บทที่ 49: การเกิดใหม่ของหลินชิว
“เสี่ยวลู่ คุณจะไปสถานีตำรวจใช่ไหม?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองเส้นทางข้างหน้าแล้วก็เดาจุดหมายของหวังลู่ได้ จึงถามเขาด้วยรอยยิ้ม
“พี่สะใภ้ คนเลวแบบนั้นควรถูกจับไปยิงเป้า” หวังลู่พยักหน้ารับ ก่อนจะเตือนคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง “จับให้แน่นนะครับ ผมจะเร่งรถแล้ว”
พอเตือนทุกคนเรียบร้อย เขาก็เหยียบคันเร่งลงไป รถที่กำลังแล่นอยู่เพิ่มความเร็วและพุ่งทะยานไปตามถนนอย่างรวดเร็ว แรงกระชากทำให้คนในรถต้องรีบหาที่ยึดเกาะเพื่อประคองตัว
ดวงตาของหลินเสวี่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที ความคิดของหวังลู่ตรงกับเธอทุกอย่าง คนสารเลวที่กล้ารังแกพี่สาวจนต้องทุกข์ทรมานมานานหลายปี สมควรถูกลากไปยิงเป้าแล้ว จะได้ไม่เหลือโอกาสกลับมาทำร้ายใครอีก
เมื่อรถแล่นมาถึงสถานีตำรวจประจำเมือง หวังลู่ก็เหยียบเบรกอย่างแรงจนรถหยุดกึก หลินเสวี่ยรีบคว้าแขนหลินชิวเอาไว้ไม่ให้ร่างของพี่สาวไถลไปข้างหน้า ส่วนฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็กอดลู่เฉินไว้แน่น ป้องกันไม่ให้หน้าผากของเด็กชายกระแทกเข้ากับกระจกรถ
หลังจากจอดรถเข้าที่เรียบร้อย หวังลู่ก็เปิดประตูลงไปแล้วเดินตรงเข้าไปในสถานีตำรวจ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกับคนอื่นยังคงนั่งรออยู่ภายในรถ พวกเธอมองผ่านหน้าต่าง เห็นเขาเดินเข้าไปพูดกับเจ้าหน้าที่พร้อมหยิบเอกสารประจำตัวออกมาแสดง
ผ่านไปไม่นาน ตำรวจหลายคนก็รีบร้อนออกมาจากอาคาร แต่ละคนขึ้นจักรยานแล้วปั่นออกไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเร่งด่วน เห็นได้ชัดว่าคดีที่หวังลู่เพิ่งแจ้งไปได้รับความสนใจไม่น้อย
“เรียบร้อยแล้วครับ”
หวังลู่กลับขึ้นมานั่งประจำตำแหน่งคนขับ ก่อนจะหันไปขยิบตาให้หลินเสวี่ยด้วยท่าทีมั่นใจ
“ผมบอกพวกเขาว่ามีคดีใหญ่เกิดขึ้น ตอนนี้ตำรวจรีบไปที่นั่นแล้ว”
“ดีมาก!”
