บทที่ 165: ความลับที่ลืมบอก
แสงอรุณรับวันใหม่สาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน
ถังหลินค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ร่างกายของเธอขดงอเข้าหากันด้วยความอ่อนเพลีย ราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจนเกลี้ยงเกลา เพียงแค่จะขยับแขนยกขึ้นมาสักนิด ก็ยังรู้สึกหนักอึ้งเหมือนต้องใช้พลังกายทั้งหมดที่มี
ใบหน้าหวานซุกไซ้ลงกับหมอนนุ่มที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ ของใครบางคน ภาพเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาฉายวาบเข้ามาในหัวสมองอย่างห้ามไม่อยู่ ภาพของชายหนุ่มกับคอเสื้อที่เปิดกว้างและลมหายใจที่ร้อนระอุนั้นยังคงแจ่มชัด
ช่างยากที่จะจินตนาการได้จริง ๆ ว่าซ่งเกาหล่าง ผู้ชายที่ปกติมักจะเคร่งขรึม สุขุม และควบคุมตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมคนนั้น พอตกกลางคืนกลับกลายร่างเป็นดั่งสัตว์ป่าผู้หิวกระหายที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยได้ถึงเพียงนั้น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังแว่วมาจากด้านนอก ก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกผลักเข้ามา ซ่งเกาหล่างปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบสีเขียวมะกอกที่รีดจนเรียบกริบ ส่งเสริมให้รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่และสง่างามยิ่งขึ้น
ทว่ากระดุมสองเม็ดบนที่ถูกปลดออกอย่างตามสบายนั้น กลับเผยให้เห็นความผ่อนคลายและเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากความเคร่งครัดในยามปกติอยู่หลายส่วน
ดวงตาคมกริบมองไปยังร่างเล็กที่นอนขดเป็นก้อนกลมอยู่บนเตียง ลูกกระเดือกของเขาขยับเลื่อนขึ้นลงเบา ๆ แววตาฉายแววรู้สึกผิดระคนเอ็นดูอยู่ลึก ๆ
ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า นิ้วมือเรียวยาวค้นหาชุดที่ดูเรียบง่ายมิดชิดชุดหนึ่งออกมา
“หลินหลิน ตื่นได้แล้วครับ เดี๋ยวทานข้าวเช้าเสร็จ ผมจะขับรถไปส่งคุณกับลูกที่สถานีรถไฟ”
ถังหลินพลิกตัวตะแคงข้าง หนุนศีรษะกับหมอนแล้วส่งสายตาค้อนวงใหญ่ไปให้เขาหนึ่งที สุดท้ายสายตาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าในมือของเขา
ซ่งเกาหล่างเห็นสายตานั้นจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“เวลาเดินทางไกล ไม่ควรทำตัวให้เป็นจุดสนใจครับ โดยเฉพาะพวกคุณที่เป็นผู้หญิง แต่งตัวให้ธรรมดาเข้าไว้ ไม่ต้องโดดเด่นสะดุดตา แบบนั้นถึงจะปลอดภัยที่สุด”
ถังหลินรู้ดีว่าคำพูดของสามีมีเหตุผลและหวังดี จึงไม่ได้เอ่ยปากแย้งอะไร เพียงแต่ในใจอดทึ่งไม่ได้ที่ผู้ชายตัวโต ๆ อย่างเขาจะใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยได้ถึงขนาดนี้
เธอมองดูสามีที่แต่งตัวดูดีไร้ที่ติอยู่ตรงหน้า พอขยับปากจะพูด น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับแหบพร่าจนตัวเองยังตกใจ
