แววตาของลู่เฟิงเปลี่ยนเป็นคมเข้มในชั่วพริบตา เขาจ้องหวังลู่เขม็ง ราวกับต้องการเตือนให้อีกฝ่ายหุบปากและออกไปจากห้องเสียก่อนที่จะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นมากกว่านี้
“เอ่อ ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
หวังลู่ถูกจ้องจนสะดุ้ง เขารีบหมุนตัวแล้วเผ่นออกจากห้องผู้ป่วยด้วยท่าทางลนลาน ไม่คิดจะอยู่รอดูเหตุการณ์ต่อแม้แต่น้อย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง สีหน้าของเธอยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวังลู่ถึงได้รีบร้อนหนีออกไปเช่นนั้น
“มีอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไร”
ลู่เฟิงเม้มริมฝีปากแน่น เขาอดทนมาจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว ความทรมานที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ได้มาจากความเจ็บปวดของบาดแผลแม้แต่น้อย
“พอหรือยัง?”
“อย่าขยับสิ ฉันยังแกะไม่หมด!”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวตบขาของเขาเบาๆ เป็นเชิงห้ามไม่ให้หดกลับ เธออุตส่าห์ค่อยๆ แกะผ้าก๊อซที่ติดกับบาดแผลออกมาได้เกือบหมดแล้ว เหลืออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากหยุดมือในตอนนี้ สิ่งที่ทำมาตั้งแต่แรกก็จะเสียเปล่า
เมื่อเห็นกล้ามเนื้อบริเวณขาของเขาเกร็งแน่น เธอก็เข้าใจไปเองว่าคงเผลอทำให้เขาเจ็บ จึงก้มลงเป่าลมเย็นเบาๆ ลงบนบาดแผล พยายามช่วยบรรเทาความเจ็บให้เขาอย่างตั้งใจ
“เจ็บใช่ไหม? ฉันเป่าให้นะ อดทนอีกนิด ใกล้เสร็จแล้ว”
ลู่เฟิงกำผ้าปูเตียงเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วเกร็ง แม้จะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ความร้อนแรงที่พุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกายกลับไม่ยอมสงบลงง่ายๆ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่รู้ถึงความผิดปกตินั้น เธอยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการกับผ้าก๊อซ จนในที่สุดก็แยกส่วนที่ติดแน่นกับบาดแผลออกได้ทั้งหมด
ลู่เฟิงยกมือขึ้นปิดหน้า ไม่กล้ามองเธอตรงๆ ทว่าเขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างของหญิงสาวชะงักแข็งไปชั่วขณะ เขากำลังจะปริปากอธิบาย แต่ความรู้สึกเย็นสบายจากยาที่สัมผัสบาดแผลกลับแทรกเข้ามาเสียก่อน
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวทำเหมือนไม่เห็นสิ่งใดทั้งนั้น หลังจากหยุดไปเพียงครู่เดียว เธอก็รวบรวมสมาธิทั้งหมดกลับมาอยู่กับการทำแผล สีหน้าของเธอดูจริงจังจนแทบมองไม่เห็นความผิดปกติ
เธอโรยยาห้ามเลือดยูนนานลงบนบาดแผลอย่างระมัดระวัง ก่อนใช้ผ้าก๊อซผืนใหม่พันปิดแผลให้เรียบร้อย ทุกการเคลื่อนไหวเบามือและประณีต เพราะไม่อยากทำให้เขาเจ็บมากกว่าเดิม
เมื่อผูกผ้าก๊อซเสร็จ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวจึงกระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ
“คุณพักก่อน ฉันจะเอาของไปคืนพยาบาล”
“ได้”
