บทที่ 157: รุ่งอรุณแห่งชีวิตและความสูญเสีย
ความรู้สึกปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ปลุกให้ถังหลินตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน ความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในกล้ามเนื้อราวกับเพิ่งผ่านการตรากตรำอย่างหนักหน่วง ทำให้เธอต้องนิ่วหน้าด้วยความทรมาน ความเมื่อยขบเกาะกินไปถึงกระดูกทุกข้อ
หญิงสาวขยับกายหมายจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า ทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาทำให้ต้องสูดปากเบาๆ สัญชาตญาณแรกคือการกวาดสายตามองหา ‘ต้นเหตุ’ แห่งความบอบช้ำนี้
แต่พื้นที่ว่างข้างกายกลับว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงรอยยับย่นของผ้าปูที่นอนและความเย็นชืดที่บ่งบอกว่าเจ้าของที่นอนได้ลุกจากไปนานแล้ว
ภาพความทรงจำของค่ำคืนที่ผ่านมา ทั้งสัมผัสอันเร่าร้อน เสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ และความแนบชิดที่หลอมละลายตัวตนของกันและกัน ดูราวกับเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งที่เลือนรางไปกับแสงตะวัน
แสงแดดอ่อนจางของยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ทอดยาวลงบนเตียงนอนที่ว่างเปล่า ความเงียบสงบภายในห้องทำให้จิตใจของถังหลินล่องลอยไปชั่วขณะ
เธอค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง กำหนดจิตดึงพลังพิเศษธาตุไม้ที่หลับใหลอยู่ภายในกายให้ตื่นขึ้น กระแสพลังอันอบอุ่นและชุ่มชื้นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่จุดศูนย์กลางของร่างกาย พลังแห่งชีวิตที่เปรียบดั่งต้นกล้าที่ผลิใบรับแสงตะวัน เริ่มไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง
ทุกอณูของกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ทุกข้อต่อที่ฝืดเคือง ได้รับการชโลมเลี้ยงด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์ ความเจ็บปวดค่อยๆ ทุเลาลง แทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับกิ่งไม้แห้งที่ได้รับน้ำฝนแรกฤดูจนกลับมาชุ่มชื้นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
พลังพิเศษถักทอเป็นสายใยสีเขียวมรกตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไหลวนเวียนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ปัดเป่าความอ่อนล้าให้มลายหายไป จนกระทั่งร่างกายของเธอกลับมากระปรี้กระเปร่าสมบูรณ์พร้อม
เมื่อพลังงานไหลเวียนครบวงจรและผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ถังหลินจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความสดชื่น
ขณะที่เธอกำลังกลัดกระดุมเม็ดสุดท้ายที่คอเสื้อ เสียงลูกบิดประตูก็ดังขึ้นเบาๆ
ซ่งเกาหล่างชะงักมือที่กำลังเปิดประตูเล็กน้อย เมื่อสายตาปะทะเข้ากับแผ่นหลังบอบบางของภรรยาที่สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงา จัดแต่งทรงผมอย่างตั้งใจ แววตาของชายหนุ่มทอประกายอ่อนโยนระคนเสียดาย
"ตื่นแล้วหรือครับ ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย วันนี้ไม่มีงานเร่งด่วนอะไรนี่นา"
ถังหลินปรายตามองผ่านกระจกเงา ขนตางอนยาวกะพริบไหวช้าๆ น้ำเสียงของเธอยังเจือความแหบพร่าจากอาการเพิ่งตื่นนอน ฟังดูเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติ "คนอื่นเขาตื่นกันหมดแล้ว จะให้ฉันนอนกินบ้านกินเมืองอยู่คนเดียวได้ยังไงกันคะ"
