บทที่ 163: ผู้หญิงของผมใครอย่าแตะ
เสียงนกหวีดปลุกดังยาวแหวกอากาศยามเช้าตรู่ที่ยังคงมีหมอกจาง ๆ ปกคลุมไปทั่วค่ายทหาร ซ่งเกาหล่างขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างระมัดระวัง เขาค่อย ๆ บรรจงห่มผ้าให้นอนหลับใหลอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้าง ๆ เพื่อให้ถังหลินได้ซุกตัวอยู่ในความอบอุ่นของผ้าห่มนวมต่อไปอีกสักหน่อย
ชายหนุ่มสวมเสื้อแจ็คเก็ตทหารอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้านพักมุ่งหน้าไปยังสนามฝึก
เมื่อการฝึกประจำวันในช่วงเช้าจบลง ซ่งเกาหล่างก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหาร จัดการซื้ออาหารเช้าแล้วหิ้วกลับมาที่เรือนหอหลังน้อยของเขา
“ตื่นแล้วเหรอครับ ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ”
ทันทีที่เห็นภรรยาถือตระกร้าผ้า เขาก็รีบสาวเท้าเข้าไปแย่งเสื้อผ้าในมือของถังหลินมาถือไว้เอง พร้อมกับยัดถุงอาหารเช้าใส่มือเธออย่างนุ่มนวล “คุณไปนั่งพักเถอะ ผมซื้อซาลาเปาไส้เนื้อกับน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ มาให้แล้ว รีบเข้าไปกินตอนที่มันยังอุ่น ๆ ดีกว่า งานพวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง แล้วนี่ลูกตื่นหรือยัง”
ถังหลินวางถุงอาหารเช้าลงบนโต๊ะไม้กลางบ้าน เช็ดมือที่เปียกชื้นกับผ้ากันเปื้อนแล้วตอบยิ้ม ๆ “รายนั้นตื่นตั้งนานแล้วค่ะ ป่านนี้คงวิ่งรอบบ้านพักไปได้หลายรอบแล้วมั้ง”
ซ่งเกาหล่างบิดผ้าจนหมาด สะบัดแรง ๆ ให้คลายตัว ก่อนจะบรรจงตากลงบนราวเชือกอย่างเป็นระเบียบ
“จะว่าไป ผมสังเกตดูแล้วนะว่าลูกสาวเราเนี่ยดูจะหลงใหลการออกกำลังกายเอาเรื่องเลย บางทีผมเห็นแววตาของแกตอนออกแรงแล้วดูดุดันไม่เบา ร่างกายก็ยืดหยุ่นดี พลังก็เยอะอย่างกับเกิดมาเพื่อเป็นทหารโดยเฉพาะ สนใจจะลองเกลี้ยกล่อมให้ลูกมาสมัครเข้ากองทัพดูไหม ผมจะช่วยเทรนให้เก่งกว่านี้อีก”
ถังหลินเทน้ำเต้าหู้ใส่ชามใบเล็ก พลางส่ายหน้าเบา ๆ “เรื่องนี้คุณอย่ามาถามฉันเลยค่ะ ฮุ่ยฮุ่ยโตจนป่านนี้แล้ว ให้แกเลือกทางเดินของตัวเองเถอะ แต่ฉันว่าแกคงไม่ชอบความลำบากในค่ายทหารหรอก”
“เอาเถอะ เดี๋ยวผมจะลองหาจังหวะถามแกดู”
ถังหลินยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ขัดอะไร เธอรู้ดีว่าต่อให้ซ่งเกาหล่างไปถาม คำตอบที่ได้ก็คงเหมือนเดิม ยัยหนูตัวแสบของเธอรักอิสระจะตายไป
ในขณะเดียวกัน เลิ่งฮุ่ยที่กำลังวิ่งเหยาะ ๆ อยู่รอบเขตบ้านพักก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นแผ่นหลังของหลิวเยว่ที่วิ่งนำหน้าอยู่ไม่ไกล นี่มันเขตบ้านพัก ไม่ใช่สนามฝึก และเวลานี้ก็ควรจะเป็นเวลาพักผ่อน แต่ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงยังวิ่งวนเวียนอยู่แถวนี้