หลินเสวี่ยตื่นเต้นจนตบมือออกมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความดีใจ หลังจากต้องทนเฝ้ามองพี่สาวถูกครอบครัวหลิวรังแกมาตั้งนาน วันนี้นับเป็นวันที่เธอรู้สึกโล่งอกมากที่สุด
หลินชิวมองน้องสาวที่กำลังดีใจเหมือนเด็ก ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว ความสุขของหลินเสวี่ยทำให้หัวใจที่หนักอึ้งมานานของเธอค่อยๆ เบาลงเช่นกัน
เมื่อเดินทางกลับมาถึงเขตทหาร ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอุ้มลู่เฉินลงจากรถ ส่วนหลินเสวี่ยก็พาหลินชิวเดินเข้ามาหาเธอเพื่อกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี นอกจากขอบคุณคุณจากใจ บุญคุณครั้งนี้ ถ้ามีโอกาสฉันจะตอบแทนแน่นอน”
หลินเสวี่ยจับมือฟู่เสี่ยวเสี่ยวเอาไว้แน่น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้เธอรู้ดีว่า หากไม่มีฟู่เสี่ยวเสี่ยวอยู่ด้วย การพาหลินชิวออกมาจากบ้านตระกูลหลิวคงไม่ง่ายขนาดนี้
ตั้งแต่ก้าวเข้าไปถึงบ้าน ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ใช้น้ำเสียงและท่าทีที่เด็ดขาดกดคนตระกูลหลิวไว้ก่อนแล้ว ด้วยนิสัยดื้อด้านและไร้เหตุผลของหญิงชราตระกูลหลิว หากไม่มีใครทำให้อีกฝ่ายหวาดเกรงเสียก่อน หญิงชราคนนั้นไม่มีทางยอมปล่อยหลินชิวออกมาอย่างง่ายดาย
ทุกคำพูดและทุกการกระทำของฟู่เสี่ยวเสี่ยวล้วนพุ่งตรงไปยังจุดอ่อนของคนตระกูลหลิว เธอทำให้อีกฝ่ายเกิดความเกรงกลัว จากนั้นก็ควบคุมจังหวะของสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในมือ ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาตั้งตัวหรือคิดหาทางเล่นเล่ห์ได้ทัน
ตอนฟู่เสี่ยวเสี่ยวบอกว่าเงิน 500 หยวนไม่ใช่ปัญหา คนตระกูลหลิวก็ไม่คิดสงสัยความสามารถของเธอแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อเธอเป็นฝ่ายเรียกร้องกลับ ให้พวกเขาจ่ายเงินอีก 1,300 หยวน หญิงชราตระกูลหลิวก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธเงิน 500 หยวนนั้นทันที ทั้งยังไม่กล้าต่อรองหรือยื้อเวลาอีก
แม้แต่หลินเสวี่ยที่อยู่ในเหตุการณ์ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงง่ายขนาดนี้ เรื่องที่เธอเฝ้าวางแผนและกังวลมานาน กลับถูกฟู่เสี่ยวเสี่ยวจัดการจนเรียบร้อยในเวลาไม่นาน
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้รีบร้อนรับคำขอบคุณนั้น เธอยิ้มบางๆ แล้วถามถึงเรื่องสำคัญกว่า
“จัดที่พักให้พี่สาวเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
“อืม ฉันเตรียมเรื่องนี้มานานแล้ว” หลินเสวี่ยพยักหน้า ใบหน้ากลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อนึกถึงชีวิตหลังจากนี้ “ฉันแจ้งเรื่องกับทางหน่วยงานไปแล้ว และยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อขอหอพักเดี่ยว ขอแค่จ่ายเพิ่มทุกเดือนอีกนิด ฉันกับพี่ก็อยู่ด้วยกันได้”
เพื่อให้สามารถรับพี่สาวกลับมาอยู่ด้วย หลินเสวี่ยเริ่มวางแผนเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว เธอไม่ยอมลงมือโดยไม่มีความพร้อม เพราะไม่อยากให้หลินชิวหลุดพ้นจากบ้านตระกูลหลิวแล้วต้องพบว่าตัวเองไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
เธอต้องการพาพี่สาวกลับบ้านอย่างมั่นคง ให้หลินชิวได้มีห้องพัก มีอาหารกิน และได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกใครทุบตีอีก
“คุณทำเพื่อพี่สาวมาตั้งเยอะ”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอดชื่นชมหลินเสวี่ยไม่ได้ หญิงสาวคนนี้ไม่ได้คิดเพียงแค่ว่าจะช่วยหลินชิวออกมาเท่านั้น แต่ยังเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับชีวิตหลังจากนั้นเอาไว้พร้อม เธอคำนึงถึงอนาคตของพี่สาวในทุกด้านด้วยความใส่ใจจริงๆ
“ก็เป็นเรื่องที่ฉันควรทำอยู่แล้ว”
หลินเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ด้วยความเขินเมื่อถูกชม แม้จะผ่านความลำบากและเสียแรงไปมากแค่ไหน เธอก็ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำให้พี่สาวเป็นภาระ
“บ้านฉันอยู่ในเขตบ้านพักครอบครัวทหาร ถ้าว่างแล้วไม่มีอะไรทำก็มาหาพวกเราได้”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเอ่ยชวนพี่น้องทั้งสองอย่างเป็นกันเอง เธอชอบนิสัยของหลินเสวี่ย และรู้สึกสงสารสิ่งที่หลินชิวต้องเผชิญมาหลายปี หากพวกเธอไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น ก็คงกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้
“จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะพาพี่ไปหาแน่นอน”
หลินเสวี่ยมองฟู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยความตื่นเต้น ส่วนหลินชิวก็มองอีกฝ่ายด้วยแววตาขอบคุณ ความอบอุ่นที่ได้รับในวันนี้เป็นสิ่งซึ่งเธอไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว
“ขอบคุณนะ”
หลินชิวเพิ่งเดินทางมาถึงสถานที่ซึ่งไม่รู้จักผู้คนและไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หากวันไหนหลินเสวี่ยต้องออกไปทำงาน การได้มานั่งพูดคุยหรืออยู่เป็นเพื่อนฟู่เสี่ยวเสี่ยวคงช่วยให้เธอสบายใจขึ้นมาก
“ไม่ต้องเกรงใจ ต่อไปเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวโบกมือลาพี่น้องตระกูลหลินด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงพาลู่เฉินกับห่อยาสมุนไพรที่เด็กชายหวงแหนกลับบ้าน
หลังจากฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินจากไป หลินเสวี่ยหันกลับไปมอง แล้วพบว่าหวังลู่ยังคงยืนอยู่ข้างรถ ไม่ได้ขับออกไปไหน เธอจึงพาหลินชิวเดินเข้าไปขอบคุณเขาอีกครั้ง
“สหายหวัง วันนี้ขอบคุณมากนะ ตอนคุณต่อยหลิวเฉียง ดูดีมากจริงๆ”
ภาพตอนหวังลู่อัดหลิวเฉียงจนไม่มีแรงตอบโต้ยังคงติดอยู่ในความคิดของหลินเสวี่ย ทุกหมัดทำให้เธอรู้สึกสะใจแทนพี่สาว ราวกับความคับข้องทั้งหมดที่สะสมมานานได้รับการระบายออกไปพร้อมกัน
ใบหูของหวังลู่เปลี่ยนเป็นสีแดง เขามองหลินเสวี่ยตรงๆ ก่อนตอบกลับด้วยเสียงดังจนฟังดูจริงจังเกินปกติเล็กน้อย
“ถ้าต่อไปคุณมีเรื่องอะไร มาหาผมได้เสมอ”
“ขอบคุณนะ!”
หลินเสวี่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะพาหลินชิวเดินจากไป กระนั้นเธอยังไม่ลืมหันกลับมาโบกมือให้หวังลู่ด้วยท่าทีร่าเริง
หลินชิวหันกลับไปมองตามน้องสาว และเห็นว่าหวังลู่ยังคงยืนอยู่ข้างรถ ชายหนุ่มมองตามพวกเธออย่างเหม่อลอยจนลืมขยับตัว ปฏิกิริยาทั้งหมดของเขาไม่อาจหลุดรอดสายตาของหลินชิวไปได้ มุมปากของเธอจึงยกขึ้นด้วยความรู้สึกเอ็นดู
“สหายหวังคนนั้นดูไม่เลว เป็นคนดีทีเดียว”
หลินชิวหันมามองน้องสาวพร้อมลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย อยากรู้ว่าหลินเสวี่ยมีความรู้สึกอย่างไรต่อชายหนุ่มคนนี้
“ใช่ไหมพี่? ตอนเขาอัดคนสารเลวนั่น ฉันว่าต่อยได้ดีมาก!”
พอพูดถึงเรื่องหวังลู่ หลินเสวี่ยกลับนึกถึงแต่ภาพที่หลิวเฉียงถูกต่อย เธอตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ คนสารเลวนั่นกล้าทำร้ายพี่สาวของเธอ การถูกหวังลู่อัดจนหมดสภาพนับว่าสมควรแล้ว
เมื่อเห็นน้องสาวไม่ได้สังเกตความรู้สึกของหวังลู่แม้แต่น้อย หลินชิวก็ไม่ได้พูดเปิดโปงออกมา เรื่องความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ หากทั้งสองมีวาสนาต่อกัน วันข้างหน้ายังมีเวลาให้ค่อยๆ ทำความรู้จักกันอีกมาก
“พรุ่งนี้พี่จะทำของกินสักหน่อย เสวี่ยเอ๋อร์ช่วยเอาไปให้พวกเขานะ ถือเป็นคำขอบคุณจากพวกเรา”
หลินชิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจทำอาหารไปมอบให้ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกับหวังลู่ แม้ของกินเล็กน้อยจะเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือที่ได้รับ แต่ก็เป็นน้ำใจจากเธอ
“ได้สิ ฉันจะเอาไปให้เอง!”
หลินเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว แววตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความคาดหวัง วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขมากที่สุดนับตั้งแต่รู้ว่าพี่สาวถูกตระกูลหลิวรังแก
ในที่สุดเธอก็ช่วยหลินชิวออกมาได้ พี่สาวไม่ต้องกลับไปอยู่ในบ้านหลังนั้น ไม่ต้องคอยรับใช้อีกครอบครัวทั้งวัน และไม่ต้องทนถูกหลิวเฉียงทุบตีอีกต่อไป
หลินชิวยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวอย่างอ่อนโยน ในความทรงจำของเธอ หลินเสวี่ยยังเป็นเด็กสาวที่คอยเดินตามอยู่ข้างหลังเสมอ แต่วันนี้เด็กคนนั้นกลับเติบโตจนสามารถยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้องเธอได้แล้ว
“เสวี่ยเอ๋อร์โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ”
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้หลินเสวี่ยยิ้มออกมา ดวงตาของเธอร้อนผ่าวเล็กน้อย แต่ความรู้สึกในหัวใจกลับอบอุ่นจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
***
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวพาลู่เฉินกลับมาถึงบ้าน เด็กชายก็รีบถือสมุนไพรที่เก็บมาไปจัดการอย่างกระตือรือร้น เขาทั้งคัดแยกเศษดินและวางสมุนไพรแต่ละชนิดออกจากกัน ท่าทางขะมักเขม้นเหมือนกลัวว่าหากช้าไปเพียงนิด ของล้ำค่าที่อุตส่าห์เก็บมาจะเสียหาย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเงยหน้ามองเวลา เห็นว่าใกล้เที่ยงเต็มที จึงคิดว่าควรเริ่มเตรียมอาหารกลางวันได้แล้ว
“เสี่ยวเฉิน เที่ยงนี้อยากกินอะไร?”
เธอมองเด็กชายที่กำลังยุ่งกับสมุนไพร ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นทันที รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความไว้ใจ
“แม่ทำอะไรก็ได้ ผมกินหมด อาหารที่แม่ทำอร่อยทุกอย่าง!”
เมื่อได้ยินลู่เฉินยังคงเรียกตัวเองว่าแม่ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ยิ้มออกมา เธอเดินเข้าไปลูบศีรษะเด็กชายเบาๆ โดยไม่ได้ทักท้วงหรือแก้คำเรียกเหมือนก่อน จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังสวนด้านหลังเพื่อดูว่ามีวัตถุดิบอะไรนำมาทำอาหารได้บ้าง
ลู่เฉินมองตามแผ่นหลังของเธอจนลับหายไปตรงหัวมุม ก่อนจะหยุดมือที่กำลังจัดสมุนไพร ใบหน้าเล็กเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปนดีใจออกมาเต็มที่
ที่แท้การเรียกแม่ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
ขอแค่เขาเรียกต่อไปเรื่อยๆ น้าฟู่ก็จะค่อยๆ ยอมรับเอง เมื่อครู่เธอยังเดินมาลูบศีรษะเขา แถมไม่ได้บอกให้เปลี่ยนกลับไปเรียกน้าฟู่ด้วย แสดงว่าแผนของเขากำลังไปได้ดี
ไม่นานนัก ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็กลับเข้ามาพร้อมฟักทองลูกหนึ่ง เธอวางมันลง แล้วหันไปถามลู่เฉินที่กลับไปง่วนอยู่กับกองสมุนไพร
“เสี่ยวเฉิน พ่อชอบกินของหวานไหม?”