ประโยคนั้นทำให้ซ่งเกาหล่างรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันที เสียงแหบเสน่ห์ของเธอกระตุกหัวใจของเขาอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำเมื่อคืนวานหวนกลับมาฉายซ้ำในหัว ทั้งผิวสัมผัสที่เนียนละเอียด กลิ่นหอมละมุน และเสียงครางแผ่วเบาที่ดังก้องอยู่ข้างหู
แม้ภาพตรงหน้าเธอจะแต่งกายมิดชิดเพียงใด แต่ในสายตาของเขา กลับมองเห็นทับซ้อนกับภาพความงดงามที่เปิดเผยต่อเขาเพียงผู้เดียวเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
"แล้ว... ฮุ่ยฮุ่ยล่ะคะ ตื่นหรือยัง"
คำถามของถังหลินดึงสติของเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซ่งเกาหล่างกระแอมเบาๆ เพื่อไล่ความขัดเขิน "ตื่นแล้วครับ เสี่ยวเยว่พาไปวิ่งออกกำลังกายแต่เช้า เห็นว่าแวะไปที่แปลงผักริมเขื่อน ถอนหัวไชเท้ากลับมาได้เยอะเลย เที่ยงนี้คงได้กินซุปกระดูกหมูหัวไชเท้าฝีมือเด็กๆ"
ผักที่พวกเด็กๆ ช่วยกันปลูกเริ่มออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะหัวไชเท้ากับผักปวยเล้ง แม้จะยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็พอให้เก็บมาทำอาหารทานได้ ขืนรอให้โตพร้อมกันหมดคงกินไม่ทันแก่
"ทางหน่วยงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ เห็นคุณทำหน้าเครียดๆ" ถังหลินรวบผมยาวสลวยขึ้นเกล้าเป็นมวยต่ำอย่างชำนาญ ก่อนจะหยิบปิ่นไม้เรียบง่ายขึ้นมาปักตรึงไว้อย่างแน่นหนา
"ไม่มีอะไรมากครับ ฮุ่ยฮุ่ยรายงานว่าคอนกรีตที่เทไปยังเซตตัวไม่เต็มที่ เลยต้องสั่งระงับงานก่อสร้างชั่วคราว"
สายตาคมกริบของซ่งเกาหล่างจับจ้องอยู่ที่ทุกอิริยาบถของหญิงสาว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยืนมองภรรยาแต่งตัวในยามเช้าเช่นนี้
นิ้วเรียวสวยที่จัดการกับเรือนผมอย่างคล่องแคล่ว เผยให้เห็นลำคอระหงขาวผ่องที่โผล่พ้นปกเสื้อไหมพรม ยิ่งเมื่อเธอหยิบต่างหูเงินคู่เล็กขึ้นมาสวม แสงแดดที่ตกกระทบเครื่องประดับชิ้นน้อยส่องประกายวูบวาบ ล้อไปกับผิวเนียนละเอียด
ภาพอันงดงามเรียบง่ายนี้กลับทำให้หัวใจแกร่งของชายชาติทหารเต้นผิดจังหวะ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก
ถังหลินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อรู้ว่างานที่เขื่อนไม่น่ากังวล เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรับรู้ถึงสายตาร้อนแรงที่จ้องมองมาไม่วางตา
เธอหันกลับมาสบตาเขา เคาะนิ้วลงบนโต๊ะเครื่องแป้งเบาๆ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "ผู้พันซ่งคะ"
"ครับ?"
"มองฉันตาไม่กะพริบขนาดนี้ หน้าฉันมีดอกไม้งอกออกมาหรือไงคะ"
คำหยอกเย้าของภรรยาทำเอาชายหนุ่มถึงกับสำลักอากาศ ใบหน้าคมเข้มแดงซ่านลามไปถึงใบหู เขารีบเบนสายตาหนีไปทางอื่น พูดตะกุกตะกักแก้เก้อ "ปิ่น... ปิ่นของคุณปักเบี้ยวน่ะครับ"
พูดจบก็อยากจะตบปากตัวเอง ปิ่นนั่นปักตรงแหน็วสวยงามไร้ที่ติ เขาจึงรีบตัดบทลุกขึ้นยืน "คุณ... รีบจัดการธุระส่วนตัวเถอะครับ เดี๋ยวอาหารเช้าจะเย็นชืดหมด"
ผ่านค่ำคืนแห่งการวิวาห์ ซ่งเกาหล่างก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การมีคู่ชีวิตเคียงข้างนั้นช่างเป็นความสุขที่ลึกซึ้งเพียงใด
คำกล่าวที่ว่า "ภรรยาคือดวงใจของบ้าน" นั้นไม่ได้เกินจริงเลย ความอบอุ่นอ่อนหวานที่ได้รับ ทำให้เขาที่เคยชินกับความโดดเดี่ยวเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า 'ครอบครัว' อย่างแท้จริง
