บทที่ 16: นั่งฟังเรื่องชาวบ้านอยู่ดีๆ หวยดันมาออกที่ตัว
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนมักจะมีความถ่อมตัวและเกรงใจกันเรื่องปากท้องเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาอยู่บนโต๊ะอาหาร ของอร่อยหรือเนื้อสัตว์มักจะถูกคีบส่งให้ผู้อาวุโสที่มีอำนาจ หรือไม่ก็พวกแรงงานหลักของบ้านได้รับประทานก่อนเสมอ
ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ก็คือคนแก่และผู้ชายในบ้านนั่นแหละที่จะได้กินของดี
ส่วนผู้หญิงนั้น ต่อให้คุณจะเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว แต่สถานะในบ้านก็ยังถือว่าต่ำกว่าอยู่ดี หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือธรรมเนียมในหลายพื้นที่ที่ห้ามผู้หญิงขึ้นมาร่วมโต๊ะกินข้าวพร้อมผู้ชาย
ทว่าเลิ่งฮุ่ยไม่ได้ยึดถือแนวคิดคร่ำครึเหล่านั้น สำหรับเธอที่ผ่านชีวิตในยุควันสิ้นโลกมาแล้ว กฎเหล็กเพียงข้อเดียวที่เธอยึดถือคือการแบ่งปันตามผลงาน ในเมื่อบ้านใหญ่มีคนทำงานรับเงินเดือนถึงสองคน เธอก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะคีบเนื้อเข้าปาก
และถ้าจะให้ใจกว้างหน่อย เธอก็ยินดีให้จานเนื้อนั้นถูกแบ่งปันกับคนบ้านรองอย่างเท่าเทียม
แต่พฤติกรรมที่ดูมั่นอกมั่นใจแบบนี้ กลับกลายเป็นเรื่องแปลกแยกและขัดหูขัดตาคนในบ้านตระกูลเลิ่งอย่างรุนแรง
ตลอดมื้ออาหาร ซุนเสี่ยวจวนส่งสายตาจิกกัดมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เลิ่งฮุ่ยก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน มองไม่เห็นเสียอย่างนั้น
ทางด้านเลิ่งผอจื่อเองก็ดูจะกลืนข้าวไม่ลงเพราะความคับแค้นใจ ยิ่งเห็นหลานสาวตักกินอย่างเอร็ดอร่อย นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอาหารมื้อนี้จะทำให้ระบบย่อยอาหารของนางทำงานผิดปกติเสียให้ได้
เมื่อทุกคนวางตะเกียบลง ซุนเสี่ยวจวนที่เห็นเลิ่งฮุ่ยอิ่มหนำสำราญแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยไม่คิดจะขยับตัวทำอะไร ก็รีบจัดแจงหน้าที่ทันที
“ตอนนี้ขาของเสี่ยวเหมยบาดเจ็บต้องพักฟื้น ต่อไปนี้หน้าที่ล้างจานชามหลังกินข้าว ให้เป็นหน้าที่ของฮุ่ยฮุ่ยก็แล้วกันนะ”
เลิ่งฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ ยันตัวขึ้น ยืนบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตามองอาสะใภ้แล้วปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
“ต้องขอโทษด้วยค่ะอาสะใภ้ พอดีหนูต้องรีบกลับไปดูแลแม่ ถ้าขืนไปช้ากว่านี้ โรงอาหารที่โรงพยาบาลคงไม่เหลือโจ๊กดีๆ ให้ซื้อแล้ว”
พูดจบเธอก็เดินอาดๆ ไปที่ประตู แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอหันกลับมามองซุนเสี่ยวจวนแล้วพูดต่อ
“อ้อ อีกอย่างนะอาสะใภ้ อาเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าแม่ของหนูนอนโรงพยาบาล หมอก็สั่งกำชับว่าให้กินแต่อาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย แต่ทุกครั้งที่หนูกลับมาบ้าน อาไม่เคยต้มโจ๊กไว้เลย นี่อาทำไม่ถูกนะคะ ถ้าคนอื่นรู้เขาจะเอาไปนินทาได้ว่าอาตั้งใจกลั่นแกล้ง ไม่ยอมให้พี่สะใภ้ที่ป่วยหนักได้กินโจ๊กของที่บ้านแม้แต่คำเดียว”
ซุนเสี่ยวจวนหน้าแดงก่ำ รีบโต้กลับทันควัน
“นี่... นี่เธออย่ามาใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของฉันนะ! เธอจะกลับมากินข้าวตอนไหนก็ไม่เคยบอกล่วงหน้า เล่นโผล่มาแบบกะทันหันทุกที แล้วจะให้ฉันเตรียมโจ๊กให้แม่เธอทันได้ยังไง”
หน้าอกของซุนเสี่ยวจวนกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห เธอไม่เคยเจอใครที่หน้าหนาและปากคอเราะร้ายขนาดนี้มาก่อน
เลิ่งฮุ่ยคร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ซุนเสี่ยวจวนยืนเต้นผางๆ ระบายอารมณ์ไม่ได้ สุดท้ายจึงหันไปเล่นงานเลิ่งหย่งคังแทน
“พี่ใหญ่! พี่ดูสิว่าลูกสาวบ้านพี่กลายเป็นเด็กนิสัยเสียแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีสัมมาคารวะเลยสักนิด ข้าวปลาอาหารมื้อดีๆ ถูกนังเด็กนี่ทำลายบรรยากาศจนหมดสิ้น งานบ้านงานเรือนก็ไม่ยอมทำ ก้นหนักยิ่งกว่าอะไร แต่พอใช้ให้ทำอะไรเข้าหน่อยกลับวิ่งหนีเร็วกว่าใครเพื่อน ชาติที่แล้วพวกฉันไปติดหนี้อะไรพวกพี่นักหนานะ!”