ความสงสัยยังไม่ทันจางหาย เธอก็เห็นหลิวเยว่หยุดฝีเท้าลงที่หน้าประตูรั้วบ้านของเธอ
ยังไม่ทันที่เลิ่งฮุ่ยจะเร่งฝีเท้าไปถึง หลิวเยว่ก็ถือวิสาสะพุ่งพรวดพราดเข้าไปในลานบ้านเสียแล้ว
“พี่ซ่งเกาหล่าง! นี่มันเช้าตรู่นะคะ ทำไมลูกผู้ชายอกสามศอกระดับพี่ถึงต้องมาทำงานบ้านงก ๆ แบบนี้ด้วย”
หลิวเยว่ทำหน้าเหมือนเห็นผี น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “งานซักผ้าหุงข้าวมันเป็นงานของผู้หญิงนะคะ พี่อุตส่าห์แต่งงานมีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว ทำไมไม่ให้เมียพี่จัดการล่ะ หรือว่าแต่งเข้ามาเพื่อตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ ให้มันดูโก้หรูเท่านั้น”
พูดจบ เธอก็ปรายตามองเหยียดเข้าไปในตัวบ้าน ก่อนจะตวัดสายตามามองชุดชั้นในผู้หญิงที่ตากอยู่บนราวเชือก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวดแทนเหลือเกิน “มือของพี่มีไว้เพื่อจับปืนปกป้องชาตินะคะ ไม่ใช่มีไว้จับกระดานซักผ้าของผู้หญิงแบบนี้!”
การบุกรุกของหลิวเยว่ทำให้ซ่งเกาหล่างชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นทหารอาชีพ เขาจึงปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยได้อย่างรวดเร็ว พลางตากผ้าชิ้นสุดท้ายในมือจนเสร็จ
จากนั้นเขาจึงหันกลับมาประจันหน้ากับผู้บุกรุก แววตาคมกริบฉายแววตำหนิชัดเจน “สหายหลิวเยว่ เวลานี้คุณควรจะอยู่ที่โรงอาหาร ไม่ใช่มาโวยวายที่บ้านของผมแบบนี้”
“ฉันแค่วิ่งผ่านมาเห็นพอดี ก็เลยทนไม่ได้ที่เห็นพี่ต้องมาลำบาก...”
“พอได้แล้ว!”
เสียงตวาดของซ่งเกาหล่างดังก้องจนหลิวเยว่สะดุ้งโหยง
“สหายหลิว รบกวนคุณช่วยออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของผมด้วย อย่ามารบกวนเวลาพักผ่อนของครอบครัวผม”
จังหวะนั้นเอง เลิ่งฮุ่ยก็เดินทอดน่องเข้ามาจากประตูรั้ว ทำทีเป็นไม่สนใจบรรยากาศมาคุ “อาซ่งคะ วันนี้มีอะไรกินบ้างเอ่ย”
ถังหลินที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เดินถือก้อนซาลาเปาออกมาจากในบ้าน “เกาหล่าง ตากผ้าเสร็จหรือยังคะ ถ้าเสร็จแล้วก็รีบเข้ามาทานเถอะ เดี๋ยวเย็นหมดจะไม่อร่อย”
เธอปรายตามองหญิงสาวผู้มาเยือนด้วยสายตาเรียบนิ่ง “แม่คนนี้เพื่อนสมัยเด็กของคุณเหรอคะ ดูสนิทสนมกันจังเลยนะ”
ใบหน้าของซ่งเกาหล่างเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ไม่ใช่ครับ ก็แค่คนรู้จักกันเฉย ๆ”
“อ๋อ... ถ้าแค่คนรู้จัก งั้นฉันก็สงสัยจริง ๆ ว่าใครกันนะที่ให้ท้ายหล่อนจนกล้ามาท้าทายอำนาจเจ้าของบ้านถึงขนาดนี้”
