บทที่ 107: มาเพื่อโควตางาน
ค่ำคืนอันเงียบสงบผ่านพ้นไปพร้อมกับการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
เช้าวันถัดมา หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว สองแม่ลูกถังหลินและเลิ่งฮุ่ยก็จูงรถจักรยานออกมาเตรียมตัวไปทำงานพร้อมกัน
เมื่อปั่นมาถึงหน้าร้านขายของชำและอาหารแห้ง เลิ่งฮุ่ยก็แวะเอาขวดแก้วน้ำอัดลมเปล่าไปคืนที่ร้าน พร้อมกับรับเงินค่ามัดจำขวดกลับมาเก็บใส่กระเป๋า
สองแม่ลูกปั่นจักรยานฝ่าสายลมยามเช้ามาจนถึงหน้าประตูโรงงาน โดยเหลือเวลาอีกสิบกว่านาทีก่อนจะถึงเวลาเข้างาน
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วน บริเวณหน้าประตูใหญ่ของโรงงานจึงคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมนุษย์ในชุดทำงานสีเทาแกมฟ้าที่หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย
เสียงกระดิ่งจักรยานดัง "กริ๊ง... กริ๊ง..." ประสานกันระงมไปทั่วบริเวณ คนงานนับร้อยต่างรู้หน้าที่ พากันลงจากรถจักรยานหน้าประตูโรงงาน แล้วค่อยๆ เข็นรถเดินตามกันเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ
กฎของที่นี่คือทุกคนต้องลงจากรถเมื่อเข้าออกประตูโรงงาน แล้วใช้วิธีเข็นเดินเท้าเข้าไปแทน
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สัมผัสได้ถึงไอแดดช่วงสายที่เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงหันไปคุยกับแม่
"แม่คะ เดี๋ยวเย็นนี้เลิกงานแล้ว เราแวะไปห้างสรรพสินค้าซื้อหมวกกันแดดสักสองใบดีไหมคะ"
ถังหลินพยักหน้าเห็นด้วย "เอาสิ แต่แม่ไม่รู้นะว่าของใหม่ปีนี้เข้ามาหรือยัง"
"โธ่แม่ หมวกกันแดดขอแค่ใช้งานได้จริงก็พอแล้วค่ะ จะรุ่นเก่ารุ่นใหม่มันก็ทรงคล้ายๆ กันนั่นแหละ"
ถังหลินได้ยินดังนั้นก็หันมาค้อนวงโตใส่ลูกสาว "นี่ลูกคิดว่าเรายังอยู่ในยุคไหนเนี่ย จะมาเน้นแค่ใช้งานได้จริงเหรอ สมัยนี้สาวๆ เขาต้องตามเทรนด์กันทั้งนั้น แม่ได้ยินมาว่าเครื่องประดับที่กำลังฮิตสุดๆ ตอนนี้คืองานที่ส่งตรงมาจากเซี่ยงไฮ้เชียวนะ"
สองแม่ลูกต่อปากต่อคำกันอย่างสนุกสนาน ในสายตาคนรอบข้าง ภาพของทั้งคู่ดูผ่อนคลายและมีความสุขขณะเข้าแถวเข็นรถเข้าโรงงาน
ทว่าจู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งเดินดุ่มๆ เข้ามาขวางทางพวกเธอเอาไว้
เลิ่งฮุ่ยเพ่งมองคนที่ยืนขวางหน้า แล้วคิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันทันที
"มายืนขวางทางคนอื่นแบบนี้หมายความว่ายังไง"
เหมิงเหมยปรายตามองคนงานคนอื่นๆ ที่เริ่มหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "เราหลบไปคุยกันตรงโน้นได้ไหม ยืนขวางตรงนี้เกะกะคนอื่นเขาเปล่าๆ"
เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นว่าทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีเพื่อนร่วมงานต่อแถวกันยาวเหยียด จึงตัดสินใจเข็นจักรยานหลบออกมาด้านข้าง แล้วถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ
"มีอะไรก็รีบว่ามา"
เหมิงเหมยชะเง้อมองถังหลินที่ยังคงต่อแถวอยู่ ซึ่งถังหลินเองก็หันมามองทางนี้เป็นระยะๆ เหมือนกลัวว่าพวกเธอจะมีเรื่องมีราวกัน
"ฉันได้ข่าวว่าป้าสะใภ้ใหญ่ได้เลื่อนตำแหน่งเหรอ"
เสียงขาตั้งจักรยานกระทบพื้นดัง "กึ้ก" เลิ่งฮุ่ยหันกลับมามองหน้าอีกฝ่าย เอียงคอเล็กน้อยแล้วถามด้วยสายตาดูแคลน
"แม่ฉันจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนตำแหน่ง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับเธอไม่ทราบ"
เมื่อเจอท่าทีเย็นชาของเลิ่งฮุ่ย เหมิงเหมยก็ทำสีหน้าเหมือนคนเจ็บปวด "ทำไมต้องพูดจาห่างเหินขนาดนั้นด้วย ถึงยังไงเราก็เคยอยู่บ้านเดียวกันมาเป็นสิบปี มีความผูกพันโตมาด้วยกันนะ เธอจำเป็นต้องทำเย็นชาใส่ฉันขนาดนี้เลยเหรอ"
เลิ่งฮุ่ยหลุบตาลงต่ำ ริมฝีปากยกยิ้มหยัน "แล้วเธออยากให้ฉันทำท่าทางยังไงใส่ล่ะ หรือต้องให้ฉันแสดงบทพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ควักหัวใจออกมาตีแผ่ หรือต้องร้องห่มร้องไห้ซาบซึ้งที่เราเป็นครอบครัวเดียวกันงั้นสิ"
เหมิงเหมยรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "อย่ามาประชดกันหน่อยเลย คนอย่างเธอที่มีหนามแหลมรอบตัว ฉันรับมือไม่ไหวหรอก"
"งั้นถ้าไม่มีธุระอะไร ฉันขอตัว" เลิ่งฮุ่ยตัดบท เตรียมจะเข็นจักรยานกลับไปเข้าแถว
เหมิงเหมยร้อนรนขึ้นมาทันที รีบกระโดดมาขวางหน้าไว้อีกรอบ
"เดี๋ยวสิ! ฉันได้ยินเขาพูดกันว่า..." เหมิงเหมยชะงักคำพูด สายตาเหลือบไปเห็นชุดทำงานที่เลิ่งฮุ่ยสวมอยู่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะละล่ำละลักถาม "ทำไมเธอถึงใส่ชุดฟอร์มของโรงงานเครื่องจักร แล้วเวลานี้เธอมาอยู่ที่นี่... หรือว่าเธอมาทำงานที่นี่"
เลิ่งฮุ่ยก้มลงมองชุดของตัวเองแล้วหัวเราะในลำคอ "ฉันล่ะเป็นห่วงระดับสติปัญญาของเธอจริงๆ ความรู้สึกช้าชะมัด"
เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน เหมิงเหมยไม่มีทางปล่อยเลิ่งฮุ่ยไปง่ายๆ เธอพุ่งเข้าไปคว้าแขนเลิ่งฮุ่ยไว้ แล้วเขย่าถามอย่างคาดคั้น
"เธอเข้ามาทำงานได้ยังไง ป้าสะใภ้ใหญ่ใช้เส้นสายจากการเลื่อนตำแหน่งฝากเธอเข้างานใช่ไหม แล้วตอนนี้เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำหรือยัง"