“คุณ... มาพยุงฉันลุกขึ้นหน่อยสิคะ”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังรอดออกมาจากลำคอแกร่ง ซ่งเกาหล่างแกล้งทำเป็นยกมือขึ้นเกาจมูกเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่ยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
และก่อนที่ภรรยาจะส่งสายตาพิฆาตมาให้อีกรอบ เขาก็รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งที่ขอบเตียง สอดแขนแกร่งเข้าไปประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่งอย่างนุ่มนวล
นิ้วมือสากระคายสางผ่านเส้นผมยาวสลวยของเธออย่างเบามือ แล้วหยิบเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ให้เธออย่างคล่องแคล่ว
“ช่วงนี้ในหุบเขาอากาศตอนเช้ากับตอนเย็นต่างกันมาก ตื่นแล้วต้องระวังอย่าให้โดนความเย็นนะ”
ถังหลินถลึงตาใส่เขาอีกรอบ นึกในใจว่าทำไมเมื่อคืนนี้พ่อคุณถึงไม่เห็นจะสนใจเลยว่าอากาศมันจะหนาวหรือจะร้อน
“ฮุ่ยฮุ่ยตื่นหรือยังคะ”
“ตื่นไปวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืดแล้วครับ รายนั้นต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็ต้องตื่นมาวิ่ง”
“งั้นคุณออกไปรอข้างนอกก่อนค่ะ” ถังหลินออกแรงผลักอกเขาเบา ๆ
ซ่งเกาหล่างพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ได้ครับ คุณใส่เสื้อผ้าแล้วไปล้างหน้าแปรงฟันเถอะ เดี๋ยวผ้าห่มนี่ผมจัดการเอง”
เมื่อแผ่นหลังกว้างของสามีหายลับไปจากห้องนอน ถังหลินก็เอนหลังพิงหัวเตียงแล้วค่อย ๆ หลับตาลง
แสงสีเขียวมรกตจาง ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้ว มันเลื้อยไหลราวกับเถาวัลย์ที่มีชีวิต ซึมซาบเข้าสู่เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ปวดร้าว พลังพิเศษแห่งธาตุไม้ไหลเวียนผ่านผิวหนังทุกตารางนิ้ว นำพาความอบอุ่นและความสดชื่นเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
เมื่อพลังโคจรครบหนึ่งรอบ เธอก็ระบายลมหายใจยาว ความปวดเมื่อยที่เคยมีมลายหายไปเกินครึ่ง
เนื่องจากวันนี้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟ จึงไม่มีเวลาเหลือพอให้เดินพลังฟื้นฟูมากนัก คงทำได้ดีที่สุดเท่านี้
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ถังหลินก็เดินออกมาที่ห้องรับแขกด้วยใบหน้าที่สดชื่นแจ่มใส บนโต๊ะอาหารมีมื้อเช้าวางเรียงรายส่งกลิ่นหอมฉุย
เลิ่งฮุ่ยกำลังนั่งตักโจ๊กเข้าปาก แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่วางตา วันนี้แม่ของเธอดูมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป
จะอธิบายยังไงดีนะ...
ดูเหมือนว่าทั่วทั้งใบหน้าจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข แววตาฉ่ำหวานดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ทุกการเคลื่อนไหวดูผ่อนคลายและแฝงไปด้วยความเกียจคร้านที่น่ามอง กลิ่นอายความงามสะพรั่งแบบผู้หญิงเต็มตัวแผ่ซ่านออกมาจนคนมองยังรู้สึกได้
บรรยากาศแบบนี้มักจะพบเห็นได้ในตัวของผู้หญิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก หรือคู่ข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกันหมาด ๆ