หลิวเยว่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ รีบสวนกลับทันควัน “คุณอย่ามาพูดจาใส่ร้ายนะ ฉันก็แค่เป็นห่วงพี่เขา ฉันทนไม่ได้ที่คุณทำตัวเป็นคุณนายชี้นิ้วสั่ง ใช้ให้พี่เกาหล่างทำงานบ้านงก ๆ เขาเป็นผู้ชายนะ จะให้มามุดหัวอยู่ก้นครัวได้ยังไง”
ซ่งเกาหล่างไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลิวเยว่จะมีความคิดที่คับแคบและดื้อด้านขนาดนี้ เขายกมือนวดขมับอย่างอ่อนใจ “เอาล่ะ ผมขี้เกียจจะพูดกับคุณแล้ว เชิญกลับไปได้แล้วครับ เดี๋ยวโรงอาหารจะปิดซะก่อน”
ดวงตาของหลิวเยว่เริ่มแดงระเรื่อ น้ำใส ๆ เริ่มคลอเบ้า เธอก้มหน้าลงพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “พี่ซ่ง... ทำไมเดี๋ยวนี้พี่ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ ลูกผู้ชายที่วัน ๆ เอาแต่หมุนตัวอยู่รอบกองไฟกับผ้าอ้อม มันจะมีอนาคตได้ยังไง”
“หลิวเยว่! หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”
ใบหน้าของซ่งเกาหล่างแดงก่ำด้วยความโมโหจัด เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามขมับ
เขาเผลอเหลือบมองภรรยาและลูกเลี้ยงด้วยความกังวล
เขารู้สึกหนาวสันหลังวาบ กว่าเขาจะประคับประคองความรักครั้งนี้ให้หวานชื่นได้ขนาดนี้มันต้องใช้ความพยายามแค่ไหน แต่ยัยเด็กนี่กลับมาพูดจาบ่อนทำลายความสัมพันธ์เหมือนเอาน้ำแข็งมาราดใส่กองไฟชัด ๆ
หลิวเยว่ยังคงไม่ยอมลดละ “พี่เกาหล่าง ฉันพูดผิดตรงไหนไม่ทราบ!”
ซ่งเกาหล่างแทบอยากจะจับหล่อนโยนออกไปนอกรั้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่าน แล้วหันไปสั่งเลิ่งฮุ่ยเสียงเข้ม “ฮุ่ยฮุ่ย หลานไปตามทหารหญิงหน้าค่ายมาสักสองคน ให้มาลากตัวผู้หญิงคนนี้ไปส่งที่ห้องทำงานของจื่อเต่าหยวนที!”
เลิ่งฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างกระตือรือร้น แววตาเป็นประกายวาววับ “โถ่... อาซ่ง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องถึงมือคนอื่นหรอกค่ะ หนูจัดการเองได้สบายมาก”
เธอหักนิ้วดังกรอบแกรบ ย่างสามขุมเข้าไปหาเป้าหมาย
หลิวเยว่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แววตาฉายแววดูแคลน แม้เธอจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่สื่อสาร แต่ก็ผ่านการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนัก ไม่ใช่ไก่กาที่จะมาให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ
“ฉันขอเตือนนะว่าอย่าซ่าให้มันมากนัก ไม่งั้นเจ็บตัวจะหาว่าไม่เตือน”
เหอะ!
เลิ่งฮุ่ยเพิ่งเคยเจอคนที่ไม่กลัวตายยิ่งกว่าเธอ แถมยังมั่นหน้ามั่นโหนกยิ่งกว่าเธอเสียอีก ชักจะสนุกแล้วสิ!
