บทที่ 17: เก็บผักป่า
ชายหนุ่มที่อยู่ในกองทัพมานานถึงเจ็ดแปดปี คาดเดาได้เลยว่าต้องเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถไม่เลวทีเดียว ประเด็นนี้ทำให้ถังหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชายหนุ่มคนนั้นขึ้นมา
“พี่สาวจ๊ะ แล้วลูกชายของพี่อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ? ตอนนี้มียศตำแหน่งอะไร? แล้วทำไมป่านนี้ถึงยังไม่หาแฟนสักที หรือว่าเป็นเพราะลูกชายของพี่ตั้งสเปกไว้สูงเกินไปหรือเปล่า?”
หญิงสูงวัยได้ยินดังนั้นก็ได้แต่โบกมือปัดไปมาอย่างจนใจ
“โอ๊ย จะไปกล้าตั้งสเปกสูงส่งอะไรกันเล่า เป็นเพราะในกองทัพที่เขาอยู่มันไม่มีผู้หญิงเลยต่างหาก พอได้กลับมาดูตัวที่บ้านก็ดันไม่เจอคนที่ถูกใจ ประกอบกับวันหยุดในแต่ละปีของพวกเขาก็น้อยนิดเหลือเกิน
เพราะแบบนี้แหละ มันก็เลยผลัดวันประกันพรุ่ง ล่วงเลยมาปีแล้วปีเล่า พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไรฉันล่ะกลุ้มใจจนแทบจะตายอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องอายุอานามก็ไม่ได้มากมายอะไร ปีนี้นับแบบจีนก็ยี่สิบเจ็ด เห็นว่าตอนนี้เป็นหัวหน้าหมวดอยู่ในกองทัพน่ะ”
ถังหลินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นอย่างรวดเร็ว การได้พูดคุยสัพเพเหระแบบนี้ช่วยให้ช่วงเวลาในยามบ่ายผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว
ตลอดบทสนทนานั้น เลิ่งฮุ่ยได้แต่นั่งพิงหัวเตียงฟังเงียบๆ โดยไม่ได้ออกความเห็นอะไร พอเริ่มรู้สึกเมื่อยจากการนั่งนานๆ เธอก็ลุกขึ้นไปยืนเกาะขอบหน้าต่าง ทอดสายตามองทิวทัศน์ด้านนอกเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ
เท่าที่เธอรู้จักนิสัยของสหายถังหลิน ดูเหมือนว่าแม่ของเธอจะไม่ค่อยถูกใจฝ่ายชายสักเท่าไหร่ เพราะเคยได้ยินมาว่ากฎของการพาครอบครัวไปอยู่ด้วยในกองทัพนั้น อย่างต่ำฝ่ายชายต้องมียศระดับผู้พันขึ้นไป แถมการเป็นสะใภ้ชนบทยังต้องทำนาทำไร่อีกด้วย
แค่เงื่อนไขข้อหลังเพียงข้อเดียว ลูกชายของคุณป้าเตียงข้างๆ ก็หลุดจากตัวเลือกของถังหลินไปโดยปริยาย
เช้าวันรุ่งขึ้น
เลิ่งฮุ่ยจัดการดูแลเช็ดตัวและช่วยถังหลินล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปโรงอาหารเพื่อซื้ออาหารเช้ากลับมา
หลังจากที่ทั้งสองคนทานมื้อเช้าเสร็จและแน่ใจแล้วว่าขั้นตอนการรักษาของถังหลินในวันนี้ยังคงเหมือนกับเมื่อวาน อีกทั้งตอนนี้อาการของถังหลินก็ดีขึ้นมากจนสามารถลุกเดินไปไหนมาไหนเองได้ ขอแค่ระมัดระวังไม่ขยับตัวแรงเกินไปก็พอ
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย เลิ่งฮุ่ยจึงถือโอกาสปลีกตัวออกจากโรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ออกมาหลายวัน
ที่หน้าโรงงาน เลิ่งหย่งคังปั่นจักรยานมาถึงประตูทางเข้าอย่างเร่งรีบ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาที่ควรจะเฝ้าไข้อยู่โรงพยาบาล มายืนดักรอเขาอยู่ที่หน้าประตูอีกแล้ว
“ลูกไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลคอยดูแลแม่หรอกเหรอ? วันนี้โผล่มาที่โรงงานทำไมอีก? ถ้าจะมาถามหาเงินหรือตั๋วอาหาร พ่อบอกเลยนะว่าไม่มีให้
เงินเดือนเดือนนี้ก็เบิกล่วงหน้าไปคราวที่แล้วหมดแล้ว เดือนหน้าก็ยังไม่ถึงกำหนดออก”
เลิ่งฮุ่ยได้ยินคำทักทายแบบนั้นถึงกับหน้าตึงด้วยความเอือมระอา
“หนูไม่ได้จะมาขอเงินพ่อสักหน่อย ในเมื่อพ่อมาถึงโรงงานแล้ว งั้นหนูขอยืมจักรยานหน่อย วันนี้หนูจำเป็นต้องใช้รถ”
“แล้วจะเอารถปั่นไปไหน?”