“กินข้าวแล้วมาแอบมองหน้าแม่ทำไม”
พอถูกจับได้คาหนังคาเขา เลิ่งฮุ่ยก็เหลือบตามองอาซ่งที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะแกล้งกระแอมไอแก้เขิน
“ก็วันนี้หนูเห็นว่าแม่สวยเป็นพิเศษนี่นา เลยเผลอมองนานไปหน่อย แม่ก็ไม่ได้เนื้อหลุดหายไปสักก้อน จะขี้งกไปทำไมคะ”
ถังหลินก้มลงสำรวจเสื้อผ้าบนตัว ซึ่งก็เป็นชุดเรียบง่ายแบบชาวบ้านทั่วไป แล้วยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปถามซ่งเกาหล่างด้วยความข้องใจ
“วันนี้ฉันดูแปลกไปเหรอคะ”
ซ่งเกาหล่างบรรจงปอกเปลือกไข่ต้มจนเกลี้ยงเกลาแล้ววางลงในชามข้าวของภรรยา เขาขยับคอเสื้อเล็กน้อยพร้อมกระแอมไอแก้เก้อ
“อะแฮ่ม... วันนี้สีหน้าคุณดูสดใสมากเป็นพิเศษครับ”
สายตาของถังหลินมองสลับไปมาระหว่างสามีกับลูกสาว ในฐานะคนที่ผ่านโลกมามาก เธอก็พอจะเดาออกแล้วว่าไอ้บรรยากาศ ‘แปลก ๆ’ ที่ว่านั้นมันคืออะไร
เธอตัดสินใจกัดไข่ต้มคำโตเพื่อตัดบท กำลังจะอ้าปากเตือนให้สองพ่อลูกรีบกินข้าวจะได้ไม่ตกรถไฟ ทันใดนั้น เสียงร้องไห้แผ่วเบาก็ลอยมาตามลมจากนอกตัวบ้าน
ทั้งสามคนหยุดชะงักและสบตากันโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่สัญชาตญาณสั่งให้พวกเขาลุกขึ้นและเดินตรงไปยังหน้าประตูพร้อมกัน
เมื่อมายืนกลางลานบ้าน เสียงร้องไห้นั้นก็ชัดเจนขึ้น และทิศทางของเสียงมาจากบ้านข้าง ๆ นี่เอง
“น่าจะเป็นเสียงลูกของผู้พันหวัง”
ซ่งเกาหล่างเปรยขึ้น ก่อนจะก้าวยาว ๆ ออกจากลานบ้าน ตรงไปเคาะประตูที่บ้านหลังข้างเคียง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังสะท้อนก้องในตรอกที่เงียบสงบ ปกติแล้วเด็กเล็กร้องไห้โยเยเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องมาเคาะประตูตรวจสอบ ก็เพราะเสียงร้องของเด็กน้อยฟังดูโรยแรงปานจะขาดใจ แต่กลับไร้ซึ่งเสียงปลอบโยนจากผู้ปกครอง
เสียงสะอื้นที่ขาดห้วงเหมือนคนหายใจไม่ทัน บีบคั้นหัวใจคนฟังจนรู้สึกอึดอัด
ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนบานประตูจนเกิดเสียงดังสนั่น แต่ภายในบ้านกลับเงียบกริบไร้เสียงตอบรับ
ถังหลินกับเลิ่งฮุ่ยหันมาสบตากันด้วยความกังวลใจ ทั้งสองรีบก้าวเท้าฉับ ๆ ตามไปสมทบที่หน้าประตูรั้วบ้านผู้พันหวัง
ถังหลินลองผลักประตูดูและพบว่ามันถูกลงกลอนจากด้านใน
“ตบแรงขนาดนี้ยังเงียบกริบ ผู้ใหญ่อาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”
ซ่งเกาหล่างก็มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เขาถอยหลังออกมาเพื่อกะระยะสายตา แล้วตัดสินใจวิ่งเหยาะ ๆ เข้าหากำแพงดิน ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วดีดตัวลอยขึ้นไป ฝ่ามือหนายันกำแพงหยาบกร้าน พลิกตัวข้ามเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับเสือดาว
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาก็รีบปลดล็อกประตูรั้วเปิดทางให้สองแม่ลูกเข้ามา
เมื่อเข้ามาในเขตบ้าน ทั้งสามช่วยกันตะโกนเรียกเจ้าของบ้านเสียงดัง
“ผู้พันหวัง! ผู้พันหวังอยู่ไหมครับ!”