ลู่เฟิงตอบรับอย่างรีบร้อน จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างกายของตัวเอง ผิวสีเข้มของเขามีสีแดงเรื่อซ่อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวทั้งอับอายและทำอะไรไม่ถูก
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวถือถาดแล้วรีบเดินออกจากห้องผู้ป่วย ฝีเท้าของเธอเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ลู่เฟิงจึงไม่มีโอกาสเห็นดวงตาที่เป็นประกายของเธอ
เมื่อมาถึงห้องพยาบาล ฟู่เสี่ยวเสี่ยววางถาดลงบนโต๊ะและกำลังจะเดินกลับ แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงของหลี่ลู่ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“คุณไม่คู่ควรกับผู้บังคับกองพันลู่!”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง เห็นหลี่ลู่กอดอกเดินเข้ามาหา ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความดูแคลน ราวกับตัดสินเธอเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“ผู้บังคับกองพันลู่ยังหนุ่มและมีอนาคต เขาควรได้ภรรยาที่ดีกว่านี้ คนที่ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของเขาได้ ไม่ใช่หญิงบ้านนอกไร้ความรู้ที่ช่วยอะไรเขาไม่ได้อย่างคุณ”
หลี่ลู่กวาดตามองฟู่เสี่ยวเสี่ยวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ในสายตาของเธอ ผู้หญิงคนนี้มีดีเพียงใบหน้าสวยเท่านั้น นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมกับลู่เฟิงสักอย่าง
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้โกรธจนเสียอาการ เธอกลับมองสำรวจหลี่ลู่ตั้งแต่บนลงล่าง ก่อนกะพริบตาถามอย่างจริงจัง
“คุณเป็นแม่พันธุ์ชั้นสูงเหรอ?”
“พูดบ้าอะไรของคุณ? คุณนั่นแหละแม่หมู!”
หลี่ลู่ถลึงตาใส่เธอด้วยความโกรธ สีหน้ารังเกียจยิ่งกว่าเดิม
“คนบ้านนอกก็หยาบคายแบบนี้”
“ใช่สิ คุณเป็นคนเมือง คุณสูงส่ง คุณถึงได้เอาคนมาเทียบกันเหมือนเลือกหมูผสมพันธุ์ เที่ยวถามว่าใครคู่ควรกับใคร การแต่งงานตัดสินกันด้วยคำว่าคู่ควรอย่างเดียวรึไง? ความสมัครใจของคนสองคนไม่มีความหมายเลยรึไง? แค่ฐานะเหมาะกันก็ต้องจับมาผสมพันธุ์เลยรึไง?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกลอกตามองอีกฝ่ายอย่างหมดความอดทน พอพูดถึงเรื่องคู่ควร หลี่ลู่ก็ทำราวกับว่าการแต่งงานเป็นการคัดเลือกสัตว์พันธุ์ดี ฟังแล้วชวนให้เธออยากถ่มน้ำลายใส่หน้าเสียจริง
“คุณ!”
หลี่ลู่ถูกย้อนถามเป็นชุดจนหน้าเปลี่ยนสี ปากขยับอยู่หลายครั้ง แต่กลับหาคำตอบโต้ไม่ได้
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเย็น เธอไม่คิดหยุดเพียงเท่านี้ ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเข้ามาหาเรื่องถึงตรงหน้า เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องเกรงใจ
“ฉันคู่ควรกับเขาหรือไม่ ลู่เฟิงรู้ดีที่สุด คุณมายืนโวยวายแทนเขาทำไม? คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่า มองเห็นไกลกว่า จนตัดสินความรักของคนอื่นได้ทุกเรื่องรึไง?”
