บทที่ 109: ฝันกลางวัน
“นังเด็กบ้า แกกล้าดียังไงมาพูดจาปีนเกลียวกับผู้ใหญ่แบบนี้หา”
เส้นเลือดปูดโปนปรากฏขึ้นชัดเจนบนขมับของเลิ่งเสี่ยวเม่ยด้วยความโมโห เธอเงยหน้าขึ้นมองถังหลินที่ยืนเคียงคู่มากับฉีหนวนหยางด้วยสายตาไหววูบ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตัดพ้อด้วยน้ำเสียงตำหนิติเตียน
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ดูเอาเถอะว่าช่วงที่ผ่านมาพี่อบรมสั่งสอนยัยฮุ่ยยังไง ส่งเสียให้เรียนหนังสือแต่ความรู้กลับลงไปอยู่ในท้องหมาหมดแล้วรึไง นอกจากจะไร้มารยาทกับผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ยังกล้าใช้คำพูดคำจาหยาบคายแบบนี้อีก ขืนคนอื่นรู้เข้าเขาจะนินทาเอาได้นะว่าตระกูลเราขาดการอบรมสั่งสอน”
ถังหลินเหลือบมองท้องฟ้าที่สว่างจ้าด้วยความระอาใจ ก่อนจะเอ่ยสวนกลับไปอย่างไม่แยแส
“ครอบครัวพวกเธอเคยมีการอบรมสั่งสอนที่ดีด้วยหรือไง ถ้ามีจริงคงไม่ผลิตคนนิสัยเสียที่เอาแต่ใจตัวเองแถมยังไร้มารยาทอย่างเธอออกมาหรอกนะ”
ดูเอาเถอะ พอโผล่หน้ามาก็ชี้หน้าด่ากราด ใส่ความเธอที่เป็นอดีตพี่สะใภ้ฉอดๆ ไม่ได้แหกตาดูเลยว่าตอนนี้สถานะระหว่างกันมันเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่พี่พูดจาภาษาอะไรกัน ทำอย่างกับไม่อยากต้อนรับฉันงั้นแหละ”
“อ้าว ก็นับว่ายังมีสติปัญญารู้จักเจียมตัวนี่ ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าที่นี่ไม่ต้อนรับ แล้วเธอจะเสนอหน้ามาหาเรื่องให้ตัวเองไม่สบายใจทำไมไม่ทราบ”
ถังหลินในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมที่ยอมก้มหัวให้ใครอีกแล้ว เธอไม่มีทางยอมลงให้เลิ่งเสี่ยวเม่ยเหมือนในอดีตแน่
คำพูดตอกกลับที่เจ็บแสบทำเอาเลิ่งเสี่ยวเม่ยถึงกับไปไม่เป็น เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าถังหลินหลังจากหย่าขาดจากพี่ชายเธอไปแล้วจะมีฝีปากกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเดียว
หากเป็นนิสัยเดิมของเธอ ป่านนี้คงสะบัดหน้าหนีกลับบ้านไปนานแล้ว
ทว่าเมื่อนึกถึงจุดประสงค์สำคัญที่ทำให้ต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่ ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ให้เกียรติหรือทำหน้าบึ้งตึงใส่ เธอก็จำต้องปั้นหน้ายิ้มประจบประแจงต่อไป
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเพิ่งพูดตัดรอนกันแบบนั้นสิ ถึงวาสนาความเป็นสามีภรรยาของพี่กับพี่ชายฉันจะจบลงไปแล้ว แต่วันเวลาที่เราเคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาตั้งนานมันโกหกกันไม่ได้นะ ความผูกพันที่เคยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ยังไงกาลเวลาก็พรากมันไปไม่ได้หรอก”
ถังหลินไม่ได้มีความคิดที่จะมารำลึกความหลังกับคนพรรค์นี้ เธอมองร่างของเลิ่งเสี่ยวเม่ยที่ยืนขวางทางอยู่ด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา
“อย่าเอาเรื่องเก่าๆ มาพูดให้คลื่นไส้หน่อยเลย เธอคิดจริงๆ หรือว่าช่วงเวลาที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านหลังนั้นมันเรียกว่าความผูกพัน เลิกอ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าสักที วันนี้เธอถ่อมาถึงที่นี่ต้องการอะไรกันแน่”
