บทที่ 180: ผลประโยชน์ที่ต้องมาก่อน
บรรยากาศยามเที่ยงวันในละแวกบ้านพักดูเหมือนจะเงียบสงบ แต่ทว่ากลิ่นหอมของอาหารรสจัดจ้านจากบ้านข้างเรือนเคียงกลับลอยข้ามกำแพงเข้ามารบกวนโสตประสาทการรับกลิ่นของฉินไป๋ชิวจนปั่นป่วนไปหมด นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะกินข้าว จ้องมองอาหารรสจืดชืดตรงหน้า พลางสูดกลิ่นพริกคั่วและเนื้อสัตว์ที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ลูกกระเดือกของหญิงสูงวัยขยับขึ้นลงโดยอัตโนมัติ ความอยากอาหารพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะทนไม่ไหว
ฉินไป๋ชิวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกัดแผ่นแป้งธัญพืชหยาบ ๆ ในมือเคี้ยวตุ้ย ๆ เพื่อบรรเทาความหิว พลางหันไปเร่งเร้าสมาชิกคนอื่นในครอบครัวที่กำลังนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับเพราะถูกกลิ่นอาหารยั่วยวน
“รีบกินกันเสียเถอะ” น้ำเสียงของนางเข้มงวดแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้าใจ “อย่าไปทำตัวตะกละอยากกินกับข้าวบ้านคนอื่นเขาเลย ถ้ามันอยากจนทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้สูดกลิ่นหอมพวกนี้แล้วจินตนาการเอาว่ามันคือกับข้าวของเรา คิดเสียว่าในหม้อบ้านเราวันนี้มีผัดพริกสองสีใส่หมูสามชั้นรมควันชิ้นโต ๆ มันหมูขาว ๆ พอโดนความร้อนในกระทะเหล็กก็ส่งเสียงฉ่าดังสนั่น น้ำมันหมูเยิ้ม ๆ เคลือบพริกหั่นท่อนสีแดงสดคลุกเคล้ากับชิ้นเนื้อรสเข้มข้น...”
ยิ่งพรรณนาภาพตามความรู้สึก ฉินไป๋ชิวก็ยิ่งทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว คำพูดยังไม่ทันจบประโยคดี นางก็ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพื่อระงับความอยากที่พุ่งพล่านขึ้นมา
เมื่อกวาดสายตาไปมองลูกหลานรอบโต๊ะ ก็พบว่าแต่ละคนถูกความหิวโหยเล่นงานจนตาลุกวาวเป็นประกายสีเขียวคล้ายสุนัขป่าหิวโซกันหมดแล้ว
“โอย แม่ครับ แม่หยุดพูดเถอะครับขอร้อง” ลูกชายคนรองรีบยกมือห้ามอย่างทนไม่ไหว “ขืนแม่บรรยายต่อผมคงกินข้าวไม่ลงแล้ว น้ำลายสอจนจะไหลออกมาเต็มปากต้องหาชามมารองแล้วเนี่ย”
ในขณะที่ทุกคนกำลังทรมารกับกลิ่นหอม สะใภ้ใหญ่กลับกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีนัยแอบแฝง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นผิดปกติ
“แม่คะ แม่กับสหายถังที่อยู่บ้านถัดไปนั่นก็ดูจะคุยกันถูกคอดีไม่ใช่หรือคะ แม่เคยมีความคิดบ้างไหมที่จะเปลี่ยนสถานะให้เธอมาเป็นคนกันเองกับครอบครัวเรา”
ฉินไป๋ชิวชะงักมือที่กำลังจะคีบผักดอง หันขวับไปมองหน้าลูกสะใภ้คนโตด้วยความสงสัย “หล่อนหมายความว่ายังไง”
สะใภ้ใหญ่กัดแผ่นแป้งคำโต เคี้ยวหยับ ๆ จนเศษแป้งร่วงหล่นลงบนอกเสื้อ นางใช้หลังมือปัดออกอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเริ่มสาธยายแผนการ “จะหมายความว่ายังไงได้ล่ะคะ ก็เจ้าน้องสามไง แต่งงานกับเมียมาตั้งครึ่งค่อนปีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะท้อง แม่เองเป็นคนพูดไม่ใช่หรือว่าเมียของน้องสามน่าจะมีปัญหาเรื่องร่างกาย มีลูกให้ตระกูลเราไม่ได้