เลิ่งหย่งคังถามเสียงเข้ม ในใจลึกๆ เขาไม่อยากจะปล่อยมือจากจักรยานคันนี้เลย เขายังจำภาพเหตุการณ์คราวก่อนที่สองแม่ลูกพากันปั่นรถพุ่งลงเนินชันได้แม่นยำ
คราวนั้นล้อหน้าบิดเบี้ยวจนผิดรูป สุดท้ายต้องเสียเงินเปลี่ยนวงล้อใหม่ถึงจะกลับมาขี่ได้เหมือนเดิม
“ช่วงนี้ดอกไม้บาน อากาศกำลังดี หนูว่าจะปั่นไปแถวชานเมือง เก็บผักป่ากลับมาทำอาหารสักหน่อย”
คำว่า ‘ดอกไม้บาน อากาศกำลังดี’ ในยุคเกษตรกรรมแบบนี้ มันมีความหมายแฝงที่รู้กันดีว่าคือช่วง ‘ข้าวยากหมากแพง’
ฤดูกาลนี้ข้าวสาลีฤดูหนาวในนายังไม่สุกพร้อมเก็บเกี่ยว ในขณะที่เสบียงในยุ้งฉางของแต่ละบ้านก็ร่อยหรอลงไปจนเกือบหมด มันคือช่วงรอยต่อที่ขาดแคลนอาหารอย่างหนัก
ดังนั้น ผักป่าตามท้องทุ่งจึงกลายเป็นเสบียงประทังชีวิตที่สำคัญในฤดูกาลนี้
พอเลิ่งหย่งคังได้ยินว่าลูกสาวจะไปหาอาหารมาจุนเจือปากท้อง แม้จะรู้สึกไม่เต็มใจแค่ไหน เขาก็จำต้องส่งจักรยานให้เธอไป เดิมทีเขาตั้งใจจะกำชับเรื่องการขับขี่สักสองสามประโยค
แต่ทว่า... เพียงแค่เขาเผลอละสายตาแป๊บเดียว เลิ่งฮุ่ยก็พาจักรยานคู่ใจปั่นฉิวทิ้งห่างออกไปไกลลิบแล้ว
ในโลกยุควันสิ้นโลกที่เธอจากมา ผักป่าที่ปราศจากรังสีปนเปื้อนนั้นถือเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง มีเงินกองท่วมหัวก็ยังหาซื้อไม่ได้
สาเหตุที่วันนี้เธออยากออกมาเก็บผักป่า ก็เพราะเมื่อวานตอนที่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างถังหลินกับคุณป้าเตียงข้างๆ เธอได้ยินพวกหล่อนพูดถึง ‘หญ้าชูชวี’ หรือที่เรียกกันว่าหญ้าหูหนู
หญ้าชูชวีนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเก็บเกี่ยวที่สุดคือช่วงเทศกาลเช็งเม้ง บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า ‘หญ้าเช็งเม้ง’ หรือ ‘ผักเช็งเม้ง’
เมื่อวานพวกผู้หญิงคุยกันว่าหญ้าชนิดนี้เอามาทำขนมทวนจื่อหรือขนมเปี๊ยะไส้เนื้อได้ เลิ่งฮุ่ยยอมรับกับตัวเองตรงๆ เลยว่าพอได้ยินแล้วก็น้ำลายสอ
เธอนึกถึงตอนที่งัดแงะ ‘หีบสมบัติ’ ของเลิ่งผอจื่อคราวนั้น ในกล่องมีแป้งข้าวเจ้าอยู่หลายจิน ซึ่งน่าจะเอามาทำกินคู่กับหญ้าชูชวีเพื่อแก้ขัดความอยากได้พอดี
“เลิ่งฮุ่ย! เลิ่งฮุ่ย!”