เลิ่งฮุ่ยสะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุม "เธอเป็นใครมายุ่งอะไรด้วย ฉันไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถามเธอ น่ารำคาญชะมัด แต่เช้าตรู่ก็มาอาละวาดเป็นบ้าเป็นหลังอยู่หน้าโรงงานคนอื่น"
เหมิงเหมยถูกสะบัดจนเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม วิ่งกลับมาดักหน้าไว้อีกครั้ง
"เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ! อีกอย่าง ฉันได้ข่าวมาว่าโรงงานเครื่องจักรกำลังตั้งแผนกใหม่ จะมีการรับคนงานเพิ่ม เรื่องนี้จริงไหม เธอ... เธอช่วยไปพูดกับแม่เธอให้หน่อยสิ ขอโควตาให้ฉันสักที่หนึ่ง"
เมื่อถูกขวางทางซ้ำซาก เลิ่งฮุ่ยมองท่าทางที่ดูเหมือนเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเหมิงเหมยแล้วก็ให้รู้สึกตลกจนหลุดขำออกมา
"ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะ ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมานั่งตอบคำถามเธอ แล้วแม่ฉันตอนนี้ก็ตัดขาดจากบ้านตระกูลเหมิงของพวกเธอไปแล้วด้วย มีเหตุผลอะไรที่แม่ต้องไปก้มหัวขอร้องคนอื่นเพื่อเธอ เธอรู้ไหมว่าตอนนี้โควตางานที่หนึ่งมันราคาเท่าไหร่ แล้วมีคนแย่งกันหัวร้างข้างแตกขนาดไหน"
เลิ่งฮุ่ยขยับตัวเข้าประชิดแล้วผลักเหมิงเหมยที่ยืนขวางทางอยู่
"ถ้าไม่รู้ ก็แปลว่าเธอโง่เง่าเต่าตุ่น กลับไปถามพ่อเธอซะ แต่ถ้ารู้อยู่แล้วแต่ยังหน้าด้านมาขอให้แม่ฉันช่วยฟรีๆ ก็แปลว่าเธอไร้ยางอาย! คิดจะมาชุบมือเปิบเอาเปรียบคนอื่น ฝันไปเถอะ หลบไป!"
คราวนี้เลิ่งฮุ่ยไม่ออมแรง ผลักเต็มกำลังจนเหมิงเหมยที่ไม่ได้ตั้งหลักหงายหลังล้มตึง ก้นกระแทกพื้นซีเมนต์เข้าอย่างจังจนส่งเสียงร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด
ความเจ็บแล่นปราดขึ้นมาจนน้ำตาคลอเบ้า แต่ตัวต้นเหตุก็ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เลิ่งฮุ่ยเข็นจักรยานเดินเชิดหน้าจากไปอย่างไม่ไยดี
หลังจากความเจ็บปวดทุเลาลง เหมิงเหมยตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น ก้มมองฝ่ามือที่ถลอกปอกเปิกด้วยความคับแค้นใจ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น
เมื่อเลิ่งฮุ่ยเดินกลับมาสมทบ ถังหลินก็กวาดสายตามองลูกสาวแวบหนึ่ง
"แม่นั่นมาหาเรื่องอะไรลูก"
เลิ่งฮุ่ยจัดคอเสื้อชุดทำงานให้เข้าที่ พลางแค่นหัวเราะ "จะมีเรื่องดีอะไรได้ล่ะแม่ ก็เหมือนพวกแมวจรจัดที่ได้กลิ่นคาวปลานั่นแหละ ข่าวเรื่องโรงงานตั้งแผนกใหม่ ไม่รู้แม่นั่นไปมุดรูไหนฟังมา วันนี้เลยแจ้นมาหา หวังจะให้แม่หาโควตางานให้สักที่"
"ฝันกลางวันชัดๆ" ถังหลินส่ายหน้า พยักพเยิดให้ลูกสาวรีบเดิน เพราะใกล้จะได้เวลาเข้างานแล้ว แต่พวกเธอยังเดินไปไม่ถึงตึกสำนักงานเลย
