บทที่ 5: ถูกพ่อค้ามนุษย์หมายตา
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองข้าวของที่ลู่เฟิงเตรียมไว้ให้ ทุกอย่างมีพร้อมจนครบถ้วนเสียจนเธอ......ถึงกับมองตาค้าง ผู้ชายคนนี้เตรียมกระทั่งชุดชั้นในให้เธอด้วยเหรอ?
แต่เขารู้ได้ยังไงว่าเธอใส่ขนาดไหน หรือดวงตาของเขาจะวัดสัดส่วนคนได้จริงๆ?
ถึงจะทั้งสงสัยทั้งอายอยู่บ้าง แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก คนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันยังมอบความใส่ใจให้เธอได้มากขนาดนี้ ตลอดหลายปีซึ่งเธอใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวฟู่ สิ่งที่ได้รับกลับมีแต่ความเย็นชาเท่านั้น
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดหมดจด ราวกับต้องการล้างความซวยทั้งหมดที่ติดตัวมาให้หลุดออกไปพร้อมกับคราบเหงื่อไคล
เมื่อสวมชุดนอนตัวใหม่แล้ว เธอก็ทิ้งตัวลงบนเตียง พอนึกถึงชีวิตอิสระที่กำลังรออยู่ข้างหน้า ความยินดีก็เอ่อล้นขึ้นมาจนอดกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอนไม่ได้ ทุกส่วนในร่างกายผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
***
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ถูกเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่น
เธอขยี้ตา ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าด้วยอาการงัวเงีย ก่อนเดินโซเซไปเปิดประตู แล้วก็เห็นลู่เฟิงถืออาหารเช้ายืนรออยู่ด้านนอก
“ผมซื้ออาหารเช้ามาให้ อีก 10 นาทีเราออกไปสถานีรถไฟกัน”
น้ำเสียงจริงจังและกำหนดเวลาที่ชัดเจนของเขาทำให้ฟู่เสี่ยวเสี่ยวรู้สึกเหมือนกำลังเข้าแถวฝึกตอนเช้าอยู่ในกองทัพ ความง่วงงุนที่ยังหลงเหลืออยู่จึงหายไปในพริบตา
“รับคำสั่งค่ะ ผู้กองลู่”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกมือทำความเคารพเขาอย่างทะเล้น จากนั้นก็ดึงประตูปิดใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงกำลังจะยกเท้าก้าวเข้าไป จมูกโด่งเป็นสันของเขาเกือบถูกบานประตูกระแทกเข้าเต็มแรง โชคดีที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจึงถอยหลังหลบได้ทัน
เขามองประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ตรงหน้า ยกมือแตะปลายจมูกตัวเองเบาๆ แล้วทำได้เพียงยืนรอเธออยู่ด้านนอก
ผ่านไปเพียง 5 นาที ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็เปิดประตูออกมา เธอกลับไปสวมเสื้อผ้าเก่าที่มีรอยปะตามเดิม ในมือถือสัมภาระซึ่งเก็บใส่ห่อเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นเสื้อผ้าบนตัวเธอ ลู่เฟิงก็ขมวดคิ้วทันที
“ทำไมไม่ใส่ชุดใหม่ที่ผมซื้อให้?”
“เดี๋ยวต้องเบียดกับคนบนรถไฟ ถ้าชุดใหม่ขาด ฉันคงเสียดายแย่”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเคยอ่านเรื่องสภาพรถไฟในยุค 70 มาบ้าง ผู้โดยสารมากมายต้องเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถ เสื้อผ้าใหม่จะทนแรงดึงแรงกระชากแบบนั้นได้อย่างไร หากเสื้อผ้าเก่าขาดขึ้นมา อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง
“ไปกันเถอะ”
ลู่เฟิงหาเหตุผลมาแย้งไม่ได้ จึงก้าวเข้าไปรับสัมภาระจากมือเธอ แล้วพาเธอมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ
ตลอดทางเขาคอยยืนปกป้องฟู่เสี่ยวเสี่ยวอยู่ข้างกาย ใช้ร่างกายแข็งแรงของตัวเองกันผู้คนที่เบียดเข้ามา เปิดพื้นที่เล็กๆ ให้เธอเดินตามได้อย่างปลอดภัย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองแผ่นหลังกว้างและแข็งแรงตรงหน้า ดวงตาค่อยๆ เป็นประกายขึ้นมา
ความเป็นแฟนหนุ่มเต็มร้อยแบบนี้ เธอให้เพิ่มอีก 100 คะแนน!
