เฉียวชิงเหยียนได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากข้างตัว
เธอหันไปมอง ก็เห็นมืออวบเล็ก ๆ ข้างหนึ่งโผล่เข้ามาในสายตาอย่างกะทันหัน
“อ๊ะ——”
เธอตกใจจนสะดุ้ง ลุกพรวดจากเก้าอี้ทันที
เจิ้งอวี้เหมยได้ยินเสียง รีบเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
“ตั่วตั่ว ลูกทำพี่สะใภ้ตกใจหมดแล้ว!”
ไม่นาน เฉียวชิงเหยียนก็เห็นหัวกลม ๆ โผล่พ้นใต้โต๊ะอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เด็กหญิงอายุราวหกเจ็ดขวบ สวมเสื้อกล้ามตัวเล็กกับกางเกงขาสั้น ศีรษะกลม ตัวกลม พุงกลมป่อง มัดผมเป็นจุกสองข้าง น่ารักเสียจนอดเอ็นดูไม่ได้
สายตาที่มองผู้ใหญ่ดูซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ แฝงความหวาดระแวงอยู่เล็กน้อย
ที่แท้ก็เป็นเด็กนี่เอง
เฉียวชิงเหยียนยกมือลูบอก ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“ชิงเหยียน อย่ากลัวเลย นี่ลูกสาวของฉันเอง เธอน่าจะพอรู้แล้วว่า…เด็กคนนี้ไม่เหมือนเด็กทั่วไปเท่าไร”
เจิ้งอวี้เหมยดึงตั่วตั่วออกมาจากใต้โต๊ะ ก่อนตบก้นเบา ๆ หนึ่งที
“มุดเข้าไปใต้โต๊ะทำไม ดูสิ ทำพี่สะใภ้ตกใจหมดแล้ว”
ตั่วตั่วถูกตีก็ไม่ร้องไห้ กลับหัวเราะคิกคัก แล้วยกนิ้วชี้ไปที่ชามน้ำบนโต๊ะ
“ตั่วตั่ว…กิน…หวาน ๆ…”
เฉียวชิงเหยียนค่อย ๆ สงบหัวใจที่เต้นแรงลง มองท่าทางซื่อ ๆ ของเด็กน้อยแล้วอดยิ้มไม่ได้
“นั่นของพี่สะใภ้ หนูนี่นะ”
ตั่วตั่วตัวอวบ เจิ้งอวี้เหมยสุขภาพไม่แข็งแรง อุ้มไม่ไหว จึงได้แต่จับมือเล็ก ๆ จูงมาหยุดตรงหน้าเฉียวชิงเหยียน
“นี่พี่สะใภ้ของหนู ตั่วตั่ว เรียกพี่สะใภ้สิ”
เด็กหญิงกะพริบตาปริบ ๆ เอานิ้วใส่ปากแล้วกลั้วเล่นอยู่พักหนึ่ง พอดึงออกก็มีน้ำลายยืดตามออกมานิดหนึ่ง
จากนั้นจึงเรียกเสียงนุ่มนิ่ม
“พี่…พี่สะใภ้”
แค่คำเรียกนั้นคำเดียว ก็ทำให้หัวใจของเฉียวชิงเหยียนแทบละลาย
ทำไมถึงมีเด็กน้อยน่ารักขนาดนี้กันนะ
น่ารักเกินไปแล้ว
เธอย่อตัวลง ยิ้มอ่อนโยน แล้วบีบแก้มยุ้ยของตั่วตั่วเบา ๆ
“หนูอายุเท่าไรแล้ว”
เจิ้งอวี้เหมยเห็นภาพนั้น ก็คลายกังวลลงไม่น้อย ก่อนหน้านี้เธอกลัวว่าสะใภ้คนใหม่จะรังเกียจตั่วตั่ว
คิดไม่ถึงเลยว่าชิงเหยียนจะไม่มีท่าทีเช่นนั้นเลย ตั่วตั่วมองเธออย่างงุนงง เหมือนจะไม่เข้าใจคำถาม
เจิ้งอวี้เหมยจึงปัดผมที่เปียกเหงื่อตรงหน้าผากลูกสาวไปด้านหลัง
“บอกพี่สะใภ้สิ ปีนี้หนูอายุเท่าไรแล้ว”
ตั่วตั่วยกมือทั้งสองขึ้น ขยับนิ้วไปมา แล้วส่งเสียงอืออาอยู่สองที แต่ก็ยังพูดไม่เป็นคำ
เจิ้งอวี้เหมยดึงติ่งหูเธอเบา ๆ อย่างจนใจ
“พี่ชายเพิ่งสอนเมื่อไม่กี่วันก่อน ลืมอีกแล้วหรือ”
เธอช่วยจัดนิ้วของลูกสาวเป็นเลขเจ็ด
“ตั่วตั่วปีนี้เจ็ดขวบ ใช่ไหม”
เด็กหญิงย่นจมูก ก่อนพูดตามช้า ๆ
“เจ็ด…ขวบ”
“เก่งมาก”
เฉียวชิงเหยียนยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดู
“หนูอยากดื่มน้ำหวานใช่ไหม”
ตั่วตั่วพยักหน้าแรง ๆ
เฉียวชิงเหยียนเดินไปหยิบชามน้ำหวานบนโต๊ะ แล้วนั่งย่อตัวลงอีกครั้ง ยกชามจ่อริมฝีปากเด็กน้อย
“ดื่มสิ”
มืออวบขาวนุ่มทั้งสองข้างประคองชามไว้ ก่อนดื่มอึก ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
พอดื่มหมด ยังเลียริมฝีปากอย่างพอใจ
จากนั้นก็ยกมือดึงกางเกงขาสั้นที่รั้งอยู่ตรงก้น แล้ววิ่งลอดข้างตัวเฉียวชิงเหยียนออกไปเล่นในลานบ้าน
เจิ้งอวี้เหมยมองตามลูกสาว ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เด็กคนนี้ปัญญาช้าตั้งแต่เล็ก เดินก็ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน พูดก็ช้า เรียนรู้อะไรก็ช้ากว่าคนอื่น”
“คุณน้าเลี้ยงเธอมาดีมากนะคะ ฉันว่าหนูตั่วตั่วทั้งเชื่อฟังทั้งน่ารัก”
เจิ้งอวี้เหมยยิ้ม
“ส่วนใหญ่จิ้นเย่เป็นคนสอน เด็กคนนี้ติดพี่ชายมาก…”
พูดจบ เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
เหลือบมองเฉียวชิงเหยียน ก่อนพูดเสริม
“ชิงเหยียน ตั่วตั่วยังเด็กก็จริง แต่ฉันไม่ปล่อยให้เธอเป็นภาระของเธอกับจิ้นเย่หรอก”
“รอวันหน้าพวกเธอมีลูกกันแล้ว เราค่อยแยกครัวแยกบ้าน เธอกับจิ้นเย่ใช้ชีวิตของพวกเธอไป ส่วนแม่จะอยู่ดูแลตั่วตั่วเอง”
“คุณน้าอย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ”
เฉียวชิงเหยียนตอบอย่างจริงใจ
“ในเมื่อฉันแต่งเข้ามาแล้ว ต่อไปพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันจะช่วยคุณน้าดูแลตั่วตั่วด้วย”
จากความรู้สึกของเธอ คนบ้านนี้ไม่น่าจะเลวร้าย แม่สามีพูดจาสุภาพ อ่อนโยน แถมดูแลบ้านอย่างเป็นระเบียบ
ส่วนน้องสามี แม้จะพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป แต่ทั้งไร้เดียงสาและน่าเอ็นดู ชวนให้คนสงสารมากกว่าไม่ชอบ
เฉียวชิงเหยียนคิดว่า
เมื่อมีแม่แบบนี้ เซียวจิ้นเย่ก็คงไม่แย่ไปกว่ากันมากนัก
เธอเริ่มอยากรู้ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่า สามีที่ยังไม่เคยพบหน้าคนนั้น เป็นคนแบบไหนกันแน่
ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที เจิ้งอวี้เหมยเชือดไก่ตัวหนึ่ง แล้วเข้าครัวทำอาหาร
เดิมทีเฉียวชิงเหยียนจะตามเข้าไปช่วย แต่กลับถูกอีกฝ่ายไล่ออกมา
ระหว่างที่เจิ้งอวี้เหมยทำกับข้าว เธอจึงอยู่เล่นกับตั่วตั่วในลานบ้าน
เฉียวชิงเหยียนถือโอกาสสำรวจลานบ้านของตระกูลเซียวอย่างละเอียด
กำแพงล้อมลานก่อจากอิฐดิน ดูแล้วคงสร้างมานานหลายปี มีบางจุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
กรงเลี้ยงสัตว์ปีกถูกจัดวางเป็นระเบียบอยู่ทางซ้าย ส่วนทางขวาชิดกำแพงปลูกดอกไม้และต้นไม้ไว้ไม่น้อย
ดอกกุหลาบป่าสีชมพูเลื้อยพันกำแพงเก่าที่แตกร้าวขึ้นไปด้านบน