เงียบ... ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับใด ๆ
สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี ทั้งสามคนไม่รอช้า รีบพุ่งตรงไปยังตัวบ้านที่มีเสียงร้องไห้เล็ดลอดออกมา
ซ่งเกาหล่างลองผลักประตูไม้บานใหญ่ แต่ก็พบว่ามันถูกลงกลอนแน่นหนา
“ลงกลอนครับ”
ถังหลินรีบแนบใบหน้าชิดกับร่องประตู พยายามเพ่งมองเข้าไปในความมืดสลัว
“ฉันขอดูก่อนว่าเด็กอยู่ตรงไหน”
การจะพังประตูเข้าไปต้องรอบคอบ หากพลาดพลั้งไปโดนเด็กที่อาจจะอยู่หลังประตู เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
ถังหลินกลั้นหายใจ เพ่งสายตาผ่านช่องว่างเล็ก ๆ จนในที่สุดก็เห็นภาพภายในห้อง เด็กหญิงตัวน้อยนั่งขดตัวพิงขอบเตียงอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาและส่งเสียงสะอื้นไห้เป็นพัก ๆ สภาพน่าเวทนาจับใจ
หัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ “เด็กนั่งพิงเตียงอยู่ที่พื้นค่ะ อาการดูไม่ดีเลย เหมือนจะป่วยหนัก”
เลิ่งฮุ่ยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยทักขึ้นด้วยความฉงน
“เด็กตัวแค่นี้ไม่มีทางลงกลอนประตูห้องนอนเองได้แน่ เห็นผู้ใหญ่อยู่ในห้องบ้างไหมคะ”
คำทักท้วงของลูกสาวทำให้ถังหลินฉุกคิด เธอกวาดสายตาขึ้นไปมองบนเตียงและพบความผิดปกติ
“บนเตียงมีคนนอนคลุมโปงอยู่ แต่พวกเราทำเสียงดังขนาดนี้ยังไม่ขยับ น่าจะเกิดเรื่องแล้วล่ะค่ะ”
เมื่อระบุตำแหน่งของเด็กได้ชัดเจนว่าปลอดภัยจากการกระแทก ถังหลินก็รีบเบี่ยงตัวหลบ เปิดทางให้สามีจัดการ
ซ่งเกาหล่างสูดหายใจลึก เกร็งกำลังที่ขาขวาแล้วถีบเปรี้ยงเข้าที่ตำแหน่งกลอนประตูอย่างแม่นยำ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกระแทกหนักหน่วงดังสนั่นติดต่อกันสามครั้ง กลอนไม้ด้านในไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลได้ไหว ในที่สุดบานประตูก็เปิดผัวะออก กระแทกเข้ากับผนังห้องจนฝุ่นผงร่วงกราว
ซ่งเกาหล่างพุ่งตัวเข้าไปในห้องราวกับลูกธนู เขาคุกเข่าลงช้อนร่างเด็กน้อยขึ้นมาแนบอก ทันทีที่สัมผัสผิวกาย หัวใจแกร่งก็หล่นวูบ
“ตัวร้อนจี๋เลย!”
ทางด้านถังหลินรีบปรี่เข้าไปดูอาการของหญิงสาวบนเตียง ใบหน้าของภรรยาผู้พันหวังแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นขุย เห็นได้ชัดว่าไข้ขึ้นสูงจนช็อกหมดสติไปแล้ว
“แม่เด็กก็ไข้ขึ้นสูงจนเพ้อแล้ว ผู้พันหวังคนนี้มัวทำบ้าอะไรอยู่! ลูกเมียเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่กี่วันก็ปล่อยให้ป่วยหนักปางตายขนาดนี้!”
ถังหลินอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความโมโห
ซ่งเกาหล่างเองก็หน้าตึงเครียด เขาเปิดตู้เสื้อผ้าคว้าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของผู้พันหวังมาห่อร่างเด็กน้อยเอาไว้ แล้วอุ้มเดินดุ่ม ๆ ออกไปทันที
“อย่าเพิ่งไปสนไอ้เวรนั่นเลย รีบพาคนไปส่งสถานีอนามัยก่อน!”
ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยรีบกุลีกุจอช่วยกันสวมเสื้อผ้าให้คนป่วยอย่างทุลักทุเล
เมื่อจัดการเสื้อผ้าเรียบร้อย ถังหลินทำท่าจะย่อตัวลงเพื่อแบกคนป่วย แต่ถูกลูกสาวเบรกไว้ทันควัน
“แม่ถอยไป หนูแรงเยอะกว่า ให้หนูแบกเอง!”
พูดจบเลิ่งฮุ่ยก็คว้าแขนคนป่วยพาดบ่า แล้วแบกร่างที่ไร้สติขึ้นหลังอย่างมั่นคง
แต่ทว่า... น้ำหนักที่กดทับลงมากลับเบาหวิวผิดคาด ร่างกายผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนี้ทำให้คนแบกใจหายวาบ
ถังหลินคอยประคองจากด้านหลัง ทั้งสองแม่ลูกรีบสับเท้าวิ่งตามซ่งเกาหล่างไปติด ๆ
ที่สถานีอนามัย ซ่งเกาหล่างวางเด็กน้อยลงบนเตียงผู้ป่วยอย่างระมัดระวัง แล้วหันขวับเดินออกไปหน้าประตู สั่งการพลทหารที่เดินผ่านมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไปตามหวังซินมาเดี๋ยวนี้! บอกมันว่าลูกเมียกำลังจะตายอยู่ที่สถานีอนามัย!”
