู้จักเอาเงินส่งให้แฟนแล้ว”
ลู่เต๋อเซิ่งขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าลู่เหยา ช่างโง่จริงๆ ยังไม่แต่งงานจะเอาเงินให้ผู้หญิงได้ยังไง ดูเหมือนยอมผู้หญิงเกินไป แค่นี่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้าน ฝ่ายชายกลับถูกฝึกจนเชื่องขนาดนี้แล้ว ทำเอาเขาโมโหแทบตาย
“เมื่อกี้ลืมบอกไป ฉันกับลู่เหยา จดทะเบียนสมรสกันแล้ว! ดูสิ นี่ใบทะเบียนสมรสของพวกเรา เพราะฉะนั้น ฉันขอเชิญพวกคุณสองคนอย่างเป็นทางการ พรุ่งนี้ตอนเย็นมาที่บ้านของพวกเรา มาดื่มเหล้ามงคลกันนะคะ!”
หร่วนชีชีหยิบใบทะเบียนสมรสสองใบออกมา โบกไปมาตรงหน้าหลินม่านอวิ๋นสองสามครั้ง แถมยังเชิญพวกเขาไปงานแต่งด้วย
หลินม่านอวิ๋นรู้สึกมืดวาบตรงหน้า เธออยากฆ่ายัยเด็กบ้านี่ให้ตายจริงๆ ตั้งใจทำกันชัดๆ ตอนเข้าบ้านไม่ยอมบอก พอเธอให้อั่งเปาสองซองแล้วถึงค่อยบอก พรุ่งนี้ยังต้องไปกินงานแต่งและต้องห่ออั่งเปาเพิ่มอีก
อั่งเปาสามซองเชียวนะ! เจ็บใจจะตายอยู่แล้ว!