เลิ่งหย่งคังถูกน้องสะใภ้ชี้หน้าด่าฉอดๆ ก็ชักสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน
“เรื่องนี้จะไปโทษลูกมันก็ไม่ถูก เสี่ยวหลินนอนรอคนดูแลอยู่ที่โรงพยาบาล เธอก็รู้ ถ้าเธอว่างนักก็ทำงานเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นไรไป เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้จะโวยวายให้บ้านแตกสาแหรกขาดไปทำไมกัน!”
พูดจบเขาก็ระบายอารมณ์ด้วยการเตะเก้าอี้ที่เลิ่งหย่งซิงนั่งอยู่หนึ่งที ก่อนจะสะบัดก้นเลิกม่านเดินหนีเข้าห้องนอนไป
ทว่าทันทีที่ม่านประตูปิดลง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเลิ่งเหมยก็ดังลั่นออกมาจากในห้องนั้น
“โอ๊ย! ลุงใหญ่! ลุงเตะโดนขาหนู!”
เสียงของเลิ่งหย่งคังตอบกลับมาด้วยความรู้สึกผิดแต่ยังทำเสียงแข็งกลบเกลื่อน
“แล้วเอ็งไปนั่งทำซากอะไรตรงหน้าประตูฮะ? ไม่เจียมตัวนอนพักบนเตียงดีๆ มานั่งขวางทางทำไม ว่างมากนักรึไง!”
ซุนเสี่ยวจวนกับเลิ่งหย่งซิงได้ยินเสียงลูกร้องก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปในห้องทันที
“ลูกมานั่งทำอะไรตรงนี้ลูก! ในห้องมันมืดจะตาย แล้วไอ้คนตาบอดที่ไหนมันเดินไม่ดูทาง ไม่เตะลูกแล้วมันจะไปเตะใคร!”
ซุนเสี่ยวจวนตะโกนด่ากระทบวัวกระทบคราดจนเลิ่งหย่งคังที่อยู่ในห้องกั้นอีกฝั่งได้แต่นั่งตาขวาง สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะสะบัดแขนเสื้อเดินหนีเข้าไปในมุมส่วนตัวของตัวเอง
ลูกผู้ชายไม่ทะเลาะกับผู้หญิง!
“แม่... หนูเจ็บขา” เสียงของเลิ่งเหมยสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
ซุนเสี่ยวจวนร้อนรนเหมือนมดไต่กระทะร้อน “ตอนนี้เจ็บมากไหมลูก? มันทุเลาลงบ้างหรือยัง?”
เลิ่งเหมยเจ็บจนเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก แต่ความเจ็บปวดแหลมคมเมื่อครู่เริ่มค่อยๆ จางลง เธอรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ถ้าเอ่ยปากขอไปโรงพยาบาล ย่าเลิ่งผอจื่อไม่มีทางยอมควักเงินแน่ๆ
“ไม่เจ็บเท่าเมื่อกี้แล้วจ้ะ”
ซุนเสี่ยวจวนถอนหายใจยาว “งั้นคงไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวรอดูอาการอีกหน่อย ถ้าดีขึ้นลูกก็กลับไปนอนพักบนเตียงนะ อย่าลุกเดินเพ่นพ่านอีกล่ะ”
เลิ่งหย่งซิงผู้เป็นพ่อเสริมขึ้นมา “เดี๋ยวตอนเย็นเลิกงานกลับมา ถ้าลูกยังปวดมาก พ่อจะแบกลูกไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจดูอีกที”
แต่สิ้นเสียงของเลิ่งหย่งซิง เสียงตวาดแว้ดของเลิ่งผอจื่อก็ลอยตามลมเข้ามาขัดจังหวะทันที
“ตรวจอะไรกันนักกันหนา! คิดว่าบ้านเรารวยล้นฟ้าหรือไงฮะ? เจ็บนิดเจ็บหน่อยทำเป็นสำออยทนไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ถ้าอยากไปหาหมอนัก ก็มาแล่เนื้อฉันไปต้มกินรักษาอาการเลยไป๊!”