เลิ่งเสี่ยวเม่ยลอบชำเลืองมองชายหนุ่มมาดดีอย่างฉีหนวนหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นระยะ ความสงสัยใคร่รู้ฉายชัดอยู่บนใบหน้าจนปิดไม่มิด เธอแกล้งทำเป็นเย้าแหย่ด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“พี่สะใภ้ใหญ่ แล้วสหายชายท่านนี้คือใครกันล่ะเนี่ย ทำไมไม่เห็นแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างเลย”
สีหน้าของถังหลินแสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน เธอจงใจขึ้นเสียงสูงตวาดกลับไป
“ไม่มีความจำเป็นต้องแนะนำ สรุปแล้วเธอมาทำไม รีบพูดธุระมาให้ไว ถ้าไม่มีอะไรก็หลีกทางไปซะ อย่ามาทำตัวเป็นหมาขวางทางคนจะกลับบ้าน เสียเวลาคนอื่นเขา เธอไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไง”
“แม่ ไม่ต้องไปเสียน้ำลายคุยกับเขาหรอก รีบปั่นจักรยานกลับบ้านกันเถอะ” เลิ่งฮุ่ยเอ่ยเร่งเร้า
“เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไปสิ ฉันยังมีธุระสำคัญจะคุยด้วยนะ”
พอเห็นสองแม่ลูกทำท่าจะปั่นจักรยานหนี เลิ่งเสี่ยวเม่ยก็รีบถลันเข้ามาขวางหน้าไว้อย่างร้อนรน
คราวนี้เธอไม่กล้าโยกโย้ถ่วงเวลาอีกแล้ว จึงรีบโพลงความต้องการของตัวเองออกมาทันที
“ฉันได้ยินนังหนูเหมยบอกว่า ช่วงนี้โรงงานของพวกพี่กำลังเปิดรับสมัครคนงานไม่ใช่เหรอ ยัยฮุ่ยเองก็อาศัยเส้นสายของพี่จนได้เข้ามาทำงานในโรงงานแล้ว ฉันเลยกะว่าจะมาไหว้วานให้พี่ช่วยวิ่งเต้นให้ฉันหน่อย เอาแค่ตำแหน่งคนงานชั่วคราวก็ได้นะ ฉันไม่เกี่ยงหรอก”
เลิ่งฮุ่ยที่ได้ยินคำขอนั้นถึงกับหลุดขำออกมาด้วยความสมเพช
“ฉันเพิ่งค้นพบวันนี้เองว่าอาเล็กหน้าตาอาจจะดูไม่ได้ แต่จินตนาการนี่สวยหรูเลิศเลอเชียวนะ อยากให้แม่ฉันช่วยหาเวหางานให้ ก็หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างสิว่าสารรูปเป็นยังไง”
“นังเด็กบ้า แกกล้าพูดย้อนผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง ฉันเป็นอาแกนะ ไม่มีสัมมาคารวะเอาซะเลย”
“พอได้แล้ว เลิกเพ้อฝันกลางวันแสกๆ สักที เรื่องจะให้ฉันช่วยหาคนงานให้ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ฉันไม่ได้มีอำนาจวาสนาขนาดนั้น”
ถังหลินตัดบทอย่างไม่ไยดี พร้อมกับเข็นรถจักรยานเบี่ยงหลบอีกฝ่ายเพื่อจะออกจากหน้าโรงงาน
เวลานี้เป็นช่วงเลิกงานที่ผู้คนพลุกพล่าน เธอไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครให้มากความ
เลิ่งเสี่ยวเม่ยเห็นท่าทีแข็งกร้าวของถังหลินที่จะจากไป ก็เกิดความร้อนรนจนลืมตัว คว้าหมับเข้าที่ตะแกรงเหล็กท้ายรถจักรยานแล้วยึดไว้แน่น
“พี่สะใภ้ใหญ่ ถือว่าครั้งนี้ฉันขอร้องพี่เถอะนะ ฉันจำเป็นต้องได้งานนี้จริงๆ ที่บ้านมีทั้งคนแก่ทั้งเด็กต้องเลี้ยงดู ขืนฉันไม่ได้งานทำ มีหวังพวกเราทั้งบ้านคงได้อดตายกันพอดี”
ถังหลินก้มมองมือหยาบกร้านที่กำตะแกรงท้ายรถของเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เส้นเอ็นปูดโปนเกร็งเขม็งแสดงให้เห็นถึงความดื้อด้านที่จะไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
ท่าทางกัดไม่ปล่อยของอีกฝ่ายทำให้เส้นเลือดที่ขมับของถังหลินเต้นตุบๆ ด้วยความหงุดหงิด ไฟโทสะลุกโชนขึ้นกลางอกแล่นพล่านขึ้นสู่สมอง จนเธอนึกอยากจะหานีดมาสับมือที่เกะกะคู่นี้ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นดึงดูดความสนใจของป้อมยามรักษาการณ์มาสักพักแล้ว เมื่อฉีหนวนหยางส่งสัญญาณไป เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างกำยำสองนายก็รีบตรงดิ่งเข้ามาทันที
“ทำอะไรน่ะ มายื้อยุดฉุดกระชากรถจักรยานคนอื่นแบบนี้ คิดจะปล้นกันหรือไง”