กลับทำให้ลานบ้านเก่า ๆ ดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
ตอนที่เธอเคยอยู่ในเมือง คุณป้าก็ชอบปลูกดอกไม้ ตรงระเบียงมีไม้กระถางวางเรียงอยู่หลายใบ
ในบ้านสะอาดอยู่เสมอ ผ้าห่มของเธอมีกลิ่นแดดหอมสะอาดติดอยู่ตลอด
แต่พอกลับมาอยู่บ้านในชนบท ในลานเต็มไปด้วยกลิ่นมูลไก่ ในบ้านก็รกไปหมด ของวางระเกะระกะทุกที่
ทุกครั้งที่เธอทำความสะอาด ก็เพราะทนการทำรกของผู้ใหญ่สามคนในบ้านไม่ไหว
นานเข้า เธอก็เลิกเก็บกวาดทั้งบ้าน ทำเพียงห้องของตัวเองเท่านั้น
ตอนนี้พอมาถึงบ้านเซียว เฉียวชิงเหยียนอดทอดถอนใจไม่ได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นลานบ้านชนบทซึ่งเก็บกวาดเรียบร้อยขนาดนี้
มองออกได้ทันทีว่าเจิ้งอวี้เหมยเป็นคนละเอียดรอบคอบ
เมื่อครู่ตอนเชือดไก่ อีกฝ่ายยังเอาออกไปจัดการนอกลานบ้าน พอทำเสร็จ ก็ใช้พลั่วตักดินกลบเลือดไก่กับเครื่องในที่มีกลิ่นคาวเข้าด้วยกัน แล้วโรยผงปูนขาวทับอีกชั้น
วิธีนี้ไม่เพียงช่วยกลบกลิ่น ยังทำให้ดินบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ขึ้นด้วย
ผ่านไปสองสามเดือน พอดินหมักได้ที่ ก็ใช้ปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นได้ดีขึ้น
ลานบ้านตั้งอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างสูง
เมื่อมองออกไปจากริมกำแพง ก็เห็นหมู่บ้านได้เกินครึ่ง ด้านหลังคือเขาฉายหยวนหลิ่ง ภูเขาเขียวชอุ่ม ปกคลุมด้วยต้นไม้หนาแน่น
เฉียวชิงเหยียนเงยหน้ามองแสงแดดยามเที่ยง แม้แสงจะจ้าจนแสบตาแต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาด
เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอกับตั่วตั่วก็สนิทกันไม่น้อยแล้ว
เด็กน้อยจับนิ้วของเฉียวชิงเหยียนไว้หนึ่งนิ้ว ก่อนจูงเธอไปยังกรงเล็ก ๆ ตรงมุมลาน
ข้างในมีลูกกระต่ายขนสีขาวสะอาดหนึ่งตัว
รอบ ๆ มีใบผักเขียวกระจัดกระจายอยู่
“กระต่าย…”
ตั่วตั่วจับมือเธอไว้ พลางอวดสัตว์เลี้ยงตัวน้อยอย่างภูมิใจ
เฉียวชิงเหยียนยื่นมือไปลูบขนนุ่มของเจ้ากระต่าย
ก่อนถามเสียงอ่อนโยน
“ใครเอากระต่ายตัวนี้มาให้หนูหรือ”
ตั่วตั่วไม่ได้ตอบ
เธอหยิบใบผักไปจ่อปากกระต่าย
แต่เจ้ากระต่ายไม่ยอมกิน กลับหดคอ ดวงตาแดงก่ำมองทั้งสองคนอย่างหวาด ๆ
ผ่านไปพักใหญ่
ตั่วตั่วจึงค่อย ๆ พูดช้า ๆ
“พี่ชาย…กระต่าย…”
เฉียวชิงเหยียนเข้าใจทันที
ความหมายของเด็กน้อยคือ พี่ชายเป็นคนเอากระต่ายมาให้
เธอยิ้มอ่อนโยน ลูบผมตั่วตั่วเบา ๆ
จากนั้นก็นั่งยอง ๆ ข้างกรง เท้าคางมองเด็กน้อยเล่นกับกระต่ายอย่างเพลิดเพลิน
ไม่นานนัก
จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกลานบ้าน เฉียวชิงเหยียนลุกขึ้นมอง
ในขณะเดียวกัน คนผู้นั้นก็ก้าวผ่านประตูเข้ามาในลานพอดี