พลทหารหนุ่มหน้าซีดเผือด รีบตะเบ๊ะรับคำสั่งแล้ววิ่งหน้าตั้งหายไปในเขตค่ายทหาร
เมื่อสั่งการเสร็จ ซ่งเกาหล่างก็ไม่รอช้า วิ่งย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อไปรับภรรยากับลูกสาวที่กำลังแบกคนป่วยตามมา
เมื่อมาถึงมือหมอ บรรยากาศในห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยความตึงเครียด
คุณหมอประจำสถานีอนามัยตรวจอาการแล้วถึงกับหน้าถอดสี ตวาดเสียงดังลั่นห้อง
“ผู้การซ่ง! นี่เมียใครกัน ปล่อยให้ขาดน้ำรุนแรงแถมไข้สูงจนชักขนาดนี้ได้ยังไง! ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ต่อให้รอดมาได้สมองก็คงพังหมดแล้ว!”
ซ่งเกาหล่างตอบเสียงเรียบ “เมียของผู้พันหวังครับ”
หมอส่ายหน้าด้วยความระอา ก่อนจะรีบสั่งให้พยาบาลเร่งมือช่วยชีวิต
ไม่นานนัก หวังซินก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา สภาพเหงื่อท่วมตัวเหมือนเพิ่งไปอาบน้ำมา หน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด
พอเห็นซ่งเกาหล่างยืนทำหน้ายักษ์อยู่หน้าประตู เขาก็เบรกตัวโก่ง รีบทำความเคารพตะกุกตะกัก
“ผู้การครับ! เมียกับลูกผม... เป็นยังไงบ้างครับ”
ซ่งเกาหล่างตอกกลับเสียงเย็น “ถามผมแล้วผมจะรู้ไหม อยากรู้ก็เข้าไปถามหมอข้างในโน่น!”
ภายในห้องฉุกเฉิน ทั้งแม่และเด็กได้รับการให้น้ำเกลือและดูแลอาการเบื้องต้นแล้ว
ถังหลินที่กำลังใช้สำลีชุบน้ำแตะริมฝีปากที่แห้งผากของคนป่วย เงยหน้าขึ้นมองหวังซินด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำในมือส่งให้เขา
“คนป่วยขาดน้ำรุนแรง ปากแห้งแตกหมดแล้ว คุณต้องคอยเอาน้ำแตะปากให้พวกเธอบ่อย ๆ นะคะ”
“ครับ... ขอบคุณครับพี่สะใภ้” หวังซินรับแก้วน้ำมาด้วยมือที่สั่นเทา น้ำลูกผู้ชายคลอเบ้าด้วยความสำนึกผิด
ถังหลินพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย แล้วดึงมือลูกสาวเดินออกมาจากห้อง
เสียเวลาไปมากแล้ว ขืนช้ากว่านี้พวกเธอคงได้ตกรถไฟกันจริง ๆ
เมื่อกลับมาถึงบ้านและจัดการเก็บสัมภาระขึ้นรถจี๊ป ทั้งสามก็รีบบึ่งรถไปรับจิ้นเผิงที่รออยู่ที่เขื่อน แล้วมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟเมืองหลินทันที
ระหว่างทางที่รถวิ่งไปตามถนนคดเคี้ยว เลิ่งฮุ่ยที่นั่งเกาะราวจับแน่นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ
“อาซ่งคะ ทำไมผู้พันหวังถึงไม่รู้เลยล่ะคะว่าลูกเมียตัวเองป่วยหนักขนาดนั้น”
ซ่งเกาหล่างแค่นหัวเราะในลำคอ “เขาบอกว่าสองวันมานี้ขลุกอยู่ที่ค่ายตลอด ไม่ได้กลับบ้านเลย”
“โห...” เลิ่งฮุ่ยตาโต “เกินไปไหมคะเนี่ย ลูกเมียเพิ่งย้ายมาอยู่ต่างถิ่น ไม่คุ้นทั้งคนทั้งสถานที่ เขาทิ้งให้เฝ้าบ้านตามยถากรรมแบบนี้ได้ยังไง ไร้ความรับผิดชอบสุด ๆ”
