บทที่ 103: คุยกับเธอทำไมมันยากเย็นขนาดนี้?
“นี่ก็เที่ยงแล้ว เราจะแวะกินข้าวกันก่อนค่อยกลับ หรือว่าจะกลับไปกินที่โรงงานดีครับ?”
ฉีหนวนหยางกวาดสายตามองผู้คนบนท้องถนนที่กำลังเร่งรีบกลับบ้านในช่วงพักเที่ยง ก่อนจะหันกลับมาถามความเห็นของทุกคน
ถังหลินหันไปมองฉีหนวนหยางและเจียงจิ่งเทาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไปกินที่ร้านอาหารของรัฐเถอะค่ะ วันนี้รบกวนพวกคุณช่วยวิ่งเต้นเรื่องที่โรงพักมาทั้งวัน ขืนกลับไปโรงงานตอนนี้ ที่โรงอาหารคงเหลือแต่เศษอาหารก้นหม้อแล้วล่ะ”
ในเมื่อพวกเขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาช่วย จะให้หิ้วท้องกลับไปกินของเหลือก็คงดูไม่ดีนัก
ฉีหนวนหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปถามเลิ่งหย่งคังที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
“คุณเลิ่งครับ แล้วคุณล่ะ จะไปกินข้าวที่ร้านอาหารด้วยกันไหม?”
เลิ่งหย่งคังเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาถังหลินโดยไม่ตั้งใจ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือแววตาที่เย็นชาและห่างเหินจนน่าใจหาย
เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธด้วยท่าทีลนลาน
“ไม่... ไม่ล่ะครับ ที่บ้านยังมีธุระต้องไปจัดการอีก พวกคุณไปกันเถอะ”
ฉีหนวนหยางยกมือขึ้นตบไหล่เลิ่งหย่งคังเบาๆ ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร พลางกำชับด้วยความหวังดี
“ตกลงครับ งั้นเดินทางกลับดีๆ นะ เอาไว้มีเวลาว่างเราค่อยมานัดเจอกันใหม่”
เลิ่งหย่งคังพยักหน้ารับแล้วโบกมือลาทุกคน ก่อนจะพาจางต้าหนิวเดินแยกตัวออกไปก่อน
ถังหลินมองตามแผ่นหลังของอดีตสามีที่ปั่นจักรยานห่างออกไป แล้วจึงหันมาถามลูกสาว
“วันนี้แค่ออกมาซื้อจักรยาน ทำไมถึงไปเจอพวกเขาได้ล่ะลูก?”
เลิ่งฮุ่ยกลอกตาใส่มารดาหนึ่งทีด้วยความเอือมระอา
“หนูจะไปรู้ได้ยังไงคะ? เมื่อกี้ตอนเขาอยู่ แม่ทำไมไม่ถามเขาล่ะว่าเรียกหนูไว้ทำไม อยู่ดีๆ ก็ตะโกนเรียก จนเมียใหม่จอมหาเรื่องของเขาเข้าใจผิด เกือบจะกระโดดเข้ามากัดหนูอยู่แล้ว”
ฉีหนวนหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วถามกลั้วหัวเราะ
“เมียใหม่เขาไม่เคยเจอเธอมาก่อนเหรอ?”
เลิ่งฮุ่ยเดินไปไขกุญแจรถจักรยานพลางตอบเสียงเรียบ
“ไม่เคยค่ะ ถ้าวันนี้ไม่เกิดเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้นมา หนูก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าผู้หญิงคนนี้จะร้ายกาจขนาดนี้”
เจียงจิ่งเทาฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่าๆๆ! นี่มันเรื่องโอละพ่อชัดๆ คนกันเองแท้ๆ ดันจำกันไม่ได้เสียอย่างนั้น!”
เลิ่งฮุ่ยแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ
“ใครเป็นคนกันเองกับหล่อน? ถ้าไม่ใช่เพราะนายเลิ่งหย่งคังแต่งงานกับหล่อน หนูคงไม่สนหรอกว่าหล่อนจะเป็นต้นหอมหรือต้นกระเทียมมาจากไหน!”