พวกเราสู้ยุให้น้องสามหย่าขาดจากเมียไปเลยดีกว่า รอให้พวกเขาจัดการเรื่องหย่าเรียบร้อยแล้วค่อยให้น้องสามไปลองขายขนมจีบคบหากับสหายถังดู ถ้าเกิดแผนนี้สำเร็จ น้องสามได้แต่งงานกับสหายถัง วันข้างหน้ากับข้าวดี ๆ ที่มีแต่เนื้อสัตว์ฝีมือสหายถัง แม่ยังจะต้องกลัวอีกหรือว่าจะไม่ได้กิน”
สิ้นเสียงของสะใภ้ใหญ่ ตะเกียบในมือของฉินไป๋ชิวก็ร่วงลงกระทบชามเสียงดัง เคร้ง นัยน์ตาที่เริ่มขุ่นมัวตามวัยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เส้นผมสีดอกเลาที่ปรกหน้าผากสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
“นี่หล่อนเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!”
ฉินไป๋ชิวใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดปากอย่างแรงด้วยความโมโห “การแต่งงานใช่เรื่องเล่นขายของหรือไงถึงจะมาจับคู่มั่วซั่วกันแบบนี้! ลูกสาวของสหายถังโตจนจะเป็นสาวคุยเรื่องออกเรือนได้แล้ว ชีวิตโสดของสหายถังตอนนี้สุขสบายแค่ไหน คนตาดีที่ไหนเขาก็มองออกกันทั้งนั้นว่าเธอมีความสุขขนาดไหน
คนเขามีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีน้ำเข้าไปขังในสมองจนเลอะเลือน ใครเขาจะยอมลดตัวลงมาแต่งเข้าบ้านเราเพื่อมาแบกรับภาระเลี้ยงดูคนทั้งโขยงแบบนี้”
ลูกชายคนรองกับสะใภ้รองเองก็นั่งอ้าปากค้าง ตกใจกับความคิดอันบรรเจิดแต่ไร้ความเป็นไปได้ของพี่สะใภ้ใหญ่เช่นกัน
ลูกชายคนรองรีบกล่าวเตือนสติพี่สะใภ้ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “พี่สะใภ้ครับ คำพูดพวกนี้พี่พูดแค่ในห้องนี้แล้วก็ให้มันจบกันไปเถอะนะ อย่าได้หลุดปากออกไปข้างนอกเชียว ถ้าสหายถังมาได้ยินเข้า วันหลังพวกเราคงมองหน้าใครไม่ติดแล้ว แล้วแม่จะไปคบหากับเขาต่อได้ยังไง มีหวังโดนเขาเกลียดขี้หน้ากันพอดี”
ฉินไป๋ชิวจ้องหน้าลูกสะใภ้ตัวดีแล้วกล่าวคาดโทษเสียงเข้ม “เก็บความคิดเล็กคิดน้อยที่เห็นแก่ได้พวกนั้นกลับลงท้องไปซะ เรื่องพรรค์นี้มันน่าอายเกินกว่าจะเอามาพูดเล่น”
ผู้หญิงคนหนึ่งถ้าไม่มีความสามารถจริง ๆ ไม่มีที่พึ่งพาที่มั่นคง เธอจะไปเอาความกล้าหาญมาจากไหนถึงกล้าตัดสินใจหย่าร้างแล้วย้ายออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอย่างสง่าผ่าเผย
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีบ้านเดิมหรือญาติพี่น้องให้พึ่งพิงแต่ยังกล้าหย่าสามีออกมาอีกด้วย ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาที่ใครจะไปบงการได้ง่าย ๆ
สิ่งที่ฉินไป๋ชิวคิดนั้นถูกต้องที่สุด
ผู้หญิงเหล่านั้นที่กล้าฉีกกระชากพันธนาการของชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวทิ้งไป ในจิตใจของพวกเธอย่อมสร้างกำแพงทองแดงกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งเอาไว้ปกป้องตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว
พวกเธอล้วนเคยกลืนกินความขมขื่น เคยเคี้ยวกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจมานับครั้งไม่ถ้วน ในยามที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อโคลนแห่งชีวิต แม้แต่น้ำตาก็ยังถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นอาวุธป้องกันกาย จิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวปานนี้ คนธรรมดาทั่วไปที่มีดีแค่ความคิดตื้นเขินจะมาเทียบเปรียบเปรยได้อย่างไร
สะใภ้ใหญ่เบะปากอย่างไม่ยอมรับความจริง “ฉันพูดผิดตรงไหนกัน น้องสามหย่าแล้วถึงจะนับว่าเป็นพ่อหม้ายเรือพ่วง แต่เขาก็ไม่มีลูกติดให้เป็นภาระสักหน่อย ส่วนสหายถังถึงจะมีงานการดีมีหน้ามีตา แต่ก็มีลูกสาวติดมาด้วยตั้งคนหนึ่ง ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างมาเติมเต็มส่วนที่ขาดของกันและกัน ฉันว่าก็เหมาะสมกันดีออก”
สะใภ้รองเหลือบตามองพี่สะใภ้แวบหนึ่งอย่างรู้ทัน คนอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ไม่มีทางตื่นเช้าถ้าไม่มีผลประโยชน์รออยู่ ที่เธอกระตือรือร้นอยากจะผลักไสน้องสามออกไปขนาดนี้ ลึก ๆ แล้วน่าจะเป็นเพราะหมายตาห้องนอนของน้องสามอยู่แน่ ๆ
ถ้าน้องสามกับสหายถังลงเอยกันได้ น้องสามก็จะต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านสหายถัง ห้องนอนในบ้านนี้ก็จะว่างลง พอดีกับแผนการที่จะเอาไว้ให้ลูก ๆ ของบ้านใหญ่ได้ขยับขยายที่ทาง เรื่องนี้มองมุมไหนก็มีแต่ผลดีต่อบ้านใหญ่ทั้งนั้น
แต่ทว่าสะใภ้รองเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ สำหรับบ้านรองอย่างเธอก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว
ฉินไป๋ชิวตวัดสายตามองค้อนสะใภ้ใหญ่อย่างดุดัน กำลังจะอ้าปากดุด่าสั่งสอน ทันใดนั้นเสียงก่นด่าแหลมสูงก็ดังทะลุมาจากลานบ้านข้าง ๆ เข้ามาในหูอย่างชัดเจน
เสียงแหลมแสบแก้วหูของเลิ่งผอจื่อพรั่งพรูคำหยาบคายฟังไม่ได้ศัพท์ เหมือนกับน้ำเสียเน่าเหม็นที่ไหลทะลักข้ามกำแพงเตี้ย ๆ เข้ามาทำลายบรรยากาศ
คิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่แล้วของคนบ้านสกุลฉินยิ่งขมวดแน่นเป็นปมจนแทบจะผูกกันได้ สีหน้าของทุกคนฉายแววรังเกียจขยะแขยง แม้แต่อากาศรอบตัวก็ดูเหมือนจะถูกมลพิษจากคำพูดหยาบคายเหล่านั้นปกคลุมจนมัวหมอง
ฉินไป๋ชิวชี้มือไปทางลานบ้านข้าง ๆ ด้วยความระอา “เลิ่งผอจื่อคนนี้ก็คืออดีตแม่สามีของสหายถัง นิสัยเป็นยังไงพวกเธอก็เห็น พอได้กลิ่นหอมก็คิดแต่จะมาหาเรื่องเอาเปรียบสหายถัง พวกเธอคิดว่าสหายถังจะเห็นแก่อายุที่มากแล้วของนาง กับเห็นแก่ที่นางได้รับบาดเจ็บ จนยอมให้นางเอาเปรียบได้ง่าย ๆ หรือเปล่าล่ะ”
ลูกชายคนรองลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ “ก็น่าจะได้นะครับ อย่างน้อยไม่เห็นแก่หน้าพระก็ต้องเห็นแก่หน้าชี ยังไงเสียเลิ่งผอจื่อก็ขึ้นชื่อว่าเป็นย่าแท้ ๆ ของลูกสาวเขานะครับ”