ซ่งเกาหล่างพยักหน้าเห็นด้วย “โชคดีที่พวกเราได้ยินเสียงเด็กร้อง ไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ถังหลินนั่งฟังเงียบ ๆ ที่เบาะหลัง ในใจก็นึกสังเวชใจ แต่ก็คิดว่าเรื่องในครอบครัวคนอื่นยากจะตัดสิน บางทีอาจจะมีเหตุผลอื่นที่เราไม่รู้
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟเมืองหลิน ท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆครึ้ม ลมพัดแรงบ่งบอกว่าพายุฝนกำลังจะมาเยือน
“ฟ้ามืดแล้ว คุณรีบกลับไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฝนตกหนักถนนลื่นจะอันตราย” ถังหลินเอ่ยปากไล่สามีด้วยความเป็นห่วง
ซ่งเกาหล่างตรวจเช็กสัมภาระและความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกำชับด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“ถึงสถานีปลายทางแล้วอย่าลืมกระเป๋านะ แล้วก็ระวังพวกล้วงกระเป๋าด้วย เงินทองของมีค่าเก็บซ่อนไว้ให้ดี เวลาไปเข้าห้องน้ำต้องผลัดกันเฝ้าของ อย่าไปคนเดียว แล้วถ้ามีคนแปลกหน้ามาตีสนิท ห้ามคุยด้วยเด็ดขาด”
เลิ่งฮุ่ยฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ อาซ่งนี่รู้ลึกรู้จริงเรื่องความปลอดภัยจนน่าสงสัยว่าแอบข้ามเวลามาจากอนาคตหรือเปล่า บทจะห่วงก็ห่วงจนเว่อร์วังจริง ๆ
“ทราบแล้วค่า คุณพ่อทหารกล้า รีบกลับไปเถอะค่ะ ขืนช้าเดี๋ยวแม่หนูจะเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเอานะ”
ซ่งเกาหล่างยิ้มบาง ๆ เอื้อมมือไปขยี้ผมภรรยาคนสวยเบา ๆ เพื่อถ่ายทอดความรักและความอาลัย
“เดินทางปลอดภัยนะครับ ถึงแล้วรีบโทรมาบอกผมด้วย”
เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน ซ่งเกาหล่างกระโดดลงไปยืนโบกมือลาอยู่ที่ชานชาลา สายลมแรงพัดชายเสื้อเครื่องแบบสะบัดพลิ้ว เขาส่งยิ้มอบอุ่นมาให้สองแม่ลูกจนลับสายตา
เลิ่งฮุ่ยหดหัวกลับเข้ามาในตู้รถไฟ หันไปแซวแม่ตัวเอง
“แม่นะแม่ ไม่คิดจะโบกมือลาสามีหน่อยเหรอคะ เย็นชาชะมัด”
“ไปแค่สิบวันครึ่งเดือนเอง จะอะไรกันนักกันหนา”
ปากแข็งไปอย่างนั้น แต่ถังหลินก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ให้กับร่างสูงที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ไกล ๆ
ทันใดนั้น เธอก็นึกขึ้นได้ “เอ๊ะ จริงสิ วันนี้ทำไมเสี่ยวเยว่ไม่เห็นโผล่มาส่งลูกเลย ปกติเขาไม่น่าจะพลาดนี่นา”
จิ้นเผิงที่นั่งเงียบมานานก็หันมองหน้าเลิ่งฮุ่ยด้วยความสงสัยเช่นกัน
นั่นสิ... ทำไมเงียบหายไปเลย
รอยยิ้มบนใบหน้าของเลิ่งฮุ่ยแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างเหมือนเพิ่งนึกเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาได้ เธอยกมือตบหน้าผากตัวเองดังแปะ
“ตายจริง! หนู... เอ่อ... หนูเหมือนจะลืมบอกเขาไปสนิทเลยค่ะ ว่าหนูจะกลับเมืองเอวันนี้!”
ถังหลิน “...”
[จบบท]