เจียงจิ่งเทาถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ
“เอาเถอะๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว หิวจนไส้กิ่วแล้ว รีบไปหาอะไรกินกันดีกว่า”
ทั้งสี่คนปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารของรัฐ ระหว่างทางฉีหนวนหยางสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเลิ่งฮุ่ยยังดูบึ้งตึง จึงพยายามชวนคุยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“ฮุ่ยฮุ่ย วันนี้อยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ มื้อนี้อาเลี้ยงเอง”
“หนูไม่เลือกกินหรอกค่ะ พวกอาสั่งอะไรมาหนูก็กินได้ทั้งนั้น”
เลิ่งฮุ่ยตอบกลับ แม้ใจจริงเธอจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรมากนัก แต่ความรู้สึกขยะแขยงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชู้สาวกับพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
พ่อลูกแท้ๆ ดันถูกมองไปในทางอกุศลแบบนั้น คิดแล้วมันน่าคลื่นไส้จริงๆ
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเลิ่งหย่งคังที่กำลังปั่นจักรยานให้จางต้าหนิวซ้อนท้าย เขาก็เริ่มเปิดบทสนทนาอบรมภรรยาใหม่
ตลอดทางที่ปั่นรถมา เขาคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยความอัดอั้นตันใจ
“คุณจางต้าหนิวครับ ผมคิดว่าตั้งแต่เราจดทะเบียนสมรสกันมา เรายังไม่เคยเปิดใจคุยกันดีๆ เลย ตอนนี้ผมอยากจะขอคุยกับคุณอย่างจริงจังหน่อย”
จางต้าหนิวที่เพิ่งก่อเรื่องมาจึงตอบเสียงอ่อย
“คุณพูดมาสิ ฉันฟังอยู่”
“คนเป็นผัวเมียกัน มันก็ต้องมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นธรรมดา แต่วิธีการพูดคุยกันมันสำคัญมากนะ ผมไม่รู้หรอกว่าคุณกับสามีเก่าคุยกันยังไง แต่สำหรับผม ผมอยากแนะนำว่าเราไม่ควรไปยืนเถียงเรื่องละเอียดอ่อนกันกลางตลาด หรือต่อหน้าคนเยอะๆ แบบนั้น มีอะไรกลับมาคุยกันที่บ้านดีกว่าไหม?
การเอาเรื่องในบ้านไปประจานให้คนอื่นรู้ มันไม่ได้แค่ทำให้เรื่องบานปลาย แต่มันทำให้เราทั้งคู่ขายหน้าด้วย ระยะยาวมันจะทำให้ครอบครัวเราอยู่กันไม่ยืด เหมือนเรื่องเมื่อกี้นี้ ถ้าคุณใจเย็นๆ แล้วถามผมดีๆ ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร เรื่องมันก็คงไม่จบแบบนี้จริงไหม?”
เลิ่งหย่งคังเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนถามย้ำ
“คุณว่าที่ผมพูดไป มันถูกไหม?”
“ถูก... ที่คุณพูดมามันก็ถูก แต่ถ้าตอนนั้นคุณบอกฉันแต่แรกว่านั่นคือลูกสาวคุณ ฉันจะอาละวาดไหมล่ะ? เพราะงั้นนะ มีอะไรคุณก็บอกฉันมาตรงๆ สิ ฉันจะได้ไม่ต้องคิดมากจนเข้าใจผิดไปเอง”
“เฮอะ! สรุปผมพูดมาตั้งยืดยาว กลายเป็นว่าผมผิดงั้นสิ?”
เลิ่งหย่งคังหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“ตอนนั้นคุณเล่นด่ากราดไม่เปิดช่องให้ผมอธิบายเลย แล้วผมก็ไม่ใช่พยาธิในท้องคุณ ผมจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าในสมองหมูๆ ของคุณกำลังคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่?”
จางต้าหนิวเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ก็ตอนนั้นคุณอยู่กับผู้หญิงรุ่นลูก ใครเห็นก็ต้องคิดลึกทั้งนั้นแหละ เป็นเพราะคุณเองนั่นแหละที่หัวช้า แล้วจะมาโทษฉันได้ยังไง?”
เลิ่งหย่งคังยิ้มขื่น แววตาฉายความเหนื่อยหน่ายอย่างถึงที่สุด น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความท้อแท้
“ทำไมผมถึงรู้สึกว่า... การคุยกับคุณมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ?”
จางต้าหนิวฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของสามีดังป้าบ
“ถ้ารู้สึกว่ามันคุยยากนักก็ไม่ต้องคุย! รีบปั่นเข้าสิ นี่มันเที่ยงแล้ว คนที่บ้านรอฉันกลับไปทำกับข้าวกันจนท้องกิ่วแล้วมั้ง ขืนกลับไปช้า เดี๋ยวครอบครัวคุณก็มาบ่นกระปอดกระแปดใส่ฉันอีก”
แรงตบที่คาดไม่ถึงทำเอาเลิ่งหย่งคังตัวโยนไปข้างหน้า รถจักรยานเซถลาจนเกือบล้ม หัวใจของเขาแทบจะกระดอนออกมานอกอก
โชคดีที่เขาแข็งใจประคองแฮนด์รถกลับมาทรงตัวได้ทัน
“นี่คุณ! ช่วยทำตัวให้มันนุ่มนวลเหมือนผู้หญิงหน่อยได้ไหม? เล่นตบกันแรงขนาดนี้ กะจะฆ่าผัวตัวเองให้ตายคาที่เลยหรือไง?”
“อยากให้ฉันอ่อนโยน คุณก็ต้องทำดีกับฉันก่อนสิ ฉันถามหน่อย วันนี้ลูกสาวคุณซื้อจักรยาน คุณแอบควักเงินให้ไปเท่าไหร่?”
