บทที่ 15: ถูกบังคับให้ออกจากโรงพยาบาล
เมื่อเลิ่งฮุ่ยผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้ามาและเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง ถังหลินที่นอนพักอยู่บนเตียงก็เอ่ยถามขึ้นทันทีว่า
“สืบเรื่องราวมาได้ความว่ายังไงบ้าง”
เลิ่งฮุ่ยรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเองพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“รู้เรื่องหมดแล้ว แม่จำที่หนูเคยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเลิ่งเหมยออกไปขนถ่านกับฉีต๋าทุกเช้า ปรากฏว่าคราวนี้โชคไม่ดี ตอนกระโดดลงจากรถไฟคงกะจังหวะผิดท่าไปหน่อย หัวเลยปูดเป็นลูกมะนาว แถมกระดูกขายังร้าวอีก หมอเลยเข้าเฝือกให้แล้วสั่งให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาลสักพัก”
ถังหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินรายละเอียด
“บาดเจ็บจนต้องนอนโรงพยาบาลแบบนี้ เรื่องที่พวกหล่อนแอบไปทำกันถูกจับได้หรือเปล่า”
เลิ่งฮุ่ยรู้ดีว่าแม่หมายถึงเรื่องแอบปีนรถไฟไปขโมยถ่าน จึงส่ายหน้าเบาๆ
“ตอนนี้คนอื่นน่าจะยังไม่รู้ หนูยังไม่ได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้ เข้าใจว่าฉีต๋าคงเป็นคนพามาส่งโรงพยาบาลเงียบๆ”
ถังหลินเดาะลิ้นในลำคออย่างนึกสังเวชใจ ช่วงนี้ตระกูลเลิ่งไม่รู้ไปลบหลู่เทพเจ้าองค์ไหนเข้า ไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีคนในบ้านต้องหามส่งโรงพยาบาลถึงสองคน
“ยุคสมัยนี้นอนโรงพยาบาลทีต้องใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ เลิ่งผอจื่อยอมควักเนื้อจ่ายเงินค่ารักษาให้หลานสาวที่แกค่อนขอดว่าเป็นตัวล้างผลาญด้วยเหรอ”
ถังหลินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะจำได้ดีว่าตอนตัวเองเข้าโรงพยาบาล อีกฝ่ายโวยวายบ้านแทบแตก โชคดีที่เธอเป็นพนักงานมีสังกัดหน่วยงานเลยเบิกค่ารักษาได้บางส่วน แต่กรณีของเลิ่งเหมยนั้นต่างออกไป หล่อนต้องจ่ายเองทั้งหมด
เลิ่งฮุ่ยรู้สึกเห็นใจสองแม่ลูกเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง แต่ในเมื่อตอนนี้เธอมาอาศัยร่างนี้อยู่ ความรู้สึกจึงซับซ้อนพิลึก เธอวางแก้วน้ำลงแล้วเล่าต่อ
“เลิ่งผอจื่อไม่ยอมจ่ายสักแดงเดียว สุดท้ายเป็นพี่น้องเลิ่งหย่งคังกับเลิ่งหย่งซิงที่ต้องวิ่งเต้นไปขอยืมเงินเพื่อนร่วมงานมาจ่ายค่าหมอค่าผ่าตัดให้”
ถังหลินเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
“เลิ่งหย่งคังกล้าขัดใจเลิ่งผอจื่อเชียวเหรอ ดูท่าความเป็นลูกแหง่ติดแม่ของเขาคงไม่ได้แก้ยากขนาดนั้นมั้ง”
เลิ่งฮุ่ยรีบพูดดักคอแม่ของตนทันที เพราะไม่อยากให้มีความหวังลมๆ แล้งๆ
“ถึงในนามพวกแม่จะเป็นสามีภรรยากัน แต่แม่อย่าไปคาดหวังอะไรกับเขาเลย จากเรื่องนี้ก็เห็นชัดแล้วว่าเขามีสัญชาตญาณปกป้องคนในครอบครัวแบบหลับหูหลับตา ซึ่งไอ้นิสัยลูกแหง่ของเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องของคนในตระกูลเลิ่งเท่านั้น แต่คำว่าคนในครอบครัวของเขา ไม่ได้รวมแม่เข้าไปด้วยแน่นอน”