เสียงเรียกตะโกนดังไล่หลังมา เจียงจิ่งเทาปั่นจักรยานตามมาด้วยอาการหอบแฮ่กๆ จนตัวโยน
“รอเดี๋ยวสิ จะรีบปั่นไปไปเกิดใหม่หรือไง เร็วชะมัด!”
เลิ่งฮุ่ยหันไปมองสภาพเหนื่อยหอบของอีกฝ่ายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้าเหยเก
“นายอ่อนแอเองแล้วจะมาโทษฉันได้ยังไง?”
“...”
เจียงจิ่งเทาถึงกับพูดไม่ออก เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อแก้ต่างให้ตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้
“ก็ฉันเห็นเธอปั่นผ่านหน้าบ้านฉันไปแบบ ‘ฟิ้ว’ เดียว ฉันถึงต้องรีบคว้าจักรยานปั่นตามมานี่ไง แถมเมื่อกี้ยังต้องปั่นขึ้นเนินยาวเหยียดอีก
ถ้าร่างกายฉันไม่แข็งแรงจริง ป่านนี้คงลงไปนอนกองหมดสภาพตั้งแต่ตอนขึ้นเนินนั่นแล้ว”
เขาหยุดหายใจแป๊บหนึ่งก่อนจะถามต่อ
“ว่าแต่เลิ่งฮุ่ย นี่เธอกำลังจะไปไหนเนี่ย?”
“ที่บ้านไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อแล้ว ฉันเลยว่าจะไปขุดผักป่าแถวนอกเมืองกลับไปกิน” เลิ่งฮุ่ยตอบไปส่งเดช
แต่เจียงจิ่งเทากลับเชื่อสนิทใจ
“จะว่าไป ช่วงนี้บ้านเธอก็ถือว่าดวงตกน่าดู มีคนเจ็บตัวต้องเข้าโรงพยาบาลติดๆ กันเลย”
เลิ่งฮุ่ยไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเขา สายตาของเธอจดจ่ออยู่กับหลุมบ่อขนาดใหญ่เบื้องหน้า เธอเกร็งข้อมือจับแฮนด์รถให้มั่น แล้วบังคับทิศทางเลื้อยผ่านอุปสรรคไปได้อย่างนุ่มนวล
ผิดกับเจียงจิ่งเทาที่ตามมาข้างหลัง เขาดูทุลักทุเลจนน่าหวาดเสียว แฮนด์จักรยานส่ายไปซ้ายทีขวาทีอย่างบ้าคลั่งกว่าจะประคองรถให้ทรงตัวอยู่ได้
“ถนนออกนอกเมืองนี่มันจะพังไปถึงไหนกัน หลุมพวกนี้รถบรรทุกทั้งนั้นที่ทำพัง...
เลิ่งฮุ่ย... เลิ่งฮุ่ย! นี่ฉันบอกให้เธอปั่นช้าๆ หน่อยไม่ได้หรือไง? แล้วเธอจะไปขุดผักป่า เดี๋ยวจะเอาอะไรใส่กลับมาฮะ?”
เอี๊ยด!
เสียงเบรกดังลั่น เลิ่งฮุ่ยใช้สองขายันพื้นเพื่อหยุดรถทันที พอโดนทักเข้าแบบนี้ เธอถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมหยิบตะกร้าออกมาด้วย
จริงๆ เธอมีมิติเก็บของส่วนตัว แต่ในเมื่อมีเจียงจิ่งเทาห้อยท้ายมาด้วยแบบนี้ ขืนใช้พลังพิเศษคงไม่ดีแน่
เจียงจิ่งเทาที่เห็นเธอหยุดรถกะทันหัน ก็ต้องรีบกำเบรกจนตัวโก่ง มือไม้ปั่นป่วนไปหมดกว่าจะหยุดรถตามได้
“นี่เธอ! จะจอดรถก็หัดส่งสัญญาณบอกกันล่วงหน้าบ้างสิ นิสัยเสียชะมัด!”
เลิ่งฮุ่ยหันกลับไปมองเขา สีหน้าฉายแววหงุดหงิดตัวเอง
“ฉันลืมเอาตะกร้ามา”
“ฮ่า! ว่าแล้วเชียว ฉันสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าท้ายรถเธอโล่งโจ้ง ไม่มีอะไรผูกติดมาสักอย่าง”
เจียงจิ่งเทาทำท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับว่าในที่สุดเขาก็สามารถเอาชนะเธอได้สักยกหนึ่ง
เลิ่งฮุ่ยยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองด้วยความเซ็ง ก่อนจะเสนอทางออกหน้าตาเฉย
“งั้นเอาแบบนี้ไหม นายช่วยปั่นกลับไปเอาตะกร้ามาให้หน่อย แล้วค่อยตามมา?”