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยและส่งคุณปู่ซ่งกลับไปพร้อมซองแดง เลิ่งฮุ่ยก็หายตัวไปวิ่งเล่นข้างนอกอีกตามเคย ถังหลินจึงถือโอกาสจัดเก็บห้องหอให้เข้าที่เข้าทาง แต่ทว่าเธอกลับหาเสื้อผ้าชุดเก่าที่ถอดทิ้งไว้เมื่อคืนไม่เจอ
จนกระทั่งเดินออกไปที่ลานหลังบ้าน ก็เห็นเสื้อผ้าชุดนั้นตากอยู่บนราวเรียบร้อยแล้ว
ถังหลินเดินกลับเข้ามาถามสามีที่กำลังผ่าฟืนอยู่ที่ลานหน้าบ้าน "เสื้อผ้าหลังบ้านนั่น คุณซักหรือลูกซักคะ"
ซ่งเกาหล่างเงยหน้าขึ้นปาดเหงื่อ "มีอะไรหรือเปล่าครับ ฮุ่ยฮุ่ยไม่กล้าเข้ามาในห้องเราหรอก แกซักแต่ของแก ส่วนของคุณผมเห็นว่าว่างอยู่เลยจัดการให้"
ถังหลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าร้อนผ่าขึ้นมาทันที "คุณ... คุณซักชุดชั้นในให้ฉันด้วยเหรอคะ! ผู้ชายที่ไหนเขาทำกัน มัน... มันไม่ดีนะคะ"
ในยุคสมัยที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ความเชื่อเรื่องงานบ้านงานเรือนแบ่งแยกชัดเจน การที่ผู้ชายจะมานั่งซักชุดชั้นในสตรีนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคลสำหรับหลายๆ บ้าน
แต่สามีของเธอกลับทำมันหน้าตาเฉย
ซ่งเกาหล่างเลิกคิ้วมองเธอด้วยสายตาขบขัน "ซักแล้วมันทำไมครับ ก็ของเมียผมเอง อีกอย่าง... เมื่อคืนผมเป็นคนถอดมันเองกับมือ ถ้าจะถือเรื่องโชคลาง แบบนั้นไม่แย่กว่าเหรอครับ"
"คุณ!" ถังหลินหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงคอ เธอกัดริมฝีปากแน่น ถลึงตาใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ แต่กลับหาคำมาโต้ตอบความหน้าด้านของเขาไม่ได้เลย
ซ่งเกาหล่างหัวเราะในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองใบหน้าแดงระเรื่อของภรรยาอย่างเอ็นดู ยิ่งเห็นเธอเขินอาย เขาก็ยิ่งมีความสุข
ในขณะเดียวกัน ที่เส้นทางเดินป่ารอบค่ายพัก
"นี่นายเป็นบ้าอะไรของนาย เดินตามฉันต้อยๆ ตั้งแต่เช้าแล้วนะ ว่างมากหรือไง"
เลิ่งฮุ่ยบ่นกระปอดกระแปดพลางหันไปแหวใส่เสี่ยวเยว่ที่เดินตามหลังมาไม่ห่าง
"ฮุ่ยฮุ่ย เมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยนะ" เสี่ยวเยว่ทำเสียงน่าสงสาร พยายามเรียกร้องความสนใจ
เลิ่งฮุ่ยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง มือเรียวฟาดกิ่งไม้ไผ่ในมือใส่กอหญ้ารกข้างทาง "ก็ใครใช้ให้ดื่มเหล้าเข้าไปขนาดนั้นล่ะ สมน้ำหน้า ปวดหัวก็ทนไปสิ"
เสี่ยวเยว่มองแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังระบายอารมณ์กับต้นหญ้าอย่างขบขัน ท่าทางห้าวหาญเกินหญิงของเธอช่างน่าเอ็นดูในสายตาเขาเสมอ
"ฮุ่ยฮุ่ย ต่อไปเธอมานอนค้างที่ค่ายบ่อยๆ สิ"
"จะบ้าเหรอ ฉันต้องทำงานนะ รับปากไม่ได้หรอก"
"ก็น้าถังแต่งงานกับผู้พันแล้ว ต่อไปท่านต้องมาอยู่ที่นี่บ่อยๆ เธอตามมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่ดีเหรอ จะได้ดูแลกันง่ายๆ"
เลิ่งฮุ่ยหยุดเดิน ปักไม้ไผ่ลงดิน "แม่ฉันมา ท่านก็อยู่กับสามีท่านสิ ฉันจะมาเป็นก้างขวางคอทำไม อยู่หอพักสบายใจกว่าตั้งเยอะ"
เสี่ยวเยว่รีบเดินเข้าไปประชิด สะกิดแขนเธอเบาๆ "แล้วเรื่องกินอยู่ล่ะ เธอจะกินโรงอาหารไปตลอดเหรอ"
"ก็มีจิ้นเผิงไง หมอนั่นทำกับข้าวอร่อยจะตาย ไปขอแจมด้วยก็ได้!" เลิ่งฮุ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ทันสังเกตว่าบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มเย็นเยียบลงทันที
จะให้ไปกินข้าวฝีมือผู้ชายคนอื่นเนี่ยนะ? ไม่มีทาง!