หลังฝ่าฝูงชนและเบียดเสียดกันอยู่นาน ทั้งสองก็ขึ้นมาบนรถไฟได้สำเร็จ ลู่เฟิงหิ้วสัมภาระเดินตามหลังฟู่เสี่ยวเสี่ยว ก่อนจะไล่ดูหมายเลขเพื่อหาตู้นอนของพวกเขา
ทว่าเมื่อไปถึง กลับพบว่าที่นอนของทั้งคู่ถูกมนุษย์ป้าคนหนึ่งยึดไว้เรียบร้อยแล้ว
หญิงคนนั้นนั่งหันหลังให้พวกเขา มือกำลังจัดของบางอย่างด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ พอรู้ว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ เธอก็รีบยัดสิ่งของเหล่านั้นซ่อนเข้าไปในเสื้อ
แม้จะเห็นเพียงครู่เดียว แต่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวพอมองออกว่าสิ่งที่หญิงคนนั้นซ่อนไว้มีอยู่ 4 หรือ 5 ชิ้น และดูคล้ายกระเป๋าเงิน
เธอขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าไปหา
“คุณป้าคะ ตรงนี้เป็นที่ของพวกเรานะคะ”
หญิงวัยป้าหันมาชำเลืองมองฟู่เสี่ยวเสี่ยว ก่อนแสร้งทำหน้าให้น่าสงสาร
“สหาย ป้าปวดเอว ที่ตรงนี้ให้ป้านั่งเถอะ พวกเธอยังหนุ่มยังสาว ไปนั่งที่ของป้าก็แล้วกัน”
พูดจบก็หันหลังกลับ ไม่คิดสนใจทั้งฟู่เสี่ยวเสี่ยวและลู่เฟิงอีก
ลู่เฟิงขมวดคิ้ว วางสัมภาระในมือลงและเตรียมก้าวเข้าไปจัดการ แต่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวรีบดึงเขาเอาไว้เสียก่อน เขายังสวมเครื่องแบบสีเขียวอยู่ หากมีปัญหากับประชาชนคงไม่เหมาะนัก
เธอจึงเพิ่มน้ำเสียงให้หนักขึ้น
“คุณป้าคะ ที่นี่เป็นที่ของพวกเรา กรุณากลับไปนั่งที่ของตัวเองด้วยค่ะ”
“โอ๊ย คนอะไรไม่รู้จักเคารพคนแก่เอ็นดูเด็กบ้าง ที่ว่างมีตั้งเยอะ จะไปนั่งตรงไหนก็ได้ ทำไมต้องมาหาเรื่องคนแก่กระดูกผุอย่างป้าด้วย!”