ลู่เฉินเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เฟิงกินอาหารทุกอย่าง ไม่เคยเลือกหรือบ่นว่าอาหารชนิดไหนไม่ถูกปาก จึงตอบไปตามที่ตัวเองจำได้
“พ่อกินทุกอย่างครับ แต่ผมกับพี่ชอบของหวาน”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ทำซุปฟักทองหวานดีไหม?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองท่าทางตั้งอกตั้งใจของเด็กชายแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“กินครับ ผมอยากกิน!”
พอได้ยินว่าจะมีของหวาน ลู่เฉินก็ละมือจากสมุนไพรทันที เขาตบมือเล็กๆ ด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาฟู่เสี่ยวเสี่ยว หมายจะโผเข้าไปกอดเธอเต็มแรง
ทว่าพอเห็นสองมือของเด็กชายซึ่งเปื้อนทั้งดินและคราบจากสมุนไพร ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็รีบเบี่ยงตัวหลบ พลางชี้ไปที่มือทั้งสองข้างของเขา
“มือเลอะหมดแล้ว อย่าเพิ่งเข้ามา”
“ผมไปล้างเดี๋ยวนี้ครับ”
ลู่เฉินหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรีบวิ่งไปล้างมืออย่างเชื่อฟัง ความอยากกินของหวานทำให้ฝีเท้าของเขาว่องไวขึ้นมาก
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอุ้มฟักทองไปที่ข้างบ่อน้ำ ตักน้ำขึ้นมาล้างเปลือกด้านนอกจนสะอาด จากนั้นจึงยกกลับเข้าครัว วางลงบนเขียงแล้วใช้มีดผ่าออกเป็นส่วนๆ
เธอจัดการเอาเมล็ดกับไส้ฟักทองออก ก่อนหั่นเนื้อสีเหลืองเป็นชิ้นขนาดพอดี เพื่อให้สุกง่ายและใช้เวลาต้มไม่นาน เมื่อเตรียมฟักทองเรียบร้อยแล้ว เธอก็เปิดตู้เก็บอาหารเพื่อตรวจดูว่ายังมีของอย่างอื่นเหลืออยู่หรือไม่
ตรงมุมตู้มีแป้งข้าวเหนียวเก็บไว้อีกเล็กน้อย พอเห็นของที่ยังเหลือ ดวงตาของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็สว่างขึ้นมา
แป้งข้าวเหนียวสามารถนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ใส่ลงในซุปฟักทองได้ รสหวานหอมของฟักทองเข้ากับเนื้อเหนียวนุ่มของแป้งข้าวเหนียวพอดี เมื่อกินคู่กันย่อมอร่อยกว่าซุปฟักทองธรรมดามาก
ลูกแป้งข้าวเหนียวก้อนเล็กที่ทั้งนุ่มทั้งหนึบเช่นนี้ ยากจะมีใครปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเด็กสองคนที่ชอบกินของหวานเป็นชีวิตจิตใจ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวหยิบแป้งข้าวเหนียวออกมา เทใส่ภาชนะแล้วค่อยๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อย มือทั้งสองข้างนวดแป้งให้รวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนเนื้อเนียน เมื่อสัมผัสแล้วเห็นว่าไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป เธอจึงแบ่งแป้งออกเป็นเส้นยาว แล้วเริ่มเด็ดออกมาทีละน้อย ปั้นเป็นลูกกลมขนาดเท่าปลายนิ้ว
ลู่เฉินล้างมือเรียบร้อยแล้วเดินกลับเข้ามาในครัว พอเห็นฟู่เสี่ยวเสี่ยวกำลังปั้นก้อนกลมสีขาวเรียงเอาไว้ เขาก็รีบเข้ามายืนมองข้างโต๊ะด้วยความสนใจ
“แม่กำลังทำอะไรครับ?”
“ลูกแป้งข้าวเหนียว เอาไว้ใส่ในซุปฟักทอง”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวแบ่งแป้งส่วนหนึ่งให้เด็กชาย ก่อนจะสาธิตวิธีปั้นให้ดูช้าๆ เพื่อให้เขาทำตามได้ง่าย
“มานี่ ดูให้ดีนะ เด็ดแป้งออกมาก้อนเล็กๆ แล้ววางไว้กลางฝ่ามือ เอามือทั้งสองข้างประกบกัน จากนั้นก็คลึงแบบนี้ เห็นไหม แป้งก็กลายเป็นลูกกลมแล้ว”
“ผมอยากทำด้วย!”
