บทที่ 115: ข้อเรียกร้องสุดแปลก
เลิ่งฮุ่ยยืนมองฉีหนวนหยางที่กำลังสาละวนกับการเก็บอุปกรณ์ตกปลาและช่วยพับผ้าพลาสติกกันฝน คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับมามองแม่ของตัวเองอย่างถังหลิน แล้วตัดสินใจเอ่ยถามเสียงเบา
“บนภูเขานั่น... มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะแม่?”
ถังหลินได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองลูกสาว มุมปากยกยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย
“ในเมื่อลูกเองก็พอจะเดาได้ แล้วจะถามให้มากความไปทำไมล่ะ?”
คำตอบนั้นทำเอาเลิ่งฮุ่ยรู้สึกจุกในอก พูดไม่ออกไปครู่ใหญ่
“แม่ยอมเขาแบบนี้ ยอมให้เขาได้ไปง่ายๆ แบบนี้ แม่ไม่กลัวว่าวันข้างหน้าเขาจะทำให้แม่เสียใจเหรอ?”
“ตอนนั้นอารมณ์มันพาไป ใครจะไปสนเรื่องอื่นทัน ก็แค่มีความสุขกับปัจจุบันให้เต็มที่”
ถังหลินสะบัดผมที่เปียกชื้นเล็กน้อย หันกลับมามองหน้าลูกสาวที่เต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ
“แม่เป็นม่ายมาเกือบยี่สิบปีแล้วนะลูก เกือบยี่สิบปีแล้วที่แม่ไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อน ความสุขมันอยู่กับเราแค่ชั่วคราวก็จริง แต่ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุด ก็แค่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอย่างที่เราเคยเป็น ก็เท่านั้นเอง”
เลิ่งฮุ่ยถอนหายใจ มองไปยังฉีหนวนหยางที่ง่วนอยู่กับงานตรงหน้าสลับกับรอยยิ้มเปี่ยมสุขของแม่ สุดท้ายเธอก็พยักหน้าอย่างจำยอม
“ก็ได้ค่ะ ถ้าแม่มีความสุข หนูจะคอยสนับสนุนแม่เอง”
ถังหลินเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของลูกสาวก็อดขำไม่ได้ เธอวาดแขนโอบไหล่เลิ่งฮุ่ยพลางพูดปลอบโยน
“ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะเจ็บปวดหรอกน่า อายุขนาดแม่แล้ว มันเลยวัยที่จะมานั่งบูชาความรักหรือทำตัวเพ้อฝันเป็นสาวน้อยไปนานแล้ว ไม่ว่าจะคบกับใคร แม่รู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียต่างหากคือทางเลือกที่ดีที่สุดของแม่”
“ถ้าแม่คิดได้แบบนั้น หนูก็เบาใจ” เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขยับไหล่ให้มือของแม่หลุดออกเบาๆ
เมื่อมัดข้าวของสัมภาระไว้บนท้ายรถจักรยานเรียบร้อย ทั้งสี่คนก็เริ่มออกเดินทางกลับ ทว่าฝนที่เพิ่งหยุดตกทำให้ถนนหนทางลื่นและเฉอะแฉะ จากเดิมที่ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเดียว กลับต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย
สภาพของทุกคนดูทุลักทุเลเพราะเปียกปนเปื้อนโคลน เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ทั้งสองกลุ่มจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
ฉีหนวนหยางพาฉีเยว่ผู้เป็นลูกชายกลับมาถึงใต้หอพัก
“เสี่ยวเยว่ ลูกถือคันเบ็ดพวกนี้ขึ้นไปก่อนนะ”
รอจนฉีเยว่หอบคันเบ็ดวิ่งขึ้นบันไดไปแล้ว ฉีหนวนหยางจึงปลดกระสอบใส่ปลาที่มัดไว้ท้ายรถลงมา แล้วหิ้วเดินตามขึ้นไปบนห้อง
“แม่บอกแล้วว่าวันนี้ฝนจะตก ห้ามไม่ให้พวกแกออกไปนอกเมืองก็ไม่เชื่อ ดูสิ เจ้าเยว่เปียกมอมแมมไปหมดแล้ว!”