ส่วนตัวเลิ่งฮุ่ยเอง เธอยังไม่เคยทดสอบ จึงยังไม่รู้แน่ชัดว่าพ่อคนนี้เห็นเธอเป็นคนในครอบครัวไหม
ถังหลินตวัดสายตามองค้อนลูกสาว
“อยู่ในวันสิ้นโลกมาตั้งกี่ปี ลูกเคยเห็นแม่หวั่นไหวกับผู้ชายคนไหนบ้างไหมล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้าอย่างพอใจ
“คิดแบบนั้นได้ก็ดีที่สุด แม่ต้องจำไว้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผู้ชายมีไว้แค่เป็นดอกไม้บนผ้าไหม เพิ่มความสวยงามได้แต่อย่าหวังให้เขาเป็นถ่านไฟกลางหิมะที่ช่วยให้ความอบอุ่นยามยากลำบาก”
เพราะเมื่อภัยมาถึงตัว พวกเขาก็พร้อมจะบินหนีไปคนละทิศละทาง
“รู้แล้วย่ะ แม่เจ้ากี้เจ้าการ”
ถังหลินฟังลูกสาวเทศนาเป็นฉากๆ แล้วก็ได้แต่มองเด็กสาววัยสิบกว่าปีตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกในอก เด็กสาววัยแรกแย้มควรจะมีโลกที่สดใสสวยงาม แต่ลูกสาวของเธอกลับมองโลกในแง่ร้ายและไม่ศรัทธาในความรัก
ในฐานะแม่ เธอไม่รู้ควรจะดีใจที่ลูกเข้มแข็ง หรือเสียใจที่ลูกต้องโตเกินวัย ชายดีๆ ในโลกนี้อาจจะมีอยู่จริงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่โชคร้ายที่เธอไม่เคยเจอ
ทว่าสิ่งที่ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยคาดการณ์ไว้นั้นผิดถนัด พวกเธอคิดว่าเมื่อพี่น้องตระกูลเลิ่งหาเงินมาจ่ายค่ารักษาได้แล้ว เลิ่งเหมยคงจะได้นอนพักรักษาตัวจนหายดี แต่เปล่าเลย เพียงแค่สามวันให้หลัง เลิ่งผอจื่อก็บุกไปอาละวาดที่โรงพยาบาล บังคับให้เลิ่งหย่งซิงแบกลูกสาวกลับบ้าน โดยอ้างทฤษฎีโบราณว่าอาการบาดเจ็บเส้นเอ็นและกระดูกต้องใช้เวลาร้อยวัน พากลับไปนอนพักฟื้นที่บ้านประหยัดกว่า
สองสามีภรรยาบ้านรองไม่อาจขัดคำสั่งผู้กุมอำนาจสูงสุดของบ้านได้ จึงจำใจต้องทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล
เลิ่งฮุ่ยตั้งใจจะกลับไปดูละครฉากใหญ่ที่บ้านเสียหน่อย ถังหลินจึงเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“กลับไปตอนนี้ไม่กลัวจะรำคาญเสียงโวยวายหรือไง”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่หรอก อยู่เฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลทุกวันมันน่าเบื่อจะตาย นานๆ จะมีเรื่องบันเทิงให้ดูแบบนี้จะพลาดได้ยังไง เดี๋ยวหนูไปแป๊บเดียวแล้วจะรีบกลับมาเล่าให้แม่ฟังแก้เซ็ง”
ใครที่เคยนอนเฝ้าไข้จะรู้ดีว่าความเบื่อหน่ายมันกัดกินใจขนาดไหน
เมื่อเดินพ้นประตูโรงพยาบาลออกมา เลิ่งฮุ่ยสูดอากาศภายนอกเข้าปอดเฮือกใหญ่ รู้สึกสดชื่นขึ้นทันตา
ภาพที่เห็นเมื่อไปถึงคือเลิ่งเหมยถูกหามกลับมาด้วยเปลไม้ไผ่ที่ทำขึ้นง่ายๆ โดยการเอาเก้าอี้ผ้าใบมาผูกติดกับลำไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวิธีเคลื่อนย้ายคนเจ็บที่นิยมกันในหมู่ชาวบ้าน เมื่อถึงชั้นล่าง เลิ่งหย่งซิงก็อุ้มลูกสาวขึ้นหลังพาเดินขึ้นบันไดไป