หญิงวัยป้าทำท่าไม่รับฟังเหตุผล เห็นได้ชัดว่าตั้งใจยึดที่นอนนี้เอาไว้ และอยากรู้เหมือนกันว่าฟู่เสี่ยวเสี่ยวจะทำอะไรเธอได้
ความอดทนของฟู่เสี่ยวเสี่ยวจึงหมดลง เธอไม่ได้เพิ่งเคยพบหญิงแก่หน้าด้านไร้เหตุผลแบบนี้เป็นครั้งแรก การรับมือคนประเภทนี้จะสุภาพเกินไปไม่ได้ เพราะยิ่งยอม อีกฝ่ายก็จะยิ่งได้ใจและรุกล้ำมากกว่าเดิม
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองเสื้อที่ปูดขึ้นมาของหญิงคนนั้น ก่อนส่งเสียงด้วยความแปลกใจ แล้วจงใจถามดังจนคนทั้งตู้ได้ยิน
“เอ๊ะ คุณป้าแอบจัดอะไรอยู่ตรงนั้นคะ? ของที่ซ่อนไว้ดูเหมือนกระเป๋าเงินผู้ชายนะ หรือคุณป้าเก็บกระเป๋าเงินของคนอื่นได้? มีสหายชายคนไหนทำกระเป๋าเงินหายหรือเปล่าคะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงวัยป้าก็ถลึงตาใส่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอย่างโกรธจัด
ผู้โดยสารในตู้ต่างได้ยินคำถามของเธอ ทุกคนรีบตรวจสัมภาระและค้นตามตัวเพื่อดูว่ามีอะไรถูกขโมยไปหรือไม่ หลังจากนั้นสายตาหลายคู่ก็หันไปจับจ้องหญิงวัยป้าด้วยความระแวง
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหญิงคนนี้ดูไม่น่าไว้ใจ
“เธออย่ามาพูดเหลวไหล! ฉันแค่อยากเปลี่ยนที่นอนกับเธอ ไม่ยอมก็ช่างเถอะ คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่รู้จักเคารพคนแก่เอ็นดูเด็ก เรียนหนังสือมาเสียเปล่า! ส่วนเธอ ใส่เครื่องแบบอยู่แท้ๆ แต่กลับยืนดูเมียตัวเองรังแกหญิงแก่อย่างฉัน!”
เพราะมีชนักติดหลัง หญิงวัยป้าจึงลุกพรวดขึ้นชี้หน้าด่าทั้งฟู่เสี่ยวเสี่ยวและลู่เฟิง ก่อนรีบเดินหนีไปพร้อมเสียงบ่นไม่หยุด
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ตามไป เธอจัดที่นอนให้เรียบร้อยและเก็บสัมภาระทั้งหมดเข้าที่ เมื่อหันกลับมาก็เห็นลู่เฟิงมองเธออยู่ เขายกนิ้วหัวแม่มือขึ้นเป็นการชมเชย
“ฉันไม่กลัวคนไร้เหตุผลแบบนี้หรอกค่ะ ต่อไปถ้ามีเรื่องไหนคุณพูดไม่สะดวก ฉันจะพูดแทนเอง ฉันปกป้องคุณได้”
เธอขยิบตาให้ลู่เฟิงอย่างซุกซน ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ
“ตกลง”
ลู่เฟิงมองรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของฟู่เสี่ยวเสี่ยว แล้วหัวใจของเขาก็เหมือนหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ
“ตั๋วน้ำ 1 เฟิน ตั๋วน้ำชา 2 เฟิน มีใครต้องการไหม? ข้าวกล่องหมูตุ๋นน้ำแดงกล่องละ 3 เหมา ข้าวกล่องไข่ผัดมะเขือเทศกล่องละ 1 เหมา”
เสียงตะโกนขายอาหารอันคุ้นเคยของรถไฟสีเขียวดังมาจากทางเดิน พอได้กลิ่นอาหาร ท้องของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นมา
“หิวแล้วใช่ไหมครับ? ผมไปซื้อข้าวให้”
หูของลู่เฟิงไวมาก เขาได้ยินเสียงนั้นชัดเจนจึงลุกไปซื้ออาหารกลางวันให้ทันที
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกมือปิดหน้า ก่อนก้มมองท้องตัวเองด้วยความอับอาย ทำไมถึงไม่รู้จักอดทน ดันร้องออกมาให้เขาได้ยินเสียอย่างนั้น!