ไวเท่าความคิด ร่างเพรียวบางของเลิ่งฮุ่ยก็พุ่งเข้าใส่ราวกับลูกธนู กรงเล็บที่เกร็งจนแข็งดุจเหล็กกล้าตะปบเข้าที่ไหปลาร้าของคู่ต่อสู้ ปลายเล็บเฉียดปกเสื้อไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
แต่หลิวเยว่ก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน เธอเบี่ยงตัวหลบได้อย่างพริ้วไหวราวกับงูเลื้อย พร้อมกับแทงเข่าสวนเข้าใส่สีข้างที่เปิดโล่งของเลิ่งฮุ่ย
เลิ่งฮุ่ยหมุนตัวหลบวูบ ตวัดขาเตะกวาดเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่าย เสียงลมหวีดหวิวจากการเตะทำให้รู้ว่าแรงปะทะนั้นมหาศาลเพียงใด หลิวเยว่เอนตัวหลบไปด้านหลังจนหลังแทบจะขนานกับพื้น ผมหางม้ายาวสลวยระพื้นดิน ก่อนจะดีดตัวกลับมาพร้อมกับถีบยอดอกสวนกลับ หมายจะเล่นงานที่จุดตาย
ซ่งเกาหล่างเห็นท่าไม่ดีทำท่าจะเข้าไปแยก แต่กลับถูกมือเรียวของภรรยารั้งเอาไว้
เขาหันขวับไปมองหน้าถังหลิน “คุณ...”
ถังหลินยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “ยืนดูเฉย ๆ เถอะค่ะ น้องสาวคนดีของคุณสู้ลูกสาวฉันไม่ได้หรอก”
ซ่งเกาหล่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงอ่อย “...ก็แค่คนรู้จักครับ ไม่ได้เป็นน้องสาวอะไรทั้งนั้น”
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วลานบ้าน
เลิ่งฮุ่ยฟันศอกเข้าใส่หน้าท้องของคู่ต่อสู้ หลิวเยว่ยกแขนขึ้นการ์ดรับ แรงปะทะทำให้เธอเซถลาไปด้านหลัง เธอคว้าไม้กวาดด้ามยาวที่พิงกำแพงอยู่มาถือไว้ แล้วฟาดกวาดเป็นวงกว้างหวังสกัดกั้นการเข้าประชิดตัว
เลิ่งฮุ่ยทิ้งตัวลงกลิ้งหลบไปกับพื้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วลุกขึ้นมาถ่มน้ำลายลงพื้น “ฝีมือใช้ได้นี่ แต่ถ้าจะมาซ่านแถวนี้ มันยังเร็วไปร้อยปี”
เมื่อจับทางได้แล้ว เลิ่งฮุ่ยก็คว้าเชือกตากผ้าที่กองอยู่บนม้านั่งขึ้นมา สะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว เชือกเส้นยาวก็พุ่งรัดข้อเท้าของหลิวเยว่ราวกับมีชีวิต ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว เธอก็กระชากเชือกกลับเต็มแรงจนหลิวเยว่เสียหลักล้มคว่ำหน้าคะมำ
เลิ่งฮุ่ยกระโจนเข้าใส่ทันที จับรวบแขนขาแล้วมัดด้วยเชือกตากผ้าจนแน่นหนาราวกับหมูที่จะถูกส่งเข้าโรงเชือด
“แก! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ! แกมีสิทธิ์อะไรมามัดฉัน!”