ที่หน้าประตูบ้านชั้นสอง ซุนเสี่ยวจวนผู้เป็นแม่ต้มน้ำใบส้มโอรอไว้นานแล้ว พอเลิ่งฮุ่ยเดินขึ้นไปถึง ก็เห็นภาพซุนเสี่ยวจวนกำลังประพรมน้ำใบส้มโอใส่ร่างลูกสาวปากก็พึมพำคำมงคล
“ใบส้มโอชำระกาย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้มลายสิ้น ต่อไปนี้ขอให้มีแต่โชคดี เคราะห์หามยามร้ายอย่าได้เข้าใกล้”
เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้น เสียงแหบพร่าของหญิงชราก็ดังลอดออกมาจากในบ้าน
“เสร็จแล้วก็อุ้มเข้ามาได้แล้วเจ้าสอง”
เลิ่งผอจื่อที่นั่งรออยู่ในบ้านออกคำสั่ง เลิ่งหย่งซิงยิ้มเจื่อนๆ อย่างเอาใจแม่ ก่อนจะรีบอุ้มเลิ่งเหมยเข้าไปวางบนเตียงในห้องกั้นของบ้านรอง
จมูกของเลิ่งฮุ่ยไวต่อกลิ่นเสมอ เธอสังเกตเห็นว่าเตาถ่านของบ้านตระกูลเลิ่งวันนี้ถูกยกออกมาตั้งไว้ที่ระเบียงทางเดิน บนเตามีหม้อต้มส่งไอร้อนพวยพุ่ง กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาแตะจมูก ทว่ากลิ่นเนื้อนั้นกลับมีกลิ่นตุๆ แปลกปลอมเจือปนอยู่
“ฮุ่ยฮุ่ย”
เลิ่งฮุ่ยชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปเปิดฝาหม้อ แล้วหมุนตัวกลับไปมองต้นเสียง เห็นเลิ่งหย่งคังยืนอยู่ไม่ไกล
“เรียกทำไม มีอะไรหรือเปล่า”
เลิ่งหย่งคังโบกมือเรียก
“มานี่หน่อย มาช่วยพ่อแบกไม้ไผ่สองลำนี้กลับเข้าบ้าน พ่อจะเอาเก้าอี้ไปคืนเพื่อนบ้านเขา”
เลิ่งฮุ่ยเดินตามพ่อลงไปชั้นล่างเพื่อช่วยขนของ ระหว่างทางเธออดสงสัยไม่ได้
“เลิ่งเหมยออกจากโรงพยาบาล ที่บ้านถึงกับลงทุนซื้อเนื้อมาเลี้ยงเลยเหรอ”
เลิ่งหย่งคังปรายตามองลูกสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบขณะก้าวลงบันได
“ตั๋วเนื้อเดือนนี้ของที่บ้านถูกแกแย่งเอาไปแล้ว จะเอาตั๋วที่ไหนไปซื้อเนื้อ ที่ต้มอยู่ในหม้อต้มหัวหมูรมควันของปีที่แล้วต่างหาก”
เลิ่งฮุ่ยถึงกับชะงักฝีเท้าด้วยความงุนงง
“ที่บ้านยังมีเนื้อเหลืออยู่อีกเหรอ”
คราวที่แล้วเธองัดหีบสมบัติของเลิ่งผอจื่อจนเกลี้ยง ทำไมไม่เห็นมีเนื้อรมควันพวกนี้ผ่านตาเลย
“ก็แขวนไว้ที่ผนังด้านในสุดของครัวนั่นไง แกไม่รู้...”
เลิ่งหย่งคังเหมือนจะนึกขึ้นได้ถึงวีรกรรมงัดแงะของลูกสาวเมื่อคราวก่อน จึงรีบเปลี่ยนเสียงเข้มขึ้นเชิงตักเตือน
“หัวหมูรมควันนี้ย่าแกจะตัดมาต้มกินเฉพาะช่วงตรุษจีนหรือวันสำคัญเท่านั้น แกอย่าได้ริอ่านไปผลาญจนหมดเชียว”
ผนังครัวด้านในสุดนั้นทั้งมืดทั้งดำปี๋ แถมหัวหมูรมควันก็สีดำเมี่ยม กลืนไปกับผนังจนแยกไม่ออก มิน่าล่ะเธอถึงไม่ทันสังเกตเห็น
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้าส่งๆ รับคำเตือนของพ่อ สำหรับเธอแล้วเรื่องกินเรื่องใหญ่ จะกินตอนไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ามันจะตกถึงท้องใครต่างหาก
“สหายเลิ่งหย่งคัง”
“เรียกพ่อ!”