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน เสียงบ่นกระปอดกระแปดของยายฉีก็ลอยมากระทบหู
“เอ๊ะ... แล้วในกระสอบนั่นใส่อะไรมา กลิ่นคาวคลุ้งเชียว อย่าบอกนะว่าเป็นปลาทั้งหมด?” ยายฉีสังเกตเห็นกระสอบที่ลูกชายวางแหมะไว้หน้าประตู
“ใช่ครับแม่ ปลาที่ตกได้วันนี้ทั้งหมด เดี๋ยวผมจะเอาออกมาทำสักตัว แม่พาเสี่ยวเยว่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจัดการปลาเสร็จก็จะไปอาบน้ำเหมือนกัน”
ถึงตอนนี้ หญิงชราเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกชายตัวเองดูมอมแมมยิ่งกว่าหลานชายเสียอีก
“เออๆ เดี๋ยวแม่จะเร่งเจ้าเยว่ให้”
ยายฉีช่วยหลานชายถอดเสื้อผ้า พลางฟังเสียงมีดกระทบเขียงดังมาจากในครัว เธอเดินไปหยุดที่หน้าประตูครัวแล้วเอ่ยเร่ง
“แม่ผสมน้ำอุ่นไว้ในห้องน้ำแล้วนะ ปลาแค่นั้นสับทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวแม่มาทำต่อเอง แกรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ใส่เสื้อเปียกๆ แบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
ฉีหนวนหยางหยิบปลาชิ้นสุดท้ายที่สับเสร็จใส่ลงในกะละมัง
“เรียบร้อยแล้วครับแม่ ผมสับเสร็จแล้ว แม่ช่วยโรยเกลือหมักไว้หน่อยนะ มื้อเย็นวันนี้ไม่ต้องเผื่อข้าวผมนะแม่ ผมไม่กลับมากิน”
มือของยายฉีที่กำลังจะหยิบกระปุกเกลือชะงักค้างกลางอากาศ เธอหันขวับมาจ้องหน้าลูกชายเขม็ง
“เดี๋ยวแกจะไปบ้านแม่หนูถังอีกแล้วเรอะ?”
“ครับ ปลาที่ตกได้ยังวางอยู่หน้าประตูบ้านเขาอีกกระสอบหนึ่ง ผมต้องไปช่วยเขาขูดเกล็ดทำปลา แล้วหมักเกลือรมควันเก็บไว้ ไม่อย่างนั้นอากาศร้อนแบบนี้ ทิ้งไว้คืนเดียวคงเน่าหมด”
ยายฉีวางกระปุกเกลือลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แม่จะบอกให้นะ พวกแกสองคนน่ะ ตัวติดกันเป็นตังเมขนาดนี้ ถ้าชอบพอกันจริงๆ จะมัวรออะไรอยู่? รีบๆ จัดงานแต่งงานให้มันเป็นเรื่องเป็นราวไปเสียที ต่อไปจะได้กินอยู่ด้วยกัน ลืมตาตื่นมาก็เห็นหน้า เข้านอนก็มีคนให้กอด ไม่ดีกว่ารึไง”
“แม่... ผมขอไปอาบน้ำก่อน เรื่องนี้มันรีบไม่ได้หรอก ต้องรอให้ผมคุยกับหลินหลินให้รู้เรื่องก่อน”
ฉีหนวนหยางรู้สึกปวดตุบๆ ที่ขมับ ขนอ่อนที่หลังคอลุกชันเพราะเสียงบ่นของแม่
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากนอนกอดคนรักเสียเมื่อไหร่!
แต่เรื่องแบบนี้ มันก็ต้องรอให้ถังหลินพยักหน้าตกลงด้วยไม่ใช่หรือไง
...
“อาฉี กินข้าวมาหรือยังคะ? พวกเราเพิ่งลวกเส้นบะหมี่เสร็จพอดี อาจะทานด้วยกันไหม?”