พอเลิ่งผอจื่อเริ่มเปิดฉากด่า ทั้งเลิ่งหย่งซิงและซุนเสี่ยวจวนก็หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าหือแม้แต่คำเดียว
เลิ่งเหมยได้แต่กัดฟันเก็บความแค้นเคืองไว้ในใจ พ่อแม่ของเธอพึ่งพาไม่ได้เลยสักนิด ในครอบครัวที่เห็นผู้ชายเป็นใหญ่และเห็นผู้หญิงเป็นแค่ผักหญ้าแบบนี้ ถ้าอยากได้ดีก็ต้องไขว่คว้าด้วยตัวเองเท่านั้น ยิ่งอยู่นานวันเธอก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจ
ชีวิตแบบนี้มันน่ารังเกียจสิ้นดี
แสงแดดอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องไปทั่วผืนดิน เลิ่งฮุ่ยเดินตากแดดมาตลอดทางจนมีเหงื่อซึมบางๆ ตามร่างกาย แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาล ความเย็นยะเยือกวังเวงก็แทรกซึมผ่านผิวหนังเข้ามาจนถึงกระดูก
เลิ่งฮุ่ยกระชับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นขึ้น แล้วซอยเท้าวิ่งขึ้นบันไดตึก เสียงหอบหายใจเบาๆ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
เมื่อเดินมาถึงโถงทางเดินแผนกศัลยกรรม สองข้างทางมีเสียงพูดคุยดังลอดออกมาจากห้องพักผู้ป่วยเป็นระยะ ห้องของถังหลินเองก็มีเสียงคนคุยกันอยู่เช่นกัน แต่เลิ่งฮุ่ยไม่ได้สนใจฟังจับใจความว่าเป็นเรื่องอะไร
ทว่าทันทีที่เธอผลักประตูเปิดเข้าไป เสียงสนทนาภายในห้องก็เงียบกริบลงอย่างฉับพลัน สายตาหลายคู่พุ่งตรงมาจับจ้องที่เธอเป็นจุดเดียว
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองไปรอบห้อง นอกจากผู้ป่วยและญาติสองเตียงเดิมที่เห็นเมื่อเช้า ตอนนี้เตียงกลางมีผู้ป่วยใหม่และญาติเข้ามาเพิ่มแล้ว
แต่สายตาที่คนกลุ่มนี้มองมาที่เธอมันดูแปลกพิกล
เลิ่งฮุ่ยไม่ได้ใส่ใจคนแปลกหน้าเหล่านั้น เธอเพียงแค่กวาดตามองผ่านๆ แล้วเดินตรงไปนั่งลงข้างเตียงของถังหลิน
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่ยังคงเกาะติดอยู่ด้านหลัง เลิ่งฮุ่ยจึงเอ่ยถามแม่ของเธอ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะแม่ ทำไมพวกเขาถึงเอาแต่จ้องหน้าหนู?”
เธอจงใจถามด้วยระดับเสียงปกติ ไม่ได้กระซิบกระซาบ ทำให้คนที่แอบมองอยู่พากันทำตัวไม่ถูก บ้างก็รีบเบือนหน้าหนี บ้างก็เกาหัวแก้เขินกันพัลวัน
ถังหลินปรายตามองคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มให้ลูกสาว “ไม่มีอะไรหรอกลูก ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง?”
เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นชัดว่ามีเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อแม่ไม่อยากพูดถึง เธอจึงไม่เซ้าซี้และเปลี่ยนไปเล่าเรื่องที่บ้านให้ฟังแทน
“ตอนแรกหนูนึกว่าพอรับเลิ่งเหมยกลับมา บ้านรองจะโวยวายบ้านแตกเสียอีก แต่ดูเหมือนเราจะประเมินความกล้าของพวกเขาสูงไปหน่อย”
จากนั้นเลิ่งฮุ่ยก็เล่าเรื่องที่วันนี้ที่บ้านกินเนื้อรมควันให้แม่ฟัง ถังหลินฟังแล้วก็นึกอยากกินขึ้นมาบ้าง เธอจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้กินรสชาติของเนื้อรมควันมานานกี่ปีแล้ว
เลิ่งฮุ่ยเห็นแววตาของแม่จึงรีบปลอบใจ “หนูบอกพวกเขาไปแล้วว่าตอนเลิ่งเหมยออกจากโรงพยาบาลยังทำกับข้าวฉลองได้โต๊ะเบ้อเริ่ม เดี๋ยวพอแม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ หนูจะให้พวกเขาจัดโต๊ะฉลองให้แม่เหมือนกัน ถึงตอนนั้นแม่ต้องกินเยอะๆ นะ”
“ถ้าหมอไม่บอกให้แม่นอนดูอาการต่ออีกสักสองสามวันเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวกว่านี้ แม่คงอยากจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”
สองแม่ลูกคุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง เลิ่งฮุ่ยก็ช่วยพยุงถังหลินไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นทั้งคู่ก็กลับมาเบียดกันนอนพักกลางวันบนเตียงผู้ป่วยเตียงเดียว
ผู้ป่วยและญาติเตียงข้างๆ ถือว่ามีมารยาทพอสมควร พอเห็นว่ามีคนกำลังพักผ่อน พวกเขาก็พยายามไม่ส่งเสียงดังรบกวน
ตกบ่ายหลังจากตื่นนอนและล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น คุณป้าเตียงข้างๆ ก็แสดงความมีน้ำใจด้วยการหยิบมันแกวที่พกมาแบ่งปันให้ทุกคนในห้อง เลิ่งฮุ่ยได้รับส่วนแบ่งเป็นหัวที่ใหญ่ที่สุด
เธอมองมันแกวในมืออย่างงุนงง ลองกะน้ำหนักดูคร่าวๆ น่าจะหนักเกือบครึ่งกิโลได้ คุณป้าคนนี้ใจป้ำไม่ใช่เล่น
“ของปลูกเองที่บ้านจ้ะ ไม่ใช่ของมีราคาค่างวดอะไรหรอก แม่หนู รีบชิมดูสิ กรอบๆ หวานๆ กินแล้วชื่นใจดีนะ”
คุณป้าอีกเตียงที่ได้รับมันแกวขนาดกำลังดีไปแบบฟรีๆ ก็รู้สึกเกรงใจ จึงเริ่มชวนคุยผูกมิตรอย่างกระตือรือร้น
เมื่อได้คุยกันจนรู้ว่าคุณป้าเจ้าของมันแกวอายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี ทั้งสองก็เริ่มเรียกขานกันเป็นพี่เป็นน้องอย่างสนิทสนม เล่าเรื่องราวตื้นลึกหนาบางของครอบครัวตัวเองออกมาจนหมดเปลือก
เลิ่งฮุ่ยนั่งปอกเปลือกมันแกวเงียบๆ หูก็ฟังบทสนทนาของพวกผู้ใหญ่ไปด้วย
จากการจับใจความ คุณป้าเตียงริมซ้ายปีนี้อายุ 51 ปี คนที่นอนป่วยอยู่คือหลานสาวฝ่ายแม่ เนื่องจากบ้านเดิมอยู่ชนบทห่างไกล การจะเทียวมาเฝ้าไข้ไม่สะดวก จึงไหว้วานให้คุณป้าที่เป็นป้าแท้ๆ ช่วยดูแลแทนสักสองสามวัน
ส่วนคุณป้าเตียงข้างๆ เจ้าของมันแกว ก็เป็นคนชนบทเช่นกัน คนที่นอนป่วยอยู่คือลูกสะใภ้คนโต ที่บ้านมีลูกชายสามคน สองคนโตแต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้ว เหลือแต่ลูกชายคนเล็กที่รับราชการทหารอยู่ในกองทัพ จึงยังครองตัวเป็นโสด
คุณป้าเจ้าของมันแกวกลุ้มใจเรื่องการแต่งงานของลูกชายคนเล็กมาก คุยไปคุยมา จู่ๆ หัวข้อสนทนาก็วกกลับมาลงที่ตัวเลิ่งฮุ่ยเสียอย่างนั้น
“ลูกชายคนเล็กของฉันนะ หล่อเหลาเอาการเลยล่ะ ตัวก็สูง หน้าตาก็ดี เขาอยู่ในกองทัพมาเจ็ดแปดปีแล้ว แต่ไม่ยักจะหาแฟนได้สักที... แม่หนู ป้าดูหน่วยก้านเราแล้วหน้าตาสะสวยใช้ได้เลยนะ ดูสมกันกับลูกชายป้าดีด้วย เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวป้าแนะนำให้พวกเรารู้จักกัน?”
เลิ่งฮุ่ยที่กำลังนั่งกินมันแกวฟังเรื่องชาวบ้านเพลินๆ ถึงกับชะงัก นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า "กินเผือกอยู่ดีๆ เผือกดันร้อนลวกปากตัวเอง"
มันแกวคำที่จะส่งเข้าปากชิ้นนี้ ตกลงเธอควรจะกินต่อหรือวางลงดีล่ะเนี่ย?
[จบบท]