เสี่ยวเยว่คว้าข้อมือเธอไว้แน่น น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที "กับข้าวฝีมือผมก็อร่อยไม่แพ้ใครนะ ต่อไปถ้าเธอมาที่ค่าย ผมจะทำให้กินทุกมื้อเลย เมนูไหนก็ได้ที่เธออยากกิน ตกลงไหม"
เลิ่งฮุ่ยชะงักไป ดวงตาคู่สวยกลอกไปมาอย่างใช้ความคิด แววตาซุกซนฉายชัด "ข้อเสนอน่าสนใจ... งั้นขอเก็บไปคิดดูก่อนแล้วกัน"
บรรยากาศในป่าลึกยามสายสดชื่นและเงียบสงบ แสงแดดส่องผ่านทิวไม้ลงมาเป็นลำ สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินธรรมชาติ เลิ่งฮุ่ยหมายตาดอกเบญจมาศป่าดอกสวยไว้ กะว่าขากลับจะเก็บไปตากแห้งไว้ชงชาแก้ร้อนใน
ทันใดนั้น สายตาของเสี่ยวเยว่ก็สะดุดเข้ากับสิ่งผิดปกติ ตะกร้าสานหลายใบวางทิ้งไว้อย่างระเกะระกะบนสันเขื่อนไกลๆ
สัญชาตญาณทหารทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล เขารีบวิ่งเข้าไปดูทันที เลิ่งฮุ่ยรีบซอยเท้าตามไปติดๆ
"มีอะไรเหรอ"
เสี่ยวเยว่ยืนนิ่งอยู่หน้าตะกร้าที่เต็มไปด้วยหญ้าเลี้ยงหมู แต่รอบกายกลับไร้วี่แววของผู้คน "คนหายไปไหน"
"คนอะไร" เลิ่งฮุ่ยชะโงกหน้าดู "นายหมายถึงเจ้าของตะกร้าน่ะเหรอ"
"ใช่ ตะกร้าอยู่นี่ แต่คนไม่อยู่ เราต้องช่วยกันหาด่วน" น้ำเสียงของเสี่ยวเยว่เคร่งเครียดขึ้น สายตากวาดมองไปรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว
เลิ่งฮุ่ยเริ่มเข้าใจสถานการณ์ เธอรีบกวาดสายตาไปทางลาดเขาด้านล่างสันเขื่อน ทั้งสองแยกย้ายกันเดินสำรวจคนละฝั่งแม่น้ำ
"เสี่ยวเยว่! ทางนี้! มีรองเท้าทิ้งไว้ แล้วก็รอยเท้าคนเดินลงน้ำ!"
เสียงตะโกนของเลิ่งฮุ่ยทำให้เสี่ยวเยว่หันขวับ
ที่ริมกอต้นอ้อ รองเท้าผ้าใบเก่าๆ สามคู่วางกระจัดกระจาย รอยเท้าเล็กๆ หลายรอยย่ำลงไปในโคลนเลน มุ่งหน้าสู่ผิวน้ำที่ราบเรียบ
เสี่ยวเยว่วิ่งตะบึงมาด้วยความเร็วสูงสุด เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง กระชากเสื้อเครื่องแบบออกจนกระดุมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อสีแทนแน่นเปรี๊ยะ ก่อนจะพุ่งหลาวลงไปในแม่น้ำตูมใหญ่
หัวใจของเลิ่งฮุ่ยเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัว เธอจ้องมองผิวน้ำที่กลืนกินร่างของชายหนุ่มหายไป ความเงียบของแม่น้ำช่างน่ากลัวจับใจ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าทรมาน ในที่สุดผิวน้ำก็แตกกระจาย เสี่ยวเยว่โผล่ขึ้นมาพร้อมกับร่างเล็กๆ ในอ้อมแขน เขาสำลักน้ำไอโขลกๆ แต่ยังพยายามชูร่างนั้นให้พ้นน้ำ
"รับเด็กไป!"
เลิ่งฮุ่ยถลกขากางเกงลุยน้ำลงไปรับช่วงต่อ ทั้งสองช่วยกันลากร่างไร้สติของเด็กน้อยขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดเสื้อผ้าเก่าซีด ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ ริมฝีปากเขียวคล้ำ
"เร็วเข้า ฮุ่ยฮุ่ย!"
