บทที่ 182: สั่งสอนมนุษย์ลุงปากดี
ช่างเทคนิคโหว หรือที่ใครๆ ต่างเรียกว่า ‘ช่างโหว’ ยืนปักหลักนิ่งอยู่หน้าเครื่องจักร สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จงใจข่มกันซึ่งหน้า “สหายท่านนี้... ไม่ทราบว่าแซ่อะไรหรือ”
“แซ่เลิ่งค่ะ” น้ำเสียงของหญิงสาวตอบกลับอย่างฉะฉาน
“สหายเลิ่ง ผมดูจากหน้าตาแล้วคุณน่าจะอายุยังน้อย ประสบการณ์คงยังไม่มากเท่าไหร่ คุณเคยซ่อมเครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะแบบร้อน ชนิดนี้มาก่อนหรือเปล่าล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยลอบถอนหายใจในใจ หากจะให้นับจำนวนเครื่องจักรประเภทนี้ที่ผ่านมือเธอมา คงต้องบอกว่าไม่ต่ำกว่าสิบเครื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่มีขนาดตันแรงกดต่ำกว่าตัวตรงหน้านี้ ทว่าหากนับรวมเครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะขนาดมหึมาที่แรงกดมหาศาลกว่านี้เข้าไปด้วย สถิติการซ่อมของเธอน่าจะทะลุหลักร้อยเครื่องไปแล้ว
ติดปัญหาอยู่เพียงอย่างเดียวคือ... ในยุคสมัยนี้ ร่างนี้ยังไม่เคยได้แตะต้องมันเลยสักครั้ง
“ไม่เคยค่ะ” เธอตอบไปตามความจริงของช่วงเวลานี้
“ฮ่ะ! ไม่เคยซ่อมมาก่อน?” ช่างโหวหลุดขำออกมาอย่างปิดไม่มิด น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นอย่างจงใจ “สรุปก็คือ ที่พวกคุณมาถึงโรงงานเรานี่ กะจะมาโชว์ภูมิแค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษสินะครับ แหม่... เก่งแต่ปากจริงๆ”
“อะแฮ่ม...”
เสียงกระแอมไอของเติ้งเหยียนเอินดังขึ้นขัดจังหวะ เป็นการส่งสัญญาณเตือนลูกน้องตัวเองทางอ้อมว่า ‘เพลาๆ ลงหน่อยเถอะพ่อคุณ’ เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าช่างโหวเหลือเกินว่าให้รู้จักกาลเทศะบ้าง ถึงอย่างไรสองแม่ลูกคู่นี้เขาก็เป็นคนบากหน้าไปเชิญมาด้วยตัวเอง หากลูกน้องทำเสียเรื่อง เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“สหายโหว ระวังคำพูดคำจาหน่อย” เติ้งเหยียนเอินรีบไกล่เกลี่ย “สหายเลิ่งของเราถึงแม้จะยังไม่มีชั่วโมงบินกับเครื่องรุ่นนี้มากนัก แต่ผมเชื่อว่าเธอต้องอ่านตำราและศึกษาคู่มือซ่อมบำรุงมาอย่างแตกฉานแน่นอน ไม่อย่างนั้นเด็กสาวอายุแค่นี้จะมีปัญญาที่ไหนไปสอบผ่านการประเมินระดับสิบสี่จากเบื้องบนได้ในครั้งเดียว จริงไหม”
การที่โรงงานระดับนี้ต้องวิ่งเต้นไปขอความช่วยเหลือจากภายนอก ย่อมต้องมีการตรวจสอบประวัติของช่างเทคนิคที่จะมาช่วยงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน เติ้งเหยียนเอินเองก็เช่นกัน