เลิ่งฮุ่ยไม่สนใจเสียงโวยวาย เธอหันไปบอกลาซ่งเกาหล่าง แล้วลากตัวหลิวเยว่ออกไปจากบ้านเหมือนลากถุงขยะ
พอพ้นรั้วบ้าน หลิวเยว่ก็พยายามขัดขืนไม่ยอมเดิน เลิ่งฮุ่ยจึงเปลี่ยนวิธี เข้าไปล็อกคอจากด้านหลังแล้วลากตัวเดินลิ่ว ๆ ไปข้างหน้าเหมือนหิ้วตุ๊กตา
หลิวเยว่ถูกล็อกคอจนหน้าเขียวหน้าเหลือง แต่ยังคงพยายามเชิดหน้าจ้องมองด้วยความเคียดแค้น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูไม่ได้
ภาพหญิงสาวสองคนในสภาพทุลักทุเลกลางค่ายทหาร เรียกสายตาไทยมุงได้เป็นอย่างดี
เจียงจิ่งหาวที่กำลังจะเอากล่องข้าวไปล้าง ถึงกับตาค้างเมื่อเห็นภาพนั้น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก
ช่างหัวกล่องข้าวปะไร! เขายัดมันใส่มือเพื่อนทหารข้าง ๆ แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งกลับเข้าไปในโรงอาหารหน้าตาตื่น
“ผู้พันเสี่ยว! ผู้พันเสี่ยว! เรื่องใหญ่แล้ว! แฟนคุณ... แฟนคุณอยู่ข้างนอกนั่น!”
เสียงตะโกนของเจียงจิ่งหาวทำให้ทั้งโรงอาหารเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้า ดูเหมือนว่าทุกคนอยากจะยลโฉมแฟนสาวของผู้พันเสี่ยวผู้เย็นชาคนนี้เหลือเกิน
“แฟนผม? เธอมาที่โรงอาหารเหรอ”
เสี่ยวเยว่เงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้มด้วยความงุนงง ก็เมื่อกี้ผู้พันซ่งซื้ออาหารเช้ากลับไปให้แล้วนี่นา หรือว่าจะไม่อร่อย?
จื่อเต่าหยวนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันหันไปถลึงตาใส่ลูกน้อง “ไอ้หมอนี่ ปกติก็ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พูดให้มันเคลียร์ ๆ หน่อย ลูกสาวบ้านซ่งเกาหล่างมาที่โรงอาหารงั้นรึ”
“มะ... ไม่ใช่ครับ” เจียงจิ่งหาวเพิ่งรู้ตัวว่าสื่อสารผิด รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “หลิวเยว่ครับ! หลิวเยว่ถูกจับมัดเป็นแหนมป้าย่นเลย! แล้วก็กำลังถูกแม่หนูเลิ่งฮุ่ยลากถูลู่ถูกังไปทางตึกอำนวยการโน่นแล้ว!”
“ฮุ่ยฮุ่ยโดนรังแกงั้นเหรอ!”
เสี่ยวเยว่ผุดลุกขึ้นยืนทันที ยกชามน้ำเต้าหู้ขึ้นซดโฮกเดียวหมด แล้วก้าวยาว ๆ ออกไปจากโรงอาหารโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
จื่อเต่าหยวนมุมปากกระตุกยิก ๆ ...ใครรังแกใครกันแน่ยังไม่รู้เลย ไม่ได้ยินที่มันบอกว่าหลิวเยว่โดนจับมัดหรือไงวะ?
แต่ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือด เขาจึงรีบคว้าหมั่นโถวติดมือไปลูกหนึ่งแล้วรีบจ้ำอ้าวตามออกไป
“ฉันได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเธอเคยแอบปิ๊งอาซ่งของฉันเหรอ เฮอะ... แต่นิสัยอย่างเธอนี่ยังดีนะที่อาซ่งตาไม่ถั่ว ไม่อย่างนั้นชีวิตคู่คงจืดชืดพิลึก”
หลิวเยว่ที่สภาพดูไม่ได้ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เธอไม่คิดเลยว่ายัยเด็กเมื่อวานซืนคนนี้จะฤทธิ์เยอะขนาดนี้
พอโดนจี้ใจดำ เธอก็แค่นเสียงขึ้นจมูก “เด็กกะโปโลอย่างเธอจะไปรู้อะไร ฉันก็แค่ชื่นชมและนับถือเขา เลยเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าคนอื่น เธออย่ามาใส่สีตีไข่”
“ฉันใส่สีตรงไหน ฉันแค่จะบอกด้วยความหวังดีว่า จะห่วงใยใครก็ห่วงไป แต่อย่าให้มันล้ำเส้นจนไปรบกวนชีวิตชาวบ้านเขา ไม่งั้นมันจะกลายเป็น... น่ารำคาญ”
หลิวเยว่กัดฟันกรอด กวาดสายตามองคู่กรณีตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฉันถามจริง ๆ เถอะ ตัวก็แค่นี้ เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ไปฝึกวิชามาจากสำนักไหนมิทราบ”
เลิ่งฮุ่ยยักคิ้วกวนประสาท “อยากรู้เหรอจ๊ะ”
เมื่อเห็นแววตาใคร่รู้ของอีกฝ่าย เลิ่งฮุ่ยก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “ฝันไปเถอะย่ะ ไม่บอกหรอก แบร่! ให้งงตายไปเลย!”