เลิ่งฮุ่ยเปิดประตูรั้วบ้าน รอจนฉีหนวนหยางเข็นจักรยานเข้ามาจอดเรียบร้อยจึงปิดประตูตามหลัง
ฉีหนวนหยางจอดรถจักรยานเข้าที่ สองมือออกแรงดึงกระสอบปลาที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้งลงจากท้ายรถ เขาโน้มตัวหิ้วกระสอบไปวางไว้ข้างเครื่องปั๊มน้ำบาดาล แล้วยกมือปาดเหงื่อที่ข้างขมับ
“เอาสิ ตักเผื่ออาสักชาม อาบน้ำเสร็จก็รีบมาเลย ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน”
เลิ่งฮุ่ยผายมือเชิญเขาเข้าบ้าน “งั้นเข้าไปข้างในกันค่ะ แม่หนูเพิ่งจัดการตัวเองเสร็จพอดี จะได้กินพร้อมกันเลย”
ฉีหนวนหยางรีบล้างไม้ล้างมือ แล้วเดินตามเข้าบ้านไปแทบจะทันที
ถังหลินเกล้าผมเปียกชื้นไว้อย่างหลวมๆ สวมชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาชายกระโปรงยาวคลุมเข่า ในมือถือผ้าขนหนูแห้งคอยซับน้ำที่ปลายผม เมื่อเห็นฉีหนวนหยางก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา รอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“รีบเข้ามานั่งสิ เส้นบะหมี่ทำมือเพิ่งสุกร้อนๆ เลย จะเอาไข่เพิ่มไหม?”
ฉีหนวนหยางเดินตรงเข้าไป สายตาจับจ้องหยดน้ำที่ไหลรินจากปลายเส้นผมของเธอ เขาเอื้อมมือหมายจะแย่งผ้าขนหนูมาถือไว้
“นั่งลงเถอะ เดี๋ยวผมเช็ดให้เอง ผมเปียกๆ แบบนี้เดี๋ยวโดนลมจะปวดหัวเอาได้”
สิ้นเสียง ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสขอบผ้าขนหนู ถังหลินก็เบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวขยับวูบไหว เพียงพริบตาเดียวผมยาวสลวยก็ถูกห่อเก็บไว้ในผ้าขนหนูอย่างเรียบร้อย
“กินบะหมี่ก่อนเถอะ เดี๋ยวเส้นจะอืดหมด เรื่องผมไว้กินเสร็จค่อยเช็ดก็ได้”
เลิ่งฮุ่ยรอจนทั้งสองคนตักเส้นใส่ชามเรียบร้อยแล้วถึงค่อยเดินมานั่งที่โต๊ะ เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เธอกลับรู้สึกว่ามวลอากาศรอบตัวอวลไปด้วยความหวานชื่นจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน
ฉีหนวนหยางคีบไข่ดาวใส่ชามให้ถังหลินหนึ่งฟอง แล้วคีบอีกฟองใส่ชามของเลิ่งฮุ่ย
“ฮุ่ยฮุ่ย อย่ากินแต่เส้นสิ กินไข่ด้วยจะได้มีสารอาหาร”
“ขอบคุณค่ะ” เลิ่งฮุ่ยก้มหน้ากัดไข่ดาวคำโต ในใจอดคิดไม่ได้ว่า กินไข่ดาวที่ตัวเองทอดแท้ๆ ยังต้องมาขอบคุณแขกอีก
โลกนี้มันชักจะกลับตาลปัตรไปกันใหญ่แล้ว!