ฉินไป๋ชิวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็คอยดูกันต่อไปเถอะ ว่าคนอย่างสหายถังจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
ตัดภาพมาที่ภายในบ้านต้นเหตุของกลิ่นหอม
“โอ้โห น้าถังครับ วันนี้ทำกับข้าวเยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอครับ ลำบากแย่เลย” เจียงจิ่งเทามองอาหารตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูชวนน้ำลายสอ ซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่งส่งกลิ่นหอมละมุน ผัดพริกหมูสามชั้นรมควันสีสันจัดจ้าน ปลาแห้งอบเต้าซี่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และจานสุดท้ายคือมะเขือยาวน้ำแดงที่ดูฉ่ำวาวน่ารับประทาน
คนสามคนกับอาหารสี่อย่าง เพียงพอที่จะกินกันให้อิ่มหนำสำราญ
ส่วนเสียงด่าทอโวยวายจากบ้านข้าง ๆ นั้น ทั้งสามคนทำเหมือนไม่ได้ยิน กรองเสียงมลพิษเหล่านั้นทิ้งไปจากโสตประสาทโดยอัตโนมัติ
ถังหลินยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางวางกับข้าวตานสุดท้ายลงบนโต๊ะ “น้าไม่รู้ว่าเธอชอบกินอะไรเป็นพิเศษ แต่คิดว่าเด็กผู้ชายวัยกำลังโตคงชอบกินเนื้อ เลยทำซี่โครงหมูกับหมูรมควันมา ส่วนปลาแห้งนี่พวกเราเอามาจากเขื่อนตอนไปทำงาน รสชาติก็ไม่เลวเหมือนกัน ลองชิมดูสิ”
“ขอแค่เป็นกับข้าวฝีมือน้าถัง ต่อให้เป็นผักล้วน ๆ ผมก็ชอบกินครับ” เจียงจิ่งเทาพูดจากใจจริงด้วยรอยยิ้มกว้าง
เขารู้สึกว่าพอกินกับข้าวฝีมือถังหลินแล้ว กลับไปกินฝีมือแม่ตัวเองทีไร มักจะรู้สึกว่ารสชาติมันแปร่ง ๆ ไม่ถูกปากเหมือนเคย
ถังหลินหัวเราะเบา ๆ ผักล้วนของเธอก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว เพราะเป็นผักที่เธอใช้พลังพิเศษปลูกเองกับมือ รสชาติย่อมเหนือกว่าผักทั่วไปตามท้องตลาด
เธอคีบหมูรมควันชิ้นใหญ่ใส่ลงในชามของชายหนุ่ม “ปากหวานจริงเชียว ชอบกินก็กินเยอะ ๆ วันหลังมีเวลาว่างก็มาเที่ยวที่บ้านอีก อยากกินอะไรบอกน้า เดี๋ยวจะทำให้กิน”
“ขอบคุณครับน้าถัง ผมรู้สึกว่าน้าดีกับผมยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ ของผมเสียอีก” เจียงจิ่งเทาแกล้งทำหน้าซึ้งใจ
เลิ่งฮุ่ยที่นั่งฟังอยู่ได้ยินประโยคนี้เข้า เกือบจะสำลักน้ำแกง “แค่ก ๆ เจียงจิ่งเทา ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะเพื่อน อย่าเห็นแก่ของกินจนเอาแม่ตัวเองมาขายสิยะ”
ถังหลินยิ้มพลางคีบซี่โครงหมูให้ตัวเอง แล้วเย้าแหย่ว่า “งั้นวันหลังถ้าเจอกับแม่เธอ น้าจะเอาคำพูดของเธอวันนี้ไปฟ้อง ถึงตอนนั้นเธอก็เตรียมตัวย้ายสำมะโนครัวมาเป็นลูกชายบ้านน้าก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงจิ่งเทาชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ “ผมนะเต็มใจอยู่แล้วครับ ติดอยู่แค่ว่าแม่ผมอาจจะไม่ยอมน่ะสิ ขืนรู้เข้า พอกลับไปบ้านไม่แน่ว่าอาจจะโดนแม่ซ้อมเอาได้!”