พูดกันตามตรง ตอนที่เขาเห็นเอกสารประวัติครั้งแรก จินตนาการของเขาวาดภาพเลิ่งฮุ่ยไว้ว่าเป็นหญิงถึกร่างบึกบึนที่แขนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและคราบน้ำมัน
เพราะคงไม่มีสาวน้อยวัยสิบแปดปีหน้าตาน่ารักคนไหน จะมีรสนิยมชอบคลุกคลีอยู่กับเครื่องจักรเหล็กเย็นชืดที่เปื้อนน้ำมันเครื่องพวกนี้หรอก
แต่ใครจะไปคาดคิด... วินาทีที่ได้เจอตัวจริงของแม่ลูกคู่นี้ มันเหมือนกับโลกของเขากลับตาลปัตร
สองแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้มีแค่ความสวย แต่พวกเธอมีออร่าบางอย่างที่เจิดจรัสราวกับมีสปอตไลต์ส่องตามตัวตลอดเวลา ผิวพรรณหน้าตาสะสวย กิริยาท่าทางดูดีมีสกุลรุนชาติ ผิดแผกจากภาพลักษณ์ช่างเครื่องในหัวของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เลิ่งฮุ่ยหลุบตาลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่กำลังใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่ปรับเปลี่ยนเป็นจริงจัง
เธอพยักหน้ารับคำแก้ต่างของเติ้งเหยียนเอิน ในสถานการณ์แบบนี้ เธอคงต้องใช้ข้ออ้างเรื่อง ‘หนอนหนังสือ’ มาบังหน้าความสามารถระดับเทพที่ได้มาจากชาติก่อน
“ถึงฉันจะยังไม่เคยลงมือปฏิบัติจริงกับเครื่องรุ่นนี้ แต่ความรู้ในหัวของฉันไม่กลวงแน่นอนค่ะ บางครั้งเวลาเจอปัญหาหน้างานที่แก้ไม่ตก การลองถอยกลับมามองด้วยหลักการทางทฤษฎี อาจจะทำให้เราเจอทางออกที่เส้นผมบังภูเขาอยู่ก็ได้นะคะ”
ช่างโหวที่ถูกเบรกโดยรองผู้อำนวยการ เดิมทีก็ตั้งท่าจะสงบปากสงบคำลงบ้างแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดที่ดูมั่นอกมั่นใจของเด็กเมื่อวานซืนอย่างเลิ่งฮุ่ย ต่อมโมโหของเขาก็ทำงานขึ้นมาอีกครั้ง ฟังยังไงก็เหมือนโดนเด็กถอนหงอก
“ฟังพูดเข้าสิ... หมายความว่าแค่ท่องตำราได้ก็ซ่อมเครื่องจักรเป็นแล้วงั้นสิ หรือจะบอกว่าประสบการณ์ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำมาหลายสิบปีของพวกผม มันสู้ทฤษฎีในกระดาษของคุณไม่ได้”
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้าขึ้นสบตา มุมปากยกยิ้มเย็นชา “ฉันฟังคุณพูดแล้ว... ทำไมถึงได้กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งออกมาทุกประโยคเลยคะ”
เธอหันขวับไปมองทางเติ้งเหยียนเอินและหลัวเหวินฮ่าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน “ดูท่าทางช่างเทคนิคโหวท่านนี้ จะเป็นขาใหญ่ประจำโรงงานสินะคะ พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ใครห้ามขัด”