***
หญิงวัยป้าที่เพิ่งหนีไปเดินข้ามมายังตู้อีกขบวนหนึ่ง เมื่อสบตากับชายคนหนึ่ง ทั้งคู่ก็เดินแยกกันไปคนละช่วง ก่อนจะตามไปพบกันตรงทางเดินเชื่อมระหว่างตู้โดยสาร
ชายคนนั้นเลิกคิ้วมองหญิงวัยป้า เขาตระเวนหามาหลายตู้แล้ว แต่ยังไม่เจอเป้าหมายที่เหมาะสมสักคน
“ใกล้ถึงสถานีแล้ว หาเป้าหมายเจอหรือยัง?”
“เจอคนหนึ่ง หน้าตาดีมาก ขายได้ราคาสูงแน่ แต่มีผู้ชายอยู่ข้างๆ เมื่อครู่ฉันเห็นเขาออกไปซื้อข้าว รีบลงมือเลยเถอะ”
หญิงวัยป้านึกถึงใบหน้าของฟู่เสี่ยวเสี่ยว มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
“ได้”
ทั้งสองปรึกษากันอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้ตรงกับเวลาอาหาร ผู้โดยสารที่ออกมาซื้อข้าวมีมาก พวกเขาจึงตั้งใจอาศัยเวลาที่ลู่เฟิงกำลังต่อแถวซื้อข้าวกล่องลงมือ
ก่อนถึงสถานี รถไฟค่อยๆ ลดความเร็วแล้วจอดนิ่ง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแผงขายของเล็กๆ ตั้งเรียงอยู่บนชานชาลาหลายร้าน ผู้โดยสารบางคนเสียดายเงิน ไม่อยากซื้อข้าวกล่องบนรถไฟ จึงฉวยโอกาสตอนรถจอดรีบลงไปซื้อข้าวโพดสักฝักมารองท้อง
ในตอนนั้นเอง เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างตัวเธอ
“เมียจ๋า ที่แท้มาอยู่ตรงนี้เอง! กลับบ้านกับฉันเถอะ งานที่บ้านยังรออยู่อีกตั้งเยอะ เลิกงอนได้แล้ว ลูกยังเล็ก รอให้ลูกโตกว่านี้อีกหน่อยได้ไหม? ฉันขอร้องล่ะ”
มือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาคว้าข้อมือของฟู่เสี่ยวเสี่ยว ก่อนออกแรงดึงหมายจะลากเธอลุกจากที่นั่ง
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก้มมองชายคนนั้น เสื้อกล้ามบนตัวเขาเก่าจนแทบกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว ส่วนกางเกงขาสั้นยาวลงมาถึงหัวเข่า ผิวหนังถูกแดดเผาจนดำคล้ำ โหนกแก้มโปนเด่น เมื่อแสยะปากยังเผยให้เห็นฟันเหลืองเต็มปาก ดวงตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความดุร้าย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวทั้งโกรธทั้งขำ เธอสะบัดมือของชายคนนั้นออก ก่อนหันกลับไปจ้องหน้าเขา
“ใครเป็นเมียคุณ?”
“เธอ”
ในจังหวะที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวหันหน้ามา ชายคนนั้นก็ตกตะลึงกับความสวยของเธอไปชั่วขณะ หลังจากได้สติ ความยินดีอย่างบ้าคลั่งก็ผุดขึ้นในแววตา
ถ้าขายผู้หญิงคนนี้ออกไปได้ เขาจะได้เงินมากมายจนนับไม่ถ้วน
ชายคนนั้นรีบตีหน้าสลด ทำราวกับเป็นสามีผู้ทุกข์ใจเพราะภรรยาหนีออกจากบ้าน
“ตอนจะแต่งงานกับเธอ บ้านฉันควักเงินที่มีออกมาจนหมด ครอบครัวเธอถึงยอมให้แต่งเข้ามา ตอนนี้คิดจะทำเป็นไม่รู้จักกันเหรอ?”
เขายื่นมือเข้ามาหมายจะจับตัวฟู่เสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง แต่เธอฟาดมือสกปรกข้างนั้นออกไปอย่างแรงโดยไม่เปิดโอกาสให้แตะต้องตัวเธอได้อีก
[จบบท]