ถังหลินพยักหน้าทำทีเป็นจริงจัง “เด็กผู้ชายหนังเหนียว โดนตีสักหน่อยเดี๋ยวก็โต ในสายตาของน้าโดนตีแค่นั้นไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก ถือว่าเป็นการฝึกความอดทน”
ก็ได้ เจียงจิ่งเทายกมือยอมแพ้ “น้าถังครับ น้านี่โหดใช้ได้เลยนะครับเนี่ย”
อาหารบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยฟุ้ง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ความอิ่มท้องยิ่งเพิ่มความผ่อนคลายให้กับช่วงเวลาพักผ่อน
เสียงหนวกหูที่บาดแก้วหูจากนอกลานบ้าน เมื่อเจ้าของเสียงเห็นว่าไม่มีใครโต้ตอบกลับไป ในที่สุดก็ค่อย ๆ เงียบหายไปท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงกระทบกันของถ้วยชามภายในบ้าน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ในขณะที่ถังหลินกำลังล้างจานอยู่ในครัว และเลิ่งฮุ่ยเพิ่งจะชงชาเสร็จกาหนึ่ง ก็มีเสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะ
เลิ่งฮุ่ยวงกาน้ำชาลงบนโต๊ะ หันไปบอกแม่ “เดี๋ยวหนูออกไปดูเองค่ะ”
เธอเดินออกจากตัวบ้านพลางตะโกนถามออกไปเสียงดังเพื่อให้คนที่อยู่ข้างนอกได้ยิน “ใครคะ”
“สหายเลิ่ง ผมหลี่หลิงเฟยครับ” เสียงผู้ชายตอบกลับมาอย่างสุภาพ
“มาแล้วค่ะ!”
เลิ่งฮุ่ยเร่งฝีเท้า เดินไปเปิดประตูรั้วจากด้านใน ก็เห็นหลี่หลิงเฟย ผู้ช่วยของผู้อำนวยการโรงงานเหลยยืนรออยู่ด้านนอก ในตรอกนอกลานบ้านยังมีรถยนต์จอดอยู่อีกคันหนึ่ง ซึ่งดูเป็นทางการผิดปกติ
“สหายหลี่ นี่คือ...” เลิ่งฮุ่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ถ้าจำไม่ผิด วันนี้ก็น่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่ใช่หรือ
ต่อให้ไม่ใช่วันหยุด เธอก็ไม่ต้องไปทำงานที่โรงงานอยู่ดี การที่มีคนจากโรงงานมาหาถึงบ้านพร้อมรถยนต์แบบนี้ต้องมีเรื่องด่วนแน่
หลี่หลิงเฟยหันกลับไปมองรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหลัง แล้วอธิบายด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ เครื่องปั๊มขึ้นรูปร้อนที่โรงงานตีเหล็กกับโลหะเกิดมีปัญหาขึ้นมา ช่างที่นั่นซ่อมมาหลายวันแล้วก็ยังแก้ไม่หาย
ทางโรงงานตีอัดขึ้นรูปเขาก็เลยขอความช่วยเหลือมาทางโรงงานเครื่องจักรกลของเรา ท่านผู้อำนวยการโรงงานเลยอยากจะไหว้วานให้ผู้อำนวยการถังกับสหายเลิ่งช่วยสละเวลาลำบากเดินทางไปดูให้หน่อย ไม่ทราบว่าสหายเลิ่งกับผู้อำนวยการถังพอจะปลีกตัวไปตอนนี้ได้ไหมครับ”
[จบบท]