บทที่ 114: ในโชคร้ายย่อมมีโชคดีซ่อนอยู่
“ระวังหน่อยครับ เดินดูทางดีๆ อย่าให้ล้มนะ ส่วนกล้องถ่ายรูปนั่นเปียกก็ปล่อยให้เปียกไปเถอะครับ ของนอกกายพังไปก็ช่างมัน ไม่ได้มีอะไรสำคัญไปกว่าคนหรอก”
เส้นทางสายเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาก็ขรุขระและเดินยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งในยามที่สายฝนเทกระหน่ำลงมาเช่นนี้ ผิวหน้าดินที่เคยแห้งแข็งกลับกลายเป็นโคลนเหลว ส่งผลให้ทางเดินลื่นไถลได้ง่าย หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจจะเสียหลักลื่นไถลกลิ้งตกลงไปก้นเหวข้างทางได้ทันที
ฉีหนวนหยางมองดูแผ่นหลังของถังหลินที่ก้าวยาวๆ เดินนำหน้าไปอย่างรีบร้อนด้วยหัวใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอจนแทบจะหยุดหายใจ
ถังหลินยกมือขึ้นปัดปอยผมที่เปียกชุ่มแนบแก้มไปทัดไว้หลังใบหู หยดน้ำฝนเม็ดเล็กๆ ยังคงเกาะพราวอยู่บนแพขนตาคู่งาม เธอทอดสายตามองฝ่าม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า น้ำเสียงเจือไปด้วยความตื่นเต้นยินดีที่ปิดไม่มิด
“ถ้ำอยู่ข้างหน้านี้เองค่ะ เร่งฝีเท้าอีกนิดเดี๋ยวก็ถึงแล้ว อีกอย่างคุณไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ ห่วงตัวเองเถอะ เดินระวังๆ นะคะ”
ฝนฤดูร้อนมักจะมีนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ นึกอยากจะตกก็เทลงมาอย่างหนักหน่วงโดยไม่มีเค้าลาง ฉีหนวนหยางยกมือขึ้นลูบน้ำฝนที่ไหลเข้าตาออกลวกๆ ก่อนจะตะโกนตอบแข่งกับเสียงฝน “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ เรารีบเข้าไปหลบฝนข้างในกันเถอะ”
เมื่อมาถึงปากถ้ำที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ห้อยระย้า น้ำฝนไหลหยดลงมาจากปลายเถาไม้เหล่านั้นราวกับม่านน้ำตกขนาดจิ๋ว ถังหลินก้มลงหยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือจากพื้นขึ้นมา แล้วเหวี่ยงแขนขว้างมันเข้าไปในความมืดมิดของปากถ้ำ
ตึง!
เสียงก้อนหินกระทบพื้นหินด้านในดังก้องสะท้อนออกมาอย่างหนักแน่น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวแปลกปลอมหรือสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ถังหลินจึงใช้สองมือแหวกเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวกันหนาแน่นบริเวณปากถ้ำออก แล้วมุดตัวเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่ว
แม้ฉีหนวนหยางจะรู้สึกทึ่งกับทักษะการเอาตัวรอดในป่าที่ดูชำนาญการของถังหลิน แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า รีบก้าวเท้าตามเธอเข้าไปติดๆ
วินาทีที่ก้าวเท้าพ้นเข้ามาภายในถ้ำ ม่านฝนที่ตกกระหน่ำและเถาวัลย์หน้าปากถ้ำก็ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ตัดขาดเสียงอื้ออึงและความวุ่นวายของโลกภายนอกออกไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความเงียบสงบภายใน
ถังหลินผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยกมือขึ้นเช็ดน้ำฝนออกจากใบหน้าและจัดทรงผมที่ลีบแบนให้เข้าที่ ก่อนจะหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “กล้องของคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
ฉีหนวนหยางปลดสายสะพายกล้องออกจากคอ สะบัดไล่หยดน้ำที่เกาะอยู่ตามตัวกล้องเบาๆ แล้ววางมันลงบนพื้นหินแห้งๆ “น่าจะไม่มีปัญหาอะไรครับ”
“แล้วคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” ฉีหนวนหยางส่งสายตาห่วงใยไปที่ถังหลิน แต่แล้วเขาก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว
เส้นผมที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำของเธอทิ้งตัวลงมาอย่างอิสระ เสื้อเชิ้ตและกระโปรงผ้าเนื้อบางที่อุ้มน้ำจนชุ่มแนบสนิทไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้าอย่างเลือนราง ภาพตรงหน้าช่างดูคล้ายกับสำนวนที่ว่า 'อุ้มผีผาบดบังใบหน้า' ที่ให้ความรู้สึกงดงามอย่างมีจริตจะก้าน ทว่าในขณะเดียวกัน สภาพที่ดูเปียกปอนทุลักทุเลนี้กลับยิ่งขับเน้นความบอบบางน่าทะนุถนอมออกมา
ภายใต้แสงสลัวที่ลอดเข้ามาในถ้ำ เงาร่างของเธอก่อให้เกิดความรู้สึกที่งดงามแปลกตาจนเขาไม่อาจละสายตาได้
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่เปียกไปทั้งตัว พอยืนเฉยๆ แบบนี้เลยรู้สึกหนาวขึ้นมา ไม่รู้ว่าฝนจะตกอีกนานแค่ไหน ฉันรู้สึกเหมือนความเย็นมันกำลังแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำเลยค่ะ”
สายลมเย็นวูบหนึ่งพัดกรรโชกเข้ามา ถังหลินยกสองแขนขึ้นกอดอกตัวเองแน่น ร่างกายบอบบางสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อเริ่มซีดเผือด แม้แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมายังสั่นเครือ
ฉีหนวนหยางคิดอยากจะถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้เธอสวมทับ แต่ทว่าเสื้อผ้าของเขาเองก็เปียกโชกไม่ต่างกัน ขืนเอาไปคลุมให้เธอมีหวังจะยิ่งหนาวสั่นเข้าไปใหญ่
ในขณะที่เขากำลังลังเลทำตัวไม่ถูก ถังหลินก็เดินกอดอกตรงไปยังผนังถ้ำที่มีร่องเว้าเข้าไป เธอพบก้อนหินสีเขียวขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างแห้งสนิทก้อนหนึ่งจึงทรุดตัวลงนั่ง ชันเข่าขึ้นแล้วซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน ขดตัวกลมดิกลงเพื่อเก็บกักความอบอุ่น หวังจะใช้ท่านั่งนี้กั้นขวางความหนาวเย็นไม่ให้เข้าถึงตัว
การนั่งขดตัวแบบนี้ช่วยบรรเทาความหนาวได้บ้างก็จริง แต่ในฤดูร้อนแบบนี้ การต้องมาตากฝนเปียกปอนอยู่กลางป่าเขา ความหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริงที่ทรมานร่างกายไม่น้อย
เธอนึกสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าในถ้ำที่มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนแบบนี้ เขาจะแสดงน้ำใจดูแลเธออย่างไร?