เสียงตะเกียบกระทบขอบชามดังเป็นจังหวะ ฉีหนวนหยางกลืนบะหมี่ลงคอ จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบนาฬิกาข้อมือสองเรือนที่สะท้อนแสงแวววาวออกมาวางบนโต๊ะ
เขาเลื่อนนาฬิกาเรือนหนึ่งไปตรงหน้าเลิ่งฮุ่ย
“ดูความจำอาสิ เกือบลืมไปเลย”
เลิ่งฮุ่ยไม่ได้ยื่นมือไปหยิบ เพียงแต่ส่งสายตาเป็นเชิงถามกลับไป
ฉีหนวนหยางยิ้มอธิบาย “อาเห็นว่าพวกเราไม่มีนาฬิกาใช้ เวลาไปทำงานหรือเลิกงานคงไม่ค่อยสะดวก ตอนผ่านห้างสรรพสินค้าก็เลยแวะซื้อติดมือมาสองเรือน ลองใส่ดูสิว่าสายมันพอดีข้อมือไหม”
นาฬิกาสองเรือนนี้มีสายที่แตกต่างกัน ของเลิ่งฮุ่ยเป็นสายหนังสีน้ำตาลดูทะมัดทะแมง ส่วนของถังหลินเป็นสายโลหะสีเงินเข้าชุดกับหน้าปัด ดูหรูหรา
ฉีหนวนหยางปลดล็อกสายนาฬิกาดัง “กริ๊ก” มือหนาประคองข้อมือของถังหลินไว้อย่างมั่นคง ก้มหน้าลงบรรจงสวมนาฬิกาให้เธออย่างตั้งใจ แล้วกดล็อกสายจนแน่น
ถังหลินยกข้อมือขึ้นหมุนดูนาฬิกาพลางหัวเราะ
“ป๋าจังเลยนะ ซื้อทีเดียวสองเรือนเลย รีบบอกมานะว่าราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันคืนเงินให้ ของแพงขนาดนี้ฉันไม่กล้ารับเปล่าๆ หรอก”
มือของเธอถูกฉีหนวนหยางกดไว้เบาๆ ฝ่ามืออุ่นจัดทาบทับลงบนหลังมือของเธอ
“ผมตั้งใจจะซื้อของขวัญให้พวกคุณตั้งนานแล้ว ติดแค่ไม่รู้จะซื้ออะไรดี นาฬิกาสองเรือนนี้ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากผม แค่ใส่ไว้ดูเวลาก็พอ ถ้าคุณพูดเรื่องเงินอีก ผมจะ...”
ฉีหนวนหยางขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูถังหลิน เสียงของเขาแหบพร่ายิ่งกว่าเดิม
“ผมจะซื้อของที่แพงกว่านี้มาให้อีก เพราะผมคิดว่าคุณคู่ควรกับสิ่งที่ดีกว่านี้”
เลิ่งฮุ่ยยกข้อมือดูเวลา บะหมี่ชามนี้กินไปไม่ถึงห้านาที แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกอิ่มจนจุกขนาดนี้!
เธอไม่อยากสนใจคู่รักหวานแหววคู่นี้อีก จึงลุกเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
เธอมานั่งยองๆ อยู่ข้างปั๊มน้ำ เทปลาออกจากกระสอบ ล้างน้ำหนึ่งรอบ ขอดเกล็ด ควักไส้ แล้วสับเป็นชิ้นๆ การเคลื่อนไหวของเธอคล่องแคล่วต่อเนื่อง ราวกับสายน้ำไหล เพียงครู่เดียวปลาทั้งตัวก็กลายเป็นชิ้นๆ นอนเรียงอยู่ในกะละมัง
คนในบ้านได้ยินเสียงสับปลาฉับๆ ดังมาจากลานบ้าน ฉีหนวนหยางรีบเก็บชามบะหมี่ไปไว้ในครัว ก่อนจะจูงมือถังหลินเดินตรงไปยังห้องนอน
ถังหลินชะงักฝีเท้า “คุณจะทำอะไร?”
นิ้วมือแข็งแรงของฉีหนวนหยางกระชับรอบข้อมือบาง แววตาของเขาลุกโชนด้วยความปรารถนาบางอย่าง
“ก็ตกลงกันแล้วไงว่ากินเสร็จจะเช็ดผมให้”
เขาดึงเธอก้าวเข้ามาในห้อง ประตูถูกปิดลงเสียงดัง “ปัง”
ถังหลินถูกดันจนแผ่นหลังพิงกับขอบเตียง
“คุณ...”