“...จะให้ปั่นกลับไปเนี่ยนะ เสียเวลาตายชัก”
อุตส่าห์ปั่นไล่กวดมาตั้งไกลกว่าจะทัน เจียงจิ่งเทาทำหน้ามุ่ยไม่อยากจะย้อนกลับไป แต่ถ้าไม่กลับไปเอา แล้วจะเอาอะไรใส่ผักกลับมาล่ะ?
พอเงยหน้าขึ้นสบตากับแววตาเจ้าเล่ห์ของเลิ่งฮุ่ย เขาก็รู้ทันทีว่ายัยนี่จงใจแกล้งเขาชัดๆ
แต่ถึงอย่างนั้น...
“งั้นบอกมาให้ชัดเจนก่อนว่าเธอจะไปเก็บผักตรงจุดไหน ฉันกลับไปเอาตะกร้าแล้วจะได้ตามไปถูก”
เลิ่งฮุ่ยบอกตำแหน่งคร่าวๆ ว่าให้ปั่นตรงไปตามถนนเส้นนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเจอเอง
หญ้าชูชวีมีลักษณะเด่นที่สังเกตได้ง่าย ใบของมันจะมีขนสีขาวละเอียดปกคลุมอยู่ ท่ามกลางสีเขียวชอุ่มของทุ่งนา แค่มองปราดเดียวก็แยกแยะออกได้ทันที
เลิ่งฮุ่ยลงมือเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเธอแอบโยนเข้าเก็บไว้ในมิติ อีกส่วนหนึ่งกองพักไว้บนคันนาเพื่อตบตาคน
กว่าเจียงจิ่งเทาจะหิ้วตะกร้าตามมาสมทบ เลิ่งฮุ่ยก็เก็บผักได้กองโตวางเด่นหราอยู่บนคันนาเรียบร้อยแล้ว
พอจัดการยัดผักทั้งหมดลงตะกร้า มันก็เกือบจะเต็มพอดี
เลิ่งฮุ่ยออกแรงกดผักในตะกร้าให้แน่นขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่าง จากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันเก็บต่ออีกสักพัก ก่อนจะพากันปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง
“แม่ฉันรู้ว่าฉันออกมาเก็บผักเช็งเม้งกับเธอ ท่านเลยเตรียมแป้งเตรียมของรอไว้แล้ว แม่บอกว่ามื้อเที่ยงนี้จะทำขนมเปี๊ยะเช็งเม้งกินกัน ฝากชวนเธอไปกินข้าวที่บ้านฉันด้วยนะ”
“ไม่ล่ะ การทำอาหารมันยุ่งยากจะตาย อีกอย่างฉันต้องรีบกลับไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลด้วย”
เลิ่งฮุ่ยไม่ค่อยคุ้นชินกับการไปฝากท้องบ้านคนอื่น จึงเลือกที่จะปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างอ้อมๆ
“โธ่ ขนมเปี๊ยะเช็งเม้งปีหนึ่งจะได้กินแค่ครั้งสองครั้งเองนะ แม่ฉันเตรียมไส้ไว้ตั้งสองแบบ มีทั้งไส้หมูสามชั้นรมควัน แล้วก็ไส้ไข่ เธอไม่อยากกินจริงๆ เหรอ?
ฉันนะชอบไส้หมูรมควันที่สุดเลย พอกัดลงไปคำแรกนะ รสเค็มๆ มันๆ ของหมูก็จะกระจายไปทั่วปาก แถมแป้งยังทอดจนกรอบนอกนุ่มใน น้ำมันเยิ้มๆ กำลังดี...”
เลิ่งฮุ่ยเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่... น่าโมโหชะมัด หมอนี่จงใจเอาของกินมาล่อลวงเธอชัดๆ
ถ้ากลับไปบ้านตระกูลเลิ่ง ด้วยความขี้งกของย่าเลิ่งผอจื่อ ยัยแก่นั่นไม่มีทางยอมควักแป้งข้าวเจ้าที่ซุกซ่อนไว้ออกมาทำของอร่อยให้กินง่ายๆ แน่
ถ้าอย่างนั้น... หรือว่ามื้อเที่ยงนี้ เธอจะแวะไปฝากท้องที่บ้านเจียงจิ่งเทาดีนะ?
[จบบท]