เธอมองหลี่ลู่ตรงๆ โดยไม่หลบสายตา น้ำเสียงไม่ได้ดังมาก แต่ทุกถ้อยคำกลับกดอีกฝ่ายจนแทบไม่มีช่องให้เถียง
“ถ้าคุณมีเวลามายุ่งกับชีวิตคู่ของคนอื่น เอาเวลาไปคิดเรื่องของตัวเองดีกว่า ว่าจะมีใครจริงใจกับคุณบ้าง คำพูดประชดประชันพวกนั้นไม่ได้มีน้ำหนักอะไร นอกจากทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณกำลังอิจฉา”
มุมปากของฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองหลี่ลู่ไม่มีความหวั่นเกรงอยู่แม้แต่น้อย
“นอกจากใช้คำพูดแย่ๆ ทำร้ายคนอื่น คุณมีอะไรดีอีก? คิดว่ากดฉันให้ต่ำแล้วตัวเองจะดูสูงขึ้นรึไง?”
หลี่ลู่หน้าซีดลงเรื่อยๆ ความมั่นใจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ถูกคำพูดของฟู่เสี่ยวเสี่ยวทำลายลงทีละน้อย ถึงอยากสวนกลับ แต่ก็หาประโยคที่มีเหตุผลมาหักล้างไม่ได้
“ฉันไม่รับความเห็นสูงส่งของคุณ และช่วยสำรวมตัวด้วย อย่าเข้ามายุ่งกับครอบครัวของฉันอีก ลู่เฟิงแต่งงานกับฉันแล้ว ไม่ว่าคุณจะเห็นว่าคู่ควรแค่ไหน เขาก็เป็นสามีฉัน ถ้าคุณยังตามตื๊อลู่เฟิง ฉันจะไปให้ผู้บัญชาการกองพลตัดสิน คุณคิดทำลายชีวิตแต่งงานของทหาร รู้ไหมว่ามีความผิดอะไร?”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงทั้งสองเผชิญหน้ากันตรงๆ และฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็เป็นฝ่ายกุมสถานการณ์เอาไว้ทั้งหมด หลี่ลู่ถูกโต้กลับจนใบหน้าขาวซีด ไม่อาจพูดแก้ต่างให้ตัวเองได้แม้แต่ประโยคเดียว
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลง
“อีกเรื่องหนึ่ง ความดีความชอบทั้งหมดของลู่เฟิงมาจากการเอาชีวิตเข้าแลก เขาไม่ใช่คนที่คิดใช้ทางลัด คุณคิดจริงๆ เหรอว่าเขาจะแต่งงานกับคุณเพราะฐานะของคุณ? แค่เรื่องนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าคุณไม่เคยเข้าใจเขา”
เธอเดินผ่านหลี่ลู่ไปช้าๆ รอยยิ้มจางบนใบหน้าแฝงความดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง
“คุณเอาฐานะคนเมืองมาข่มฉัน น่าขันจริงๆ ถ้าจะเทียบทั้งหน้าตาและรูปร่าง คุณกับฉันอยู่ระดับเดียวกันรึไง? ยังไม่ต้องพูดถึงความคิด ฝีมือทำอาหาร หรือนิสัย คุณมีเรื่องไหนสู้ฉันได้บ้าง?”
สีหน้าของหลี่ลู่ยิ่งดูแย่ แต่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เปิดโอกาสให้พูดแทรก
“ฐานะของคุณมาจากการเกิดมาในครอบครัวดี ผู้ใหญ่เป็นคนมอบทุกอย่างให้ มันไม่ได้เกิดจากความสามารถของคุณ ส่วนสิ่งที่ฉันมีเป็นของฉันเองทั้งหมด คุณยังกล้าเอาฐานะมาข่มฉันอีกเหรอ?”