“นังเด็กบ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ เรื่องวันนี้ฉันไม่จบง่าย ๆ แน่!”
“อุ๊ยต๊ายตาย... กลัวจังเล้ยยยย” เลิ่งฮุ่ยทำเสียงล้อเลียน ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ “ขู่ให้มันน่ากลัวกว่านี้หน่อยสิป้า แค่นี้ขนหน้าแข้งยังไม่ร่วงเลย”
หลิวเยว่สติขาดผึง ทิ้งตัวลงนอนดิ้นกับพื้นแล้วกรีดร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ “นังเด็กนรก! ฉันสาบานเลยว่าชาตินี้ถ้าไม่ได้ตบแกสักฉาด ฉันจะไม่ยอมตายตาหลับคอยดู!”
เลิ่งฮุ่ยแกล้งทำสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูด แล้วแกล้งทำเป็นเซไปชนกับเสี่ยวเยว่และจื่อเต่าหยวนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลัง เธอรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาทันที “พี่เสี่ยวเยว่... ท่านจื่อเต่าหยวนคะ... ได้ยินที่เขาขู่ฆ่าหนูไหมคะ ฮือ... ถ้าวันไหนหนูเป็นอะไรไป ต้องเป็นฝีมือผู้หญิงคนนี้แน่ ๆ เลยค่ะ”
จื่อเต่าหยวนหน้านิ่งสนิท แววตาคมกริบกวาดมองทั้งสองคนอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าให้เสี่ยวเยว่ “ไปแก้มัดให้เธอ”
เสี่ยวเยว่ตบไหล่ปลอบใจแฟนสาวเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปแกะเชือกให้หลิวเยว่อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
หลิวเยว่ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามตัว พยายามจัดทรงผมให้เข้าที่ ทั้งอับอายทั้งโมโหจนหน้าแดงไปหมด เธอกัดริมฝีปากแน่น จ้องมองเลิ่งฮุ่ยด้วยสายตาอาฆาต
เลิ่งฮุ่ยก็จ้องกลับตาไม่กระพริบเหมือนกัน
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด
จื่อเต่าหยวนเห็นท่าไม่ดี จึงกระแอมไอเสียงดัง “เหลวไหลกันใหญ่แล้ว! ตามผมไปที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้! ไปเคลียร์กันให้รู้เรื่อง!”
น้ำเสียงเด็ดขาดทรงอำนาจทำให้ทุกคนสงบปากสงบคำ
เลิ่งฮุ่ยแอบส่งสายตาปิ๊ง ๆ ให้เสี่ยวเยว่ทีหนึ่ง ก่อนจะเดินตามจื่อเต่าหยวนไปอย่างว่าง่าย
เสี่ยวเยว่มองดูหลิวเยว่ที่ยังยืนนิ่ง จึงผายมือเชิญด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เชิญครับ สหายหลิวเยว่”
หลิวเยว่กำหมัดแน่น
แต่ในเมื่อจื่อเต่าหยวนสั่งแล้ว เธอไม่มีทางเลือกอื่น
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ข่มความอาย แล้วเดินก้มหน้าตามไป
เสี่ยวเยว่มองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินตามปิดท้ายขบวนไปอย่างเงียบ ๆ
ภายในห้องทำงาน จื่อเต่าหยวนถอดหมวกวางบนโต๊ะ นั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาดุจเหยี่ยวกวาดมองทุกคน
“ว่ามา... ใครจะเริ่มก่อน”
หลิวเยว่ขยับตัวจะพูด แต่จื่อเต่าหยวนกลับชี้ไปที่เลิ่งฮุ่ย “เธอ... พูดมาก่อน”
หลิวเยว่หน้าเจื่อน รีบหุบปากฉับ
เลิ่งฮุ่ยยืดอกทำความเคารพแบบทหารเป๊ะปัง “รายงานท่านจื่อเต่าหยวนค่ะ!”