ฉึก! คำพูดนี้แทงใจดำช่างโหวเข้าอย่างจัง หน้าของเขาเปลี่ยนสีทันที “นังเด็กบ้า! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย นี่แกจงใจจะยุให้เจ้านายกับลูกน้องแตกคอกันชัดๆ”
เลิ่งฮุ่ยไม่ใช่คนที่จะยอมยืนเฉยๆ ให้ใครมาชี้หน้าด่า เธอสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงที่รัวเร็วและชัดถ้อยชัดคำ
“ฉันไปยุให้แตกคอกันตรงไหนไม่ทราบ หรือฉันพูดความจริงแล้วรับไม่ได้ ฝีมือทางเทคนิคของคุณอาจจะเก่งจริง แต่ทัศนคติของคุณมันแย่มาก คุณเป็นพวกหัวโบราณที่ปิดกั้นความคิดเห็นคนอื่น แถมยังชอบใส่แว่นตาดำมองคนอื่นในแง่ร้าย พอเห็นฉันอายุน้อยกว่า ก็เอะอะจะงัดเอาความอาวุโสมาข่ม”
เธอสืบเท้าเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว สายตาจ้องมองอย่างไม่ลดละ “คุณจะวางก้ามเบ่งใส่ใครไม่ทราบ เพื่อนร่วมงานที่นี่เขาอาจจะเกรงใจตำแหน่งของคุณ ยอมก้มหัวให้คุณเพื่อรักษาบรรยากาศ แต่สำหรับฉัน... ฝันไปเถอะ! ในเมื่อตัวเองปัญญาตัน หาสาเหตุไม่เจอ พอคนอื่นเสนอแนะ แทนที่จะลองคิดวิเคราะห์ดูความเป็นไปได้ กลับมายืนตั้งแง่จับผิดฉัน นี่มันตรรกะวิบัติแบบไหนกัน”
ช่างโหวโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม นิ้วที่ชี้หน้าเลิ่งฮุ่ยสั่นระริก “นัง... นังเด็กไม่มีสัมมาคารวะ! การทำงานช่างมันต้องมีการถกเถียง มีการตั้งข้อสงสัย ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนลงมือทำ ขั้นตอนแบบนี้มันผิดตรงไหนฮะ!”
เลิ่งฮุ่ยปัดมือเขาออก “อย่ามาอ้างหลักการสวยหรูหน่อยเลย จริงๆ แล้วในใจคุณก็แค่ยอมรับไม่ได้ที่เห็นฉันเด็กกว่าแต่ดันมีความรู้ คุณกลัวเสียหน้า พอได้ยินความคิดเห็นของฉัน สิ่งแรกในสมองคุณไม่ใช่การคิดว่าเครื่องจักรมันพังตรงไหน แต่เป็นการคิดว่าจะหักหน้าฉันยังไง เพื่อโชว์พาวเวอร์ให้คนอื่นเห็นว่า ‘ข้าคือที่หนึ่งในโรงงานนี้’ ต่างหาก!”
บรรดาช่างเทคนิคคนอื่นๆ ที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ ต่างพากันดวงตาเป็นประกาย แม่สาวน้อยคนนี้คืออัศวินขี่ม้าขาวชัดๆ
ปากคมกริบยิ่งกว่ากรรไกรตัดเหล็ก!
ภาพที่เห็นตาแก่โหวผู้เย่อหยิ่งถูกเด็กสาวตอกกลับจนหน้าหงาย เป็นภาพที่ทำให้พวกเขารู้สึกสะใจอย่างประหลาด ความอัดอั้นที่เคยถูกกดขี่มานานเหมือนได้รับการปลดปล่อย
ช่างโหวเหลือบตามองไปทางเติ้งเหยียนเอินและหัวหน้าแผนกหลัว หวังจะเห็นเจ้านายออกโรงปกป้อง แต่สิ่งที่เห็นคือความเงียบงัน
ใจของเขากระตุกวูบ ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เขาจึงเลือกที่จะตะเบ็งเสียงกลบเกลื่อนความผิดพลาด “พูดจาเพ้อเจ้อ! คุณบอกว่าโครงสร้างตัวเครื่องมีปัญหา งั้นวันนี้ผมจะรอแหกตาดูว่าพวกคุณจะตรวจเจออะไร!”