เสียงตวาดก้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำเอาเลิ่งเสี่ยวเม่ยสะดุ้งโหยง รีบปล่อยมือออกจากรถจักรยานแทบไม่ทัน เธอหันไปปั้นหน้ายิ้มแหยๆ ให้เจ้าหน้าที่พร้อมโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“เปล่าๆ ไม่ใช่นะคะ เธอเป็นพี่สะใภ้ฉันเอง ฉันแค่มีธุระจะคุยกับเธอนิดหน่อยเท่านั้น”
ถังหลินปรับสีหน้าให้เย็นชาลงทันที หันไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ แล้วก็ไม่ได้เป็นพี่สะใภ้อะไรของเขาด้วย หน้าโรงงานไม่อนุญาตให้คนนอกมาเพ่นพ่านวุ่นวาย ยังไงก็รบกวนพวกคุณช่วยจัดการให้ทีนะคะ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ถมึงทึงขึ้นทันตา มือใหญ่หนาราวกับคีมเหล็กพุ่งเข้าคว้าข้อมือของเลิ่งเสี่ยวเม่ยไว้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนขัดขืนหรือส่งเสียงโวยวายแค่ไหน พวกเขาก็ลากตัวเธอตรงไปยังห้องรักษาความปลอดภัยอย่างไม่ปรานี
เลิ่งฮุ่ยกับถังหลินหันมาสบตากันแวบหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างนิ่งเฉย ไม่มีใครคิดจะเอ่ยปากขอความเมตตาให้อีกฝ่ายแม้แต่ครึ่งคำ
“โดนลากเข้าห้องรักษาความปลอดภัยไปแบบนั้น คนบ้านเลิ่งจะไม่ตามมาหาเรื่องคุณทีหลังเหรอครับ” ฉีหนวนหยางมองหน้าถังหลินด้วยความเป็นห่วง
ถังหลินยิ้มบางๆ ส่ายหน้าเบาๆ
“ฉันไม่ได้กลัวพวกนั้นหรอกค่ะ แค่รำคาญมากกว่าเวลาพวกนั้นมาตามตอแยไม่เลิก”
ฉีหนวนหยางขมวดคิ้วมุ่น วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยความจริงจัง
“ถ้าอยู่ในโรงงานก็คงไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยดูแล พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ที่น่ากังวลคือกลัวพวกมันจะตามไปรังควานถึงที่บ้านมากกว่า พวกคุณสองแม่ลูกอยู่กันตามลำพัง ถ้าเกิดพวกนั้นยกโขยงมาปิดล้อมบ้าน ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็คือพวกคุณ”
เลิ่งฮุ่ยฟังแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ แววตาเป็นประกายกล้าแข็ง
“เรื่องนั้นฉันไม่กลัวหรอกค่ะอาฉี ถ้าพวกนั้นกล้าบุกรุกเข้ามาในบ้านฉัน ก็เท่ากับเป็นโจรปล้นบ้าน ต่อให้ฉันตีขาหัก พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ไหนได้”
ถังหลินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“ยัยเด็กคนนี้นับวันยิ่งนิยมความรุนแรงเข้าไปใหญ่ วางใจเถอะค่ะ คนบ้านเลิ่งไม่ได้มีความกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้นหรอก”
เมื่อเห็นสองแม่ลูกยังพูดคุยหยอกล้อกันได้อย่างสบายใจ ไร้ซึ่งความกังวล ฉีหนวนหยางก็เบาใจลงเปลาะหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงนัดหมายในวันพรุ่งนี้
“งั้นพรุ่งนี้เราไปตกปลากันตามเดิม พวกคุณว่ายังไง”
พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ควรจะได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง เลิ่งฮุ่ยจึงรีบตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เอาสิคะอาฉี อาจัดเตรียมโปรแกรมได้เลย หนูเองก็กำลังเปรี้ยวปากอยากกินปลาต้มฝีมืออาอยู่พอดี”
เมื่อตกลงนัดหมายกันเรียบร้อย ฉีหนวนหยางก็กล่าวลาสองแม่ลูก แล้วแยกตัวปั่นจักรยานเลี้ยวเข้าซอยอีกทางเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านของตน