เสี่ยวเยว่ที่เพิ่งเดินเข้ามาแทบจะสะดุดขาตัวเอง
เลิ่งฮุ่ยตีหน้าขรึม รายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “สหายหลิวเยว่ละเลยหน้าที่ ไม่ยอมไปรับประทานอาหารตามเวลา แต่กลับบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของหนู เข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว สร้างความรำคาญและทำลายความสงบสุขของครอบครัวหนูอย่างร้ายแรงค่ะ ทางเราพยายามเจรจาด้วยเหตุผลแล้วแต่ไม่เป็นผล จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อระงับเหตุ... และผลก็อย่างที่เห็น เธอแพ้ค่ะ!”
“โกหก!” หลิวเยว่หวีดร้อง “แกจงใจ...”
“สหายหลิวเยว่!” จื่อเต่าหยวนตวาดเสียงเข้ม “ผมอนุญาตให้คุณพูดแล้วเหรอ”
หลิวเยว่สะดุ้งเฮือก หน้าซีดเผือด
จื่อเต่าหยวนหันกลับมามองเลิ่งฮุ่ย น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เล่ารายละเอียดมาซิ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
เลิ่งฮุ่ยจึงสาธยายวีรกรรมของหลิวเยว่ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างออกรส
ยิ่งฟัง สีหน้าของจื่อเต่าหยวนก็ยิ่งบึ้งตึง
เขาหันขวับไปมองหลิวเยว่ที่ยืนก้มหน้างุด “ช่วงนี้คุณคงจะว่างงานมากสินะ”
หลิวเยว่รีบส่ายหน้า “มะ... ไม่ว่างค่ะ งานยุ่งมากค่ะ”
“งั้นเหรอ... ถ้าอย่างนั้น มะรืนนี้จะมีหน่วยลาดตระเวนออกปฏิบัติภารกิจพิเศษ คุณก็ติดตามพวกเขาไปทำหน้าที่เจ้าหน้าที่สื่อสารภาคสนามก็แล้วกัน ถือซะว่าไปเปิดหูเปิดตา มีปัญหาอะไรไหม”
โดนสั่งย้ายไปลำบากกลางป่าชัด ๆ แต่ใครจะกล้าหือ
หลิวเยว่ยืนตัวตรง ตบเท้าชิด “รับทราบค่ะ! ไม่มีปัญหาค่ะ!”
จื่อเต่าหยวนหันกลับมายิ้มบาง ๆ ให้เลิ่งฮุ่ย “ผมรับรองว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก การจัดการแบบนี้ คุณพอใจไหม”
เลิ่งฮุ่ยยิ้มหวานจนตาเป็นสระอิ “ในเมื่อท่านรับปากเอง หนูจะไม่พอใจได้ยังไงคะ จริง ๆ แล้วหนูก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกค่ะ ถ้าต่างคนต่างอยู่ ไม่มาก้าวก่ายกัน ทุกคนก็มีความสุขค่ะ”
ที่เธอยอมจบเรื่องง่าย ๆ ก็เพราะเห็นแก่หน้าเสี่ยวเยว่และท่านจื่อเต่าหยวนหรอกนะ
ส่วนยัยป้าหลิวเยว่นั่น... แค่โดนส่งไปลำบากในป่าก็สาสมแล้ว!
[จบบท]