หลังจากดูฟู่เสี่ยวเสี่ยวสาธิตเพียงครั้งเดียว ลู่เฉินก็ตื่นเต้นจนแทบอดใจไม่ไหว เขารีบยื่นมือไปรับแป้งมาลองปั้นด้วยตัวเอง
ครั้งแรกยังไม่ค่อยคล่อง ก้อนแป้งในมือของเขาถูกบีบจนแบนไปด้านหนึ่ง พอพยายามคลึงใหม่ อีกด้านกลับยื่นออกมาจนดูไม่เหมือนลูกกลมสักเท่าไร เด็กชายขมวดคิ้ว จ้องผลงานของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะนำมันกลับมาคลึงซ้ำอย่างไม่ยอมแพ้
เมื่อทำไปได้หลายก้อน มือเล็กๆ ก็เริ่มจับจังหวะได้ เขารู้แล้วว่าต้องออกแรงมากน้อยเพียงใด ก้อนแป้งที่ปั้นออกมาจึงค่อยๆ กลมขึ้น แม้แต่ละลูกจะมีขนาดไม่เท่ากัน บางลูกใหญ่ บางลูกเล็ก และบางลูกยังเบี้ยวอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานที่เขาตั้งใจทำด้วยตัวเอง
“เสี่ยวเฉินทำได้ดีมาก ทำต่อไปนะ แป้งที่เหลือสองเส้นนี้แม่ฝากด้วยได้ไหม?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยิ้มพร้อมเลื่อนแป้งที่แบ่งเป็นเส้นยาวอีกสองส่วนไปตรงหน้าเด็กชาย มอบงานปั้นลูกแป้งที่เหลือให้เขารับผิดชอบ
“ได้ครับ ผมช่วยแม่เอง!”
ลู่เฉินรับหน้าที่ด้วยความเต็มใจ เขาก้มหน้าปั้นลูกแป้งต่ออย่างจริงจัง ต่อให้ผงแป้งข้าวเหนียวจะติดอยู่ตามแก้ม ปลายจมูก และเส้นผม เขาก็ไม่ได้สนใจจะเช็ดออก สองมือยังคงเด็ดแป้งและคลึงเป็นลูกกลมทีละก้อนด้วยความตั้งใจ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองใบหน้าเล็กซึ่งเปื้อนแป้งจนขาวเป็นหย่อมๆ แล้วก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะกลับไปยืนอยู่หน้าเตาเพื่อเริ่มทำซุปฟักทอง
เธอจุดไฟในเตา รอจนกระทะร้อนจึงนำฟักทองที่หั่นเตรียมไว้เทลงไปทั้งหมด จากนั้นใช้ตะหลิวผัดอย่างช้าๆ เพื่อให้เนื้อฟักทองโดนความร้อนอย่างทั่วถึง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของฟักทองค่อยๆ ลอยออกมาในห้องครัว
เมื่อผิวด้านนอกของฟักทองเริ่มสุกและเนื้อค่อยๆ นุ่มลง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ตักน้ำสะอาดเทลงในหม้อ ปริมาณน้ำสูงพอท่วมชิ้นฟักทองพอดี เธอรอให้น้ำเริ่มร้อนแล้วจึงปิดฝาหม้อ ปล่อยให้ความร้อนภายในค่อยๆ ต้มเนื้อฟักทองจนสุกนุ่ม
อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินปั้นแป้งข้าวเหนียวเสร็จครบหมดแล้ว ลูกแป้งก้อนเล็กจำนวนมากวางเรียงกันอยู่เต็มกระด้ง แม้รูปร่างและขนาดจะต่างกัน แต่เมื่อมองรวมกันก็ยังดูน่ากินไม่น้อย
เด็กชายวางมือทั้งสองข้างลงบนเข่า นั่งตัวตรงอยู่ข้างกระด้งด้วยท่าทีภูมิใจ เขามองผลงานตรงหน้าแล้วหันไปมองฟู่เสี่ยวเสี่ยวเป็นระยะ เฝ้ารอให้เธอเดินมาตรวจดูลูกแป้งเหล่านี้และชมว่าเขาทำได้ดีเพียงใด
[จบบท]