เลิ่งหย่งคังถึงกับเหวอเมื่อรู้ว่าภรรยากำลังเข้าใจผิดอีกแล้ว
“ผมไม่ได้จ่ายสักแดงเดียว! ผมรู้แค่ว่าฮุ่ยฮุ่ยจะซื้อจักรยาน ผมก็เลยไปช่วยเลือกช่วยดูให้เฉยๆ เงินทองตั๋วแลกของอะไรนั่น ลูกเขาจัดการของเขาเองทั้งนั้น”
จางต้าหนิวทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่เชื่อถือ
“เมียเก่าคุณเพิ่งหย่ากับคุณไปได้ไม่เท่าไหร่เองไม่ใช่เหรอ? ฉันฟังแม่คุณเล่ามาว่า ตอนที่หล่อนอยู่ในบ้าน หล่อนไม่มีเงินเก็บติดตัวสักบาท แล้วอยู่ดีๆ จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อจักรยานราคาแพงๆ แบบนั้นได้?”
“เรื่องนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไง?”
เลิ่งหย่งคังรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ มันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
“หย่ากันแล้วก็เหมือนคนอื่นคนไกล เรื่องส่วนตัวของเขาผมจะไปก้าวก่ายได้ยังไง ต่อให้ผมหน้าด้านไปถาม คิดว่าเขาจะยอมบอกผมเหรอ?”
จางต้าหนิวเบ้ปาก อดีตเมียคนนั้นอาจจะไม่อยากยุ่งก็จริง แต่ดูเหมือนสามีของเธอนี่แหละที่ชอบเสนอหน้าเข้าไปหาเรื่องเอง
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ลานบ้าน ก็ต้องเผชิญกับใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อของเลิ่งผอจื่อ
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! ทำไมเพิ่งจะโผล่หัวกลับมา รีบไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้เลย!”
จางต้าหนิวเดินออกมาจากด้านหลังของเลิ่งหย่งคัง พอได้ยินคำตำหนิจากแม่สามี สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
เธอเหวี่ยงตะกร้าผักลงพื้นเสียงดังตุบ
“ฉันกลับมาไม่ทัน แล้วพอถึงเวลาทำไมพวกคุณไม่หุงหาอาหารกินกันไปก่อนล่ะ? คนในบ้านนี้เป็นง่อยแขนขาขาดกันหมดหรือไง? หรือว่าก่อนที่ฉันจะแต่งงานเข้ามา บ้านนี้กินลมกินแล้งประทังชีวิตกันเหรอ?”
เลิ่งผอจื่อถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าเลือนหายไปทันที
นางจ้องมองจางต้าหนิวด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ หญิงสาวที่ดูหัวอ่อนขยันขันแข็งเมื่อช่วงแรกๆ ตอนนี้กลับกลายเป็นคนปากคอเราะร้ายราวกับคนละคน หรือว่าที่ผ่านมาหล่อนแค่แกล้งทำตัวดีตบตาพวกนาง?
พอตั้งสติได้ เลิ่งผอจื่อก็ยกมือกุมหน้าอกแล้วแค่นหัวเราะ
“นี่คือเผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ? ไม่ต้องมาพูดมาก! ตั้งแต่โบราณมา หน้าที่ปรนนิบัติสามีดูแลงานบ้านมันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงต้องทำ! ในเมื่อหล่อนแต่งเข้ามาบ้านตระกูลเลิ่งแล้ว ถ้าไม่ทำกับข้าวทำงานบ้าน จะให้คนแก่แม่ผัวอย่างฉันลุกขึ้นมาปรนนิบัติหล่อนหรือไง?”
จางต้าหนิวพยายามข่มอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่าน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจริงจัง
“ก็ได้ ในเมื่อพูดกันขนาดนี้แล้ว วันนี้เรามาเปิดอกคุยกันให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่า”
“บ้านนี้มีคนตั้งสิบกว่าชีวิต จะให้ฉันรับผิดชอบทำกับข้าวทำงานบ้านคนเดียวทุกมื้อมันไม่ไหวหรอกนะ ในเมื่อบ้านนี้มีลูกสะใภ้สองคน ก็ต้องผลัดเวรกันทำสิถึงจะยุติธรรม ไม่ใช่เอะอะก็จะโขกสับวัวงานตัวเดียวแบบนี้”
เลิ่งผอจื่อปรายตามองไปที่ซุนเสี่ยวจวนแวบหนึ่ง ก่อนจะแย้งขึ้น
“สะใภ้รองเดือนนี้เพิ่งจะแท้งลูกไป หมอให้พักผ่อนร่างกาย เรื่องนี้ฉันไม่ยุ่ง พวกหล่อนไปตกลงกันเอง”
ตราบใดที่งานไม่ได้ตกมาถึงมือนาง จะเกี่ยงกันยังไงนางก็ไม่สน
“ยุคสมัยนี้แล้ว ใครบ้างที่แท้งลูกแล้วจะได้นอนกินบ้านกินเมืองเป็นเดือนๆ ส่วนใหญ่พักไม่กี่วันก็ลุกมาทำงานกันทั้งนั้น มีใครเขาอยู่ไฟกันครบเดือนจริงๆ บ้างล่ะ?”
แค่แท้งลูกนะ ไม่ใช่คลอดลูก
ประโยคสุดท้ายจางต้าหนิวได้แต่กลืนลงท้อง ไม่กล้าพูดต่อหน้าซุนเสี่ยวจวน เพราะกลัวอีกฝ่ายจะสติแตกขึ้นมา
[จบบท]