ฉีหนวนหยางค่อยๆ ขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้เธออย่างเชื่องช้า จนกระทั่งนั่งลงเคียงข้างไหล่แทบจะชนกัน
เขาถูมือไปมาด้วยความประหม่า ลำคอแห้งผากจนลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขึ้น “เอ่อ... คือว่า... หลินหลินครับ ให้ผมกอดคุณไว้ดีไหม การกอดกันอาจจะช่วยให้... เอ่อ... อุ่นขึ้นได้บ้างนะครับ”
สิ้นเสียงคำขอนั้น ภายในถ้ำก็เงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ถังหลินนึกขันในใจ คนยุคสมัยนี้ช่างขี้อายและรักษามารยาทเสียจริง เธอพยายามกลั้นขำไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะออกมา รอจนปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้แล้ว จึงค่อยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ค่ะ เอาสิคะ”
ฉีหนวนหยางตะลึงงันไปเหมือนถูกสาป สมองขาวโพลนไปชั่ววูบ ก่อนที่สติจะกลับเข้าร่างพร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอก
ปลายนิ้วของเขายังคงมีความเย็นชื้นจากน้ำฝนหลงเหลืออยู่ แต่กลับสั่นระริกยามที่ค่อยๆ โอบประคองร่างของถังหลินเข้ามาในอ้อมกอด เมื่อสัมผัสได้ถึงผิวกายที่เย็นเฉียบของเธอ ฉีหนวนหยางก็กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ ท่ามกลางอากาศที่ชื้นแฉะ เขาได้ยินเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของตัวเองชัดเจน
ช่างเป็นดังคำกล่าวที่ว่า ในโชคร้ายย่อมมีโชคดีซ่อนอยู่จริงๆ
ขนตาของถังหลินสั่นไหวระริก เธอจำไม่ได้แล้วว่าผ่านไปกี่ปีแล้วที่ไม่ได้สัมผัสกับไออุ่นที่ร้อนแรงเช่นนี้
อ้อมกอดของผู้ชายเปรียบเสมือนกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับในฤดูหนาว มันไม่เพียงแต่ขับไล่ความหนาวเย็นทางกาย แต่ยังแผ่ซ่านความอบอุ่นเข้าไปละลายความเหงาที่เกาะกินหัวใจภายใต้เปลือกนอกที่เข้มแข็งของเธอมาเนิ่นนาน
สัมผัสที่เจือไปด้วยอุณหภูมิร่างกายนี้ ช่างน่าหลงใหลยิ่งกว่าสายฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอก ทำให้เธอเผลอไผลกระชับวงแขนกอดตอบเขาแน่นขึ้น ซึมซับความรู้สึกปลอดภัยและความโหยหาที่ห่างหายไปนาน
ฉีหนวนหยางสัมผัสได้ถึงแรงกอดตอบที่เอว เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “หลินหลิน...”
ถังหลินส่งเสียงครางรับในลำคอแผ่วเบา ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและมั่นคงทีละจังหวะ
ราวกับการออดอ้อนโดยไร้สติสัมปชัญญะ ศีรษะของเธอถูไถไปมาเบาๆ บนเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผ่านเสื้อผ้าเปียกชื้น ทำให้ฉีหนวนหยางสะท้านไปทั้งร่าง
“คุณ...” ฉีหนวนหยางก้มหน้าลงมา ตั้งใจจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เพิ่งหลุดปากออกมาได้เพียงคำเดียว สายตาก็ปะทะเข้ากับประกายน้ำที่ไหวระริกอยู่ในดวงตาคู่สวยของถังหลิน
ปลายจมูกของทั้งสองแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นผสานกลายเป็นละอองไอ จางหายไปในความชื้นของผนังถ้ำ ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เสียงฝนด้านนอกดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นรัวแข่งกันในความเงียบสงบ ก่อให้เกิดจังหวะที่ทำให้รู้สึกซาบซ่านไปถึงขั้วหัวใจ
มวลอากาศรอบกายเริ่มอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ทำให้ใจสั่นไหว ราวกับมีเส้นด้ายที่มองไม่เห็นชักนำ ริมฝีปากของคนทั้งคู่ค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากันท่ามกลางบรรยากาศที่เลือนราง ในจังหวะที่ลมหายใจหลอมรวมเป็นหนึ่ง ราวกับมีประกายไฟจุดวาบขึ้นในความว่างเปล่า ปลุกเร้าความรู้สึกที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชนขึ้นมา
“พี่ฮุ่ย พ่อผมกับน้าหลินจะมีที่หลบฝนบนเขาไหมครับ?” ฉีเยว่มองออกไปยั่งป่าเขาที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งสายฝน แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
เลิ่งฮุ่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นพลาสติกกันน้ำ มือข้างหนึ่งถือร่ม อีกข้างหยิบขนมถั่วเขียวเข้าปาก “นายอย่าตีตนไปก่อนไข้เลยน่า พวกเขาเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว จะไปมีเรื่องอะไรได้? แค่ดูแลตัวเองแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อยจะตายไป”
ฉีเยว่เงยหน้ามองม่านฝน พลางขมวดคิ้วมุ่น “ฟ้าฝนไม่เป็นใจเลยจริงๆ รู้งี้ถ้าวันนี้นัดกันแล้วฝนจะตก เราคงไม่ถ่อมาไกลขนาดนี้หรอก”
“โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจขายหรอกนะ จะมามัวพูดว่า 'รู้งี้' ไปทำไม!” เลิ่งฮุ่ยชี้ไปที่กระชังใส่ปลาที่ผูกยึดไว้ริมตลิ่ง “นายเอาเวลาที่ห่วงพวกเขา มาช่วยคิดดีกว่าว่าปลาที่เราตกได้เยอะขนาดนี้ ขนกลับไปแล้วจะเอาไปทำอะไรกินดี?”