บรรยากาศยามเย็นของฤดูร้อนช่างอบอ้าวชวนให้อึดอัด หลังจากตรากตรำทำงานมาทั้งวัน พอถึงบ้านสองแม่ลูกก็แทบจะกินอะไรไม่ลง
ถังหลินจึงไม่ได้ลงมือทำกับข้าวใหม่ เพียงแต่นำโจ๊กที่เคยเคี่ยวเก็บไว้ในมิติออกมา อุ่นทานคู่กับผักดองรสกลมกล่อมและไข่ต้มอีกสองฟอง เพียงเท่านี้ก็เป็นมื้อเย็นที่เพียงพอแล้วสำหรับพวกเธอ
หลังจากจัดการมื้อค่ำง่ายๆ จนเรียบร้อย ถังหลินก็ลากตัวลูกสาวเข้าไปในห้องน้ำ
ภายในห้องน้ำมีถังไม้ใบใหญ่ตั้งวางอยู่ น้ำอุ่นถูกเตรียมไว้ครึ่งถัง ถังหลินผลักไหล่เลิ่งฮุ่ยเบาๆ
“ถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปแช่ในถังซะ”
เลิ่งฮุ่ยหันขวับมามองหน้าแม่ด้วยความงุนงง
“จะทำอะไรอะแม่”
“บอกให้ถอดก็ถอดเถอะน่า ทำตามที่แม่บอกก็พอ คืนนี้แม่จะใช้พลังธาตุไม้ช่วยทะลวงเส้นลมปราณในร่างกายให้ลูก”
เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้ว ก้มลงสำรวจร่างกายตัวเองแล้วแย้งขึ้น
“หนูว่าร่างกายหนูก็แข็งแรงดีนะ หนุ่มแน่นกระชุ่มกระชวยจะตาย จำเป็นต้องทะลวงอะไรด้วยเหรอ”
สายตาของถังหลินจับจ้องไปที่หน้าอกหน้าใจของลูกสาว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ลูกอายุสิบแปดเข้าไปแล้วนะ แต่ร่างกายยังดูเหมือนเด็กไม่โต ถ้าไม่รีบกระตุ้นเส้นสายภายในเสียตั้งแต่ตอนนี้ อีกหน่อยลูกคิดจะใช้หุ่นกระดานซักผ้าแบบนี้ออกเรือนหรือไง รีบถอดเร็วเข้า เดี๋ยวแม่ไปหยิบชุดนอนมาให้”
เพราะอากาศที่ร้อนระอุ พอกลับถึงบ้านพวกเธอจึงเปลี่ยนมาใส่เสื้อกล้ามแขนกุดสบายๆ เลิ่งฮุ่ยจ้องมองแผ่นหลังของถังหลินที่กำลังเดินออกไป แม่ของเธอแม้จะอยู่ในวัยเฉียดสี่สิบ แต่รูปร่างกลับยังคงความงดงามเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
ช่วงไหล่ของแม่ลาดมนกลมกลึงได้รูป ไม่มีความผอมแห้งจนเห็นกระดูก และไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินที่หย่อนคล้อย ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกบหยกสลัก ไล่ลงมาถึงท่อนแขนเรียวเสลาที่ดูแข็งแรงแต่ก็นุ่มนวล
ช่วงเอวคอดกิ่วราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะไหวเอนตามสายลม ดูบอบบางน่าทะนุถนอมแต่ก็แฝงไว้ด้วยความยืดหยุ่นแข็งแกร่ง
สะโพกกลมกลึงผายออกรับกับส่วนเว้าส่วนโค้งของบั้นเอวได้อย่างลงตัว สื่อถึงความเป็นอิสตรีที่เติบโตเต็มวัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเย้ายวนและสง่างามในคราเดียวกัน
ไหนจะเรียวขายาวสวยที่โผล่พ้นชายเสื้อตัวยาวนั่นอีก ผิวเนียนลื่นไร้ริ้วรอยตำหนิ
“คุณนายถังหลินคะ นี่แม่แอบไปซุ่มฟิตหุ่นดูแลร่างกายให้เป๊ะปังขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
“แม่ก็ดูแลของแม่มาตลอดนั่นแหละ เพียงแต่ลูกมัวแต่ไปสนใจเรื่องอื่น ไม่เคยมาสังเกตแม่เองมากกว่า อีกอย่างชุดทำงานโรงงานมันก็ตัวโคร่งจะตาย ลูกไม่ทันสังเกตเห็นก็ไม่แปลกหรอก”
ถังหลินวางชุดนอนสะอาดพับเรียบร้อยไว้บนเก้าอี้ข้างถังไม้ แล้วเดินเข้ามาใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
จากนั้นเธอก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เลิ่งฮุ่ย เอียงแก้มให้ดูชัดๆ
“แล้วลูกไม่สังเกตเห็นเหรอว่าผิวแม่ขาวขึ้นแล้วก็เนียนนุ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ”
เลิ่งฮุ่ยยื่นมือไปดึงแก้มแม่เล่นอย่างถือวิสาสะ
“อืม... ผิวนุ่มเด้งมือจริงๆ ด้วยแฮะ สงสัยคนมีความรักมักจะดูแลตัวเองดีขึ้นเป็นพิเศษสินะ”
[จบบท]