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปภายใต้การครอบครองที่ร้อนแรง
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉีหนวนหยางถอนริมฝีปากออกพร้อมเสียงหอบหายใจหนักๆ เขากดไหล่เธอให้นั่งลงที่ปลายเตียง ดึงผ้าขนหนูออกจากศีรษะ แล้วเริ่มลงมือเช็ดผมที่เปียกชื้นให้อย่างเบามือ
“พรุ่งนี้วันจันทร์... เราไปจดทะเบียนสมรสกันไหม?”
นิ้วมือสางผ่านเส้นผม ความชื้นค่อยๆ ระเหยหายไปทีละน้อย
“มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?”
พอพูดถึงเรื่องแต่งงาน ถังหลินก็รู้สึกต่อต้านขึ้นมาในใจ เพราะการแต่งงานก็เหมือนการพนัน ถ้าแพ้ก็ต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต
ไม่นับชีวิตของร่างเดิม เธอเองก็เคยพ่ายแพ้มาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิตก่อน ตอนนี้เธอไม่อยากเดินซ้ำรอยเดิมอีก
“พวกเราเองก็...” ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายแล่นเข้ามาในหัว ลูกกระเดือกของฉีหนวนหยางขยับขึ้นลงโดยอัตโนมัติ
เขากระแอมไอเล็กน้อย ปรับเสียงให้ทุ้มต่ำจริงจัง
“ในเมื่อเรื่องมันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคงยอมให้คุณเสียหายไม่ได้ ผมอยากจัดการเรื่องทะเบียนให้เรียบร้อยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างค่าสินสอด จักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า หรือวิทยุ ภายในครึ่งเดือนผมหามาให้ครบได้แน่ อะไรที่คนอื่นเขามี คุณก็ต้องมีเหมือนกัน”
เสียงหัวเราะของถังหลินดังขึ้นทำลายความเงียบในห้อง ราวกับเสียงกระดิ่งลมที่สดใส
เธอลุกขึ้นยืน หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวไล้ไปที่ปลายคางของฉีหนวนหยางแล้ววนเล่นเบาๆ
“แต่งงานน่ะได้ แต่ฉันไม่อยากแต่งเข้าบ้านคุณนะ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้คุณมาใช้ชีวิตอยู่กับฉันที่นี่มากกว่า”
“นี่มัน...” สมองของฉีหนวนหยางหยุดทำงานไปชั่วขณะ
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงหาเสียงตัวเองเจอ “คุณหมายความว่า... จะให้ผมแต่งเข้าบ้านคุณเหรอ?”
“ไม่ใช่แต่งเข้าบ้านหรอก แค่ถ้าคุณเต็มใจ คุณจะกลับไปนอนเฝ้าแม่ที่บ้านก็ได้ หรือถ้ามีเวลาก็แวะมาหาฉันที่นี่ อิสระเรื่องเวลา อิสระเรื่องที่อยู่”
ถังหลินหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ ส่องกระจกพลาสติกบานกลม พลางใช้หวีสางผมให้เรียบ
ฉีหนวนหยางยกมือนวดขมับตัวเองแรงๆ ข้อเรียกร้องสุดแปลกประหลาดแบบนี้ เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ผมพอจะเข้าใจความหมายของคุณแล้ว จดทะเบียนกันแต่ต่างคนต่างอยู่ อยากนอนด้วยกันก็มาหาคุณที่นี่ อยากสงบๆ ก็กลับไปบ้านตัวเอง การใช้ชีวิตถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็จะไม่ก้าวก่ายกัน ผมเข้าใจถูกใช่ไหม?”
“ก็ประมาณนั้นแหละ” ถังหลินปล่อยผมสยาย หันกลับมามองหน้าเขา
ฉีหนวนหยางลูบหน้าตัวเองแรงๆ “นี่มันอะไรกัน? สามีภรรยาแค่ในนามหรือไง?”
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มของถังหลิน ฉีหนวนหยางก็รู้สึกเสียวฟันกรามขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ใจจริงเขาอยากจะตอบโต้กลับไปอย่างแข็งกร้าวว่า “การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!”
แต่ทว่า...
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงอีกครั้ง เขาค้นพบความจริงที่น่าเจ็บใจว่า เขาแพ้ทางผู้หญิงคนนี้ราบคาบเสียแล้ว
[จบบท]