“จะทำอะไรได้ ก็ต้องกินลงท้องน่ะสิ!” ฉีเยว่ตอบกลับทันควัน
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าเบาๆ เส้นผมทิ้งตัวไหวไปตามแรงขยับ ปลายนิ้วเรียวเกี่ยวปอยผมขึ้นทัดหู สายตาจับจ้องไปที่ดอกน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาจากพื้นดินโคลนข้างๆ ตัว
“พี่ฮุ่ย ฝนดูเหมือนจะซาลงแล้วนะครับ” น้ำเสียงของฉีเยว่เจือความดีใจ
“ฝนหน้าร้อนมาไวไปไวแบบนี้แหละ เยว่เยว่กินอะไรหน่อยสิ เดี๋ยวพอพ่อของนายกับแม่ฉันกลับมา เราจะได้กลับบ้านกัน”
“พี่ฮุ่ย พ่อผมกับน้าหลินจะกลับมาอีกนานไหมครับ?”
“อีกเดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะ!”
ท้องฟ้าหลังฝนกลับมาสดใสราวกับกระจกที่ถูกเช็ดล้างจนสะอาดสะอ้าน ผืนฟ้าสีครามกระจ่างตา สายลมชื้นพัดโชยมาพาเอากลิ่นหอมสดชื่นของดินและหญ้าเขียวขจีมาแตะจมูก
ถังหลินสะบัดหยดน้ำออกจากร่ม ก่อนจะพับเก็บให้เรียบร้อย
“โห! ฮุ่ยฮุ่ย เยว่เยว่ พวกเธอสองคนสุดยอดไปเลย! ปลาเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!”
ฉีหนวนหยางตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เขารีบดึงกระชังใส่ปลาที่ดูตุงแน่นขึ้นมาจากน้ำด้วยความกระตือรือร้น
ภายในตาข่ายที่เปียกชุ่ม ปลาตัวอ้วนพีเจ็ดแปดตัวเบียดเสียดกันแน่น แต่ละตัวน้ำหนักไม่น่าจะต่ำกว่าห้าชั่ง
ทว่าเมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของฉีหนวนหยางแล้ว ถังหลินกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับปลาที่ดิ้นพล่านเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ภายใต้สายตาจับผิดของเลิ่งฮุ่ย ถังหลินทรุดตัวลงนั่งบนแผ่นพลาสติก คว้าขนมกินรวดเดียวสองชิ้น ตามด้วยการกระดกน้ำดื่มเข้าไปอีกหลายอึกใหญ่ ถึงค่อยเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกสาว
“ลูกมองแม่ทำไมฮึ? หรือว่าหน้าแม่มีดอกไม้ติดอยู่?”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าโดยไม่ออกเสียง สายตายังคงจับจ้องไปที่แม่ราวกับแม่เหล็กดึงดูด
ชายกระโปรงของแม่มีคราบโคลนกระเด็นใส่ เนื้อผ้ากึ่งโปร่งแสงที่เปียกชื้นแนบสนิทไปกับผิว ผมเผ้าที่ยังกึ่งแห้งกึ่งเปียกถูกรวบมัดลวกๆ ด้วยหนังยางไว้ด้านหลัง สภาพโดยรวมดูยุ่งเหยิงแต่กลับแฝงไว้ด้วยความงามที่ดูเปราะบางอย่างประหลาด
แต่ที่สะดุดตาที่สุด คือดวงตาคู่สวยของแม่ที่ทอประกายเจิดจ้า และพวงแก้มที่แดงระเรื่อราวกับปัดด้วยชาดชั้นดี
[จบบท]