เมื่อพูดจบ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ชายตามองหลี่ลู่อีก เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนอยู่เพียงลำพังด้วยสีหน้าน่าเกลียด
หลี่ลู่เห็นถาดที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเพิ่งวางไว้บนโต๊ะ ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้เธออยากคว้าถาดขึ้นมาเหวี่ยงทิ้งเต็มแรง ทว่าเมื่อหันกลับไป ร่างของเธอก็แข็งค้างอยู่ตรงนั้น
ด้านหลังมีพยาบาลหลายคนยืนมองอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ส่วนหัวหน้าพยาบาลกำลังจ้องมือที่จับขอบถาดของเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“สหายหลี่ลู่ พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาแล้ว โรงพยาบาลมีไว้รักษาคน ไม่ใช่สถานที่ให้คุณมาตามหาคู่ ถ้าอยากหาคนแต่งงานด้วย ที่นี่ไม่มีให้เลือก”
สีหน้าของหัวหน้าพยาบาลเย็นชา หลังจากได้ฟังคำพูดที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวจงใจเตือนหลี่ลู่ เธอก็นึกถึงเรื่องที่อีกฝ่ายยื่นคำขอเป็นพิเศษในวันนี้ โดยครับหน้าที่ดูแลลู่เฟิงด้วยตัวเอง
ดูจากสถานการณ์แล้ว หลี่ลู่คงมีเจตนาไม่ดีมาตั้งแต่แรก เธอจงใจเข้าใกล้ลู่เฟิงทั้งที่รู้ว่าเขาแต่งงานแล้ว และกำลังคิดทำเรื่องที่ไม่สมควร
ไม่ว่าหลี่ลู่จะทำสำเร็จหรือไม่ ต่อให้เป็นหลานสาวของรัฐมนตรีหลี่ หัวหน้าพยาบาลก็ไม่อาจเก็บคนเช่นนี้ไว้ทำงานในโรงพยาบาลต่อไปได้
“อะไรนะ? คุณจะไล่ฉันออกเหรอ?”
หลี่ลู่เบิกตากว้าง มองหัวหน้าพยาบาลด้วยความไม่เชื่อ เธอรีบปล่อยมือจากถาดแล้วขึ้นเสียงโต้แย้ง
“ฉันไม่ยอม! ฉันยังไม่ได้ทำอะไร คุณมีสิทธิ์อะไรถึงมาไล่ฉันออก?”
“ฉันจะอธิบายเรื่องนี้กับรัฐมนตรีหลี่ด้วยตัวเอง”
หัวหน้าพยาบาลปรายตามองเธอเพียงแวบเดียว ไม่คิดจะเสียเวลาถกเถียงต่อ จากนั้นจึงหันไปมองเหล่าพยาบาลที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ สีหน้าของเธอเคร่งขึ้นกว่าเดิม
“ว่างกันมากเหรอ? งานของตัวเองเสร็จหมดแล้วหรือไง?”
บรรดาพยาบาลพากันสะดุ้ง รีบแยกย้ายออกจากห้องและกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครกล้ายืนดูเรื่องสนุกต่อ ส่วนหลี่ลู่ยังคงยืนหน้าซีดอยู่ข้างโต๊ะ ไม่คิดมาก่อนว่าเรื่องที่ตนตั้งใจใช้กดฟู่เสี่ยวเสี่ยว จะย้อนกลับมาทำให้ต้องเสียงาน
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกลับมาถึงห้องผู้ป่วยด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นอยู่ แม้เธอจะจัดการหลี่ลู่จนอีกฝ่ายพูดไม่ออก แต่การถูกคนอื่นวิ่งมาต่อว่าเรื่องความเหมาะสมระหว่างเธอกับสามี ย่อมทำให้รู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา
ลู่เฟิงสังเกตเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่เธอเดินเข้าประตูมา สีหน้าของเธอต่างจากตอนออกไปอย่างเห็นได้ชัด เขามองเธออย่างระมัดระวัง ก่อนถามด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้น? มีใครทำให้คุณไม่พอใจเหรอ?”