เลิ่งฮุ่ยไม่รอช้า เธอจับร่างเด็กน้อยคว่ำลง พาดหน้าท้องเด็กไว้กับหน้าขาของเธอ แล้วตบหลังแรงๆ เพื่อไล่น้ำออกจากปอด
ขณะที่น้ำสกปรกทะลักออกจากปากเด็กหญิง เสี่ยวเยว่ก็สูดหายใจลึก แล้วดำดิ่งลงไปในน้ำอีกครั้งเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่เหลือ
เลิ่งฮุ่ยไม่มีเวลาห่วงหน้าพะวงหลัง เธอรู้ดีว่านาทีนี้คือความเป็นความตาย มือเรียวประสานกันกดลงบนหน้าอกเล็กๆ ของเด็กน้อย สลับกับการผายปอด
ความหนาวเย็นของน้ำกัดกินผิวเนื้อ แต่เหงื่อกาฬกลับไหลโซมกายเลิ่งฮุ่ย เธอทำ CPR อย่างบ้าคลั่ง แข่งกับเวลาที่เดินไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
"ฟื้นสิ... ได้โปรดฟื้นสิลูก" เลิ่งฮุ่ยพึมพำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
ในแม่น้ำที่เงียบงัน เสี่ยวเยว่ผลุบโผล่อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเสียงตะโกนเรียกดังมาจากสันเขื่อน
"ฮุ่ยฮุ่ย!"
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา เห็นแม่และพ่อเลี้ยงนำกำลังคนวิ่งตรงมาทางนี้ "แม่! แม่คะ! ทางนี้! มีคนจมน้ำ!"
ถังหลินวิ่งมาถึงด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ เธอตรงปรี่เข้ามาหาเลิ่งฮุ่ย นั่งลงข้างร่างเด็กหญิง
มือบางแตะที่ชีพจร พร้อมกับส่งกระแสพลังธาตุไม้แทรกซึมเข้าไปสำรวจภายในทันที
ปอดและหลอดลมของเด็กน้อยเต็มไปด้วยน้ำโคลน ถังหลินใช้พลังพิเศษค่อยๆ ดันน้ำเหล่านั้นออกมา พร้อมกระตุ้นพลังชีวิตที่ริบหรี่ให้กลับมาลุกโชน
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างเล็กๆ ก็กระตุกเฮือก สำลักน้ำออกมาคำใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงไอโขลกๆ ที่แหบแห้ง แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ที่ยืนลุ้นอยู่ เสียงนั้นไพเราะราวกับเสียงสวรรค์
"ลูกแม่! ฟื้นแล้ว!" แม่ของเด็กโผเข้ากอดลูกสาวร้องไห้โฮ
ถังหลินไม่ได้หยุดพัก เธอลุกขึ้นเดินไปหาเด็กชายอีกคนที่เพิ่งถูกเสี่ยวเยว่ช่วยขึ้นมา
แต่ทว่า...
แม้จะพยายามไล่น้ำและปั๊มหัวใจอยู่นาน ร่างของเด็กชายก็ยังคงแน่นิ่ง
เสี่ยวเยว่ที่นอนหอบหายใจอยู่ข้างๆ ชี้มือไปที่แม่น้ำ "ยังมี... ยังมีอีกคน รองเท้าสามคู่..."
ซ่งเกาหล่างเดินเข้าไปแตะไหล่เขาเบาๆ "ไม่มีแล้ว คนที่สามคือคนที่วิ่งไปตามพวกเรามา นายทำดีที่สุดแล้วเสี่ยวเยว่"
ซ่งเกาหล่างเดินมานั่งลงข้างถังหลินที่เริ่มมีสีหน้าเหนื่อยล้า เขามองร่างไร้ลมหายใจของเด็กชาย แล้วเอ่ยถามเสียงเบา "เป็นยังไงบ้าง"
ถังหลินส่ายหน้าช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ พลังของเธอรักษาคนเป็นได้ แต่ไม่อาจยื้อแย่งวิญญาณคนตายกลับมาได้ เด็กคนนี้จมน้ำนานเกินไปแล้ว
ซ่งเกาหล่างประคองภรรยาให้ลุกขึ้น โอบไหล่เธอไว้แน่น "คุณทำเต็มที่แล้ว"
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของแม่เด็กดังระงมไปทั่วคุ้งน้ำ เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ชีวิตของครอบครัวทหารไม่ได้สุขสบายอย่างที่ใครคิด การปากกัดตีนถีบเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวด้วยการเลี้ยงหมูหรือหาของป่า เป็นเรื่องปกติที่แลกมาด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ และวันนี้... ธรรมชาติก็ได้ทวงคืนค่าตอบแทนที่แสนแพงไปจากพวกเขาแล้ว
[จบบท]