"หนูว่าช่วงนี้ทางเขตคงเริ่มรณรงค์เกณฑ์วัยรุ่นว่างงานไปชนบทอีกรอบแน่ๆ ไม่อย่างนั้นแม่นั่นคงไม่กระตือรือร้นวิ่งหา งานขนาดนี้หรอก"
ยุคสมัยนี้ วัยรุ่นในเมืองที่เรียนจบแล้วไม่มีงานทำมีอยู่เกลื่อนเมือง ตำแหน่งงานสักที่หนึ่งหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
คนสมัครงานหนึ่งตำแหน่ง มีคนรอเสียบเป็นร้อยคน คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
ถังหลินเองมีโควตางานอยู่ในมือหนึ่งที่ ถ้าเธอปล่อยข่าวออกไป เชื่อเถอะว่าจะมีคนแห่เอาเงินหลายร้อยหยวนมาประเคนให้ถึงหน้าบ้านเพื่อซื้อสิทธิ์นี้ทันที
ทั้งสองนำรถจักรยานไปจอดในโรงเก็บรถ ล็อคกุญแจเรียบร้อยแล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปยังตึกสำนักงาน
ขณะที่เดินขึ้นบันได เสียงรองเท้ากระทบพื้นดัง "ตึกๆ" จู่ๆ ถังหลินก็หยุดเดิน เธอกอดราวบันไดเหล็กแล้วหันกลับมามองเลิ่งฮุ่ยที่เดินตามหลังมา ดวงตาของเธอฉายแววเจ้าเล่ห์พร้อมรอยยิ้มที่มีความนัย
"ถามจริงๆ นะ ลูกจะติดใจไหมถ้าต้องทำงานที่เดียวกับแม่นั่น"
เลิ่งฮุ่ยเดินแซงแม่ขึ้นไป พอถึงชั้นสองก็หันกลับมามองพลางกรอกตาใส่ แล้วปัดฝุ่นที่ชุดทำงานของตัวเองเบาๆ
"หนูไม่ใช่พวกชอบทรมานตัวเองนะแม่ รู้อยู่เต็มอกว่าดวงไม่สมพงศ์กับยัยนั่น ขืนต้องมาเป็นเพื่อนร่วมงานกัน มีหวังประสาทกินตายพอดี แม่ถามทำไมเนี่ย"
ถังหลินพยักหน้าหงึกหงัก "โอเค แม่รู้แล้วว่าจะจัดการยังไง"
เลิ่งฮุ่ยยังงงๆ ว่าแม่จะทำอะไร แต่ก็แยกย้ายกันไปทำงาน
ปรากฏว่าพอเลิ่งฮุ่ยเดินตรวจตราความเรียบร้อยในโรงงานได้รอบหนึ่ง แล้วกลับเข้ามาที่ห้องพัก เธอก็ได้ยินเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกันเรื่องโควตางานที่เพิ่งหลุดออกมา
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา ในห้องทำงานใหม่ของถังหลิน
ถังหลินดันเงินปึกหนึ่งที่มีแต่ธนบัตรใบละสิบหยวนมาตรงหน้าลูกสาว
"ทั้งหมดหกร้อยหยวนถ้วน เก็บไว้สิ"
เลิ่งฮุ่ยกวาดนิ้วผ่านปึกธนบัตรอย่างชำนาญ เสียงกระดาษเสียดสีกันดัง "พรึ่บๆ" ฟังดูไพเราะเสนาะหูในห้องเงียบๆ จนกระทั่งนับใบสุดท้ายเสร็จ เธอจึงเงยหน้ามองแม่
"นี่แม่ขายโควตางานไปแล้วเหรอคะ"
ถังหลินดีดนิ้วดังเปาะ "ฉลาดมาก!"
"เมื่อเช้าตอนลูกพูดเตือนสติ แม่ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที เก็บโควตานั้นไว้กับตัวก็กินไม่ได้ แต่ข้างนอกนั่นมีคนอยากเข้าโรงงานจนตัวสั่น สู้ปล่อยขายไป คนซื้อได้งาน แม่ได้เงินมากอดเล่น วิน-วินทั้งคู่ เลิศจะตาย!"
เลิ่งฮุ่ยรีบเก็บเงินเข้ามิติส่วนตัว แล้วเคาะโต๊ะเบาๆ เตือนสติแม่
"แม่คะ คีพลุคหน่อยค่ะ อย่าให้คนอื่นมาเห็นแม่ทำท่าทางหน้าเงินแบบนี้ เดี๋ยวจะเสียภาพพจน์หัวหน้าหมด!"
[จบบท]