“คนที่ชื่อหลี่ลู่ชอบคุณ”
น้ำเสียงของฟู่เสี่ยวเสี่ยวมั่นใจมาก นี่ไม่ใช่การคาดเดาหรือคำถาม เพราะหลี่ลู่แสดงเจตนาออกมาชัดเจนจนไม่มีทางเข้าใจเป็นอย่างอื่น
ทันทีที่ได้ยินชื่อหลี่ลู่ ลู่เฟิงก็ปรับท่านั่งและยืดหลังตรง สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมา เขารู้ว่าหากอธิบายไม่ชัดเจน เรื่องนี้อาจกลายเป็นความเข้าใจผิดระหว่างเขากับภรรยาได้
“ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอ”
ลู่เฟิงรีบอธิบายเพราะกลัวว่าฟู่เสี่ยวเสี่ยวจะเข้าใจผิด แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อยและไม่ถนัดเรื่องการอธิบายความรู้สึก แต่ครั้งนี้กลับไม่กล้าปล่อยให้เธอคิดไปเอง
“เมื่อก่อนผู้บัญชาการกองพลเคยคิดจับคู่ให้เราจริง แต่ผมเห็นว่าไม่เหมาะ ผมไม่เคยพูดอะไรให้เธอเข้าใจผิด และเคยบอกชัดแล้วว่าเราเข้ากันไม่ได้”
เพียงแต่หลี่ลู่ทำเหมือนไม่เคยเข้าใจคำปฏิเสธของเขา ไม่ว่าลู่เฟิงจะพูดกี่ครั้ง อีกฝ่ายก็ไม่ยอมฟัง และยังคงหาโอกาสเข้าใกล้เขาอยู่เรื่อยมา
“เมื่อครู่เธอบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับคุณ”
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของลู่เฟิง สีหน้าของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ดีขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องที่ผู้บัญชาการกองพลเคยคิดจับคู่ให้ และยืนยันชัดเจนว่าเคยปฏิเสธหลี่ลู่ไปแล้ว
หากลู่เฟิงไม่เคยปฏิเสธ หลี่ลู่คงได้แต่งงานกับเขาไปตั้งนานแล้ว และฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้กลายเป็นภรรยาของเขา รวมถึงไม่มีโอกาสได้รับงานที่เธอตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้
ในเมื่อลู่เฟิงกล้าพูดเรื่องทั้งหมดออกมาตรงๆ ก็แสดงว่าเขาไม่ได้โกหกเธอ
“เรื่องของเราไม่ต้องให้เธอเห็นด้วย คุณเป็นผู้หญิงที่ดีมาก คนที่เสียเปรียบคือคุณต่างหากที่ต้องมาแต่งงานกับผม”
ไม่ว่าจะเป็นฝีมือทำอาหาร ความใส่ใจที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมีให้ หรือความเอื้อเฟื้อที่เธอแสดงออกมา ลู่เฟิงล้วนมองเห็นด้วยตาของตัวเอง เขาไม่เคยสงสัยในความดีของเธอ และยิ่งไม่เคยคิดว่าเธอไม่เหมาะสมกับตน
“อย่าเก็บคำพูดของเธอมาคิด สำหรับผม เธอไม่ได้สำคัญอะไร คุณต่างหากที่เป็นภรรยาของผม เรื่องในบ้านของเรา คุณเป็นคนตัดสิน”
ลู่เฟิงเริ่มร้อนใจ เขาเป็นคนพูดไม่เก่งและยิ่งไม่รู้ว่าควรปลอบผู้หญิงอย่างไร จึงได้แต่พูดทุกอย่างที่คิดออกมาตรงๆ เพราะกลัวว่าฟู่เสี่ยวเสี่ยวจะโกรธและเกิดความระแวงในตัวเขา
เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของลู่เฟิง รวมถึงท่าทางที่พยายามอธิบายอย่างจริงจัง ความโกรธซึ่งยังค้างอยู่ในใจของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ค่อยๆ ลดลงไปมาก
คนที่ทำผิดคือหลี่ลู่ ไม่ใช่เถ้าแก่ของเธอสักหน่อย แล้วเธอจะเอาความผิดของผู้หญิงคนนั้นมาลงกับเขา หรือสงสัยในตัวเถ้าแก่ของตัวเองได้อย่างไร
[จบบท]