เลิ่งฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะปรับสีหน้า
“...พ่อ เลิ่งเหมยออกจากโรงพยาบาล ที่บ้านต้มเนื้อฉลองให้ ถ้าแม่ของหนูออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ พ่ออย่าลืมเตือนแม่ของพ่อด้วยล่ะว่าให้ตัดเนื้อมาต้มฉลองให้แม่หนูบ้าง”
เลิ่งหย่งคังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
“อะไรแม่ของพ่อ นั่นย่าของแก”
เลิ่งฮุ่ยสะบัดหน้าหนี แบกไม้ไผ่เดินดุ่มๆ ขึ้นบันไดไปโดยไม่สนใจจะแก้ไขคำเรียกขาน เธอเป็นคนมีจุดยืน เรื่องบางเรื่องยอมหยวนๆ ได้ แต่ถ้ามากเกินไปเธอก็ไม่เอาด้วย และเธอเป็นเด็กสาวที่มีหลักการชัดเจน
บริเวณระเบียงทางเดิน ป้าหลี่เพื่อนบ้านห้องข้างๆ ซึ่งเป็นแม่บ้านยุคเก่าเต็มตัว และมักจะเข้าขากันดีกับซุนเสี่ยวจวน ยืนหลีกทางให้เลิ่งฮุ่ยแบกไม้ไผ่ผ่านไป พอลับหลังเด็กสาว ป้าหลี่ก็ใช้ศอกกระทุ้งเอวซุนเสี่ยวจวนเบาๆ แล้วกระซิบถาม
“ยัยเด็กนั่นทำไมถึงกลับมาล่ะ ช่วงนี้ต้องเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ”
ซุนเสี่ยวจวนเบะปากด้วยความหมั่นไส้
“จมูกไวอย่างกับหมา ได้กลิ่นของดีที่บ้านก็รีบแจ้นกลับมาทันทีน่ะสิ”
ป้าหลี่ตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ปากกลับพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“เป็นสาวเป็นนาง เห็นแก่กินแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ต่อไปใครจะอยากได้ลูกสะใภ้ตะกละตะกลามเข้าบ้าน”
“นั่นสิคะพี่ คราวก่อนก็เพิ่งจะงัดแม่กุญแจห้องแม่สามีฉัน ขโมยแป้งกับไข่ไก่ไป...”
ซุนเสี่ยวจวนชะงักกึกเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเผลอหลุดปากเรื่องน่าอายในบ้านออกไป จึงรีบยกมือปิดปากแล้วโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าไม่พูดแล้ว
ป้าหลี่เองก็โบกมือลาแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป แต่ในใจคงนึกสมเพชปนขบขันที่ได้กลิ่นเนื้อหอมฉุยจนน้ำลายสอ แต่ทำได้แค่ยืนดม
ซุนเสี่ยวจวนยกหม้อต้มกลับเข้าไปในครัวที่คับแคบ จัดการตักเนื้อออกมาหั่นใส่จานเตรียมตั้งโต๊ะ
อาหารมื้อเที่ยงวันนี้จัดว่าหรูหราอู้ฟู่กว่าปกติ มีทั้งแผ่นแป้งข้าวฟ่าง มะเขือเทศดองหนึ่งถ้วย เนื้อหัวหมูรมควันหนึ่งจาน และตรงกลางโต๊ะมีแกงจืดผักกาดดองชามใหญ่
เลิ่งฮุ่ยกวาดสายตามองสมาชิกในบ้านที่นั่งล้อมวงรอทานข้าวกันพร้อมหน้า แล้วตะโกนเสียงดังลั่นไปทางห้องครัว
“มัวทำอะไรอยู่ชักช้าจริง ทำไมยังไม่ยกเนื้อรมควันออกมาอีก อาสะใภ้รองอย่ามัวแต่แอบกินในครัวนะ!”
มือที่กำลังคืบชิ้นเนื้อเตรียมจะส่งเข้าปากของซุนเสี่ยวจวนชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เธอรีบโยนชิ้นเนื้อกลับลงไปในจานด้วยความเจ็บใจ กัดฟันกรอดจนแทบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกัน
[จบบท]