“ไม่ต้องรอหรอก... ฉันจะบอกให้เอาบุญเดี๋ยวนี้แหละ”
เสียงเย็นเยียบของถังหลินดังแทรกขึ้นมา ตัดผ่านความวุ่นวายราวกับใบมีดคมกริบ
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ช่างโหว หางตาเรียวยาวตวัดมองด้วยความสมเพชวูบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดุจหินผา
“เครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะเครื่องนี้... ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างตัวเครื่อง”
สิ้นเสียงของเธอ ความเงียบเข้าปกคลุมโรงงานชั่วขณะ ทุกคนต่างตกตะลึง ปัญหาใหญ่อย่างโครงสร้างเนี่ยนะ
เติ้งเหยียนเอินขมวดคิ้วแน่น “โครงสร้างมีปัญหาเหรอครับ”
ถังหลินพยักหน้ายืนยัน “ใช่ โครงสร้างตัวเครื่องมีรอยแตกร้าว ”
ช่างโหวพยายามข่มอารมณ์โกรธ แล้วแค่นหัวเราะในลำคอ “สหายถัง คุณเป็นช่างประสาอะไร คุณรู้ไหมว่างานซ่อมโครงสร้างแตกร้าวมันงานช้างขนาดไหน”
ถังหลินยังคงพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “รู้สิ”
“รู้เหรอ?” ช่างโหวระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ตัวเครื่องระดับนี้ ไม่ว่าจะหล่อขึ้นรูปหรือเชื่อมประกอบ พอแตกร้าวขึ้นมา ต้องสแกนหารอยร้าวระดับไมครอน ต้องเชื่อมซ่อมด้วยความร้อนสูง ต้องดามเหล็กเสริมความแข็งแรง งานเชื่อมระดับนี้ต้องใช้ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ แถมซ่อมเสร็จยังต้องเทสต์ระบบใหม่หมด ความยากมันพอๆ กับสร้างเครื่องใหม่เลยนะคุณ!”
เขาขยับคอเสื้ออย่างหงุดหงิด “คุณพูดออกมาหน้าตาเฉยว่าโครงสร้างร้าว คุณรู้ไหมว่าถ้าเชื่อคุณ พวกเราต้องรื้องานกันขนาดไหน แล้วเมื่อกี้คุณทำอะไร คุณแค่เดินวนรอบเครื่องรอบเดียว... รอบเดียวเนี่ยนะ ก็ตรัสรู้สาเหตุแล้วเหรอ เทพเกินไปมั้ง!”
“ถูกต้อง ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างตัวเครื่อง คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เรื่องของคุณ” ถังหลินตอบกลับโดยไม่สะทกสะท้าน
“นี่คุณเห็นพวกเราเป็นตัวตลกหรือไง” ช่างโหวหันขวับไปหาเติ้งเหยียนเอิน “ท่านรองฯ ครับ ท่านก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงพวกนี้เห็นงานซ่อมเครื่องจักรเป็นเรื่องเล่นขายของ ทำงานชุ่ยๆ สุกเอาเผากินแบบนี้ ผมสงสัยจริงๆ ว่าพวกเธอใช้ ‘อะไร’ ไต่เต้าจนได้ตำแหน่งระดับนี้มา”
สายตาของช่างโหวโลมเลียไปตามเรือนร่างของสองแม่ลูกอย่างเปิดเผย แววตานั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามและสื่อความหมายในทางลามก
ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่า ‘ใช้เต้าไต่’ แต่สายตาและน้ำเสียงแบบนั้น มันชัดเจนว่าเขากำลังกล่าวหาว่าถังหลินและเลิ่งฮุ่ยใช้เรือนร่างแลกกับตำแหน่งหน้าที่การงาน
ความขยะแขยงพุ่งพล่านขึ้นมาในอกของถังหลินและเลิ่งฮุ่ย สายตาแบบนี้มันน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าเห็นแมลงสาบ
และถ้าหากมีใครในที่นี้รู้เรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของเธอกับฉีหนวนหยาง คำพูดพล่อยๆ ของช่างโหวอาจจะกลายเป็นไฟลามทุ่งที่เผาไหม้ชื่อเสียงของเธอได้ง่ายๆ
ลี่หลิงเฟย ผู้ช่วยหนุ่มที่มาด้วยกันโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ เขาตวัดสายตามองช่างโหวตาขวาง แล้วหันไปประท้วงเติ้งเหยียนเอิน “รองฯ เติ้ง นี่มันหมายความว่ายังไง ดูเหมือนคนของคุณจะไม่ได้ให้เกียรติพวกเราเลยนะครับ!”
เติ้งเหยียนเอินหน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าช่างโหวปากสุนัขไม่รับประทานขนาดไหน
เขารีบปั้นหน้ายิ้มขอโทษขอโพย “ใจเย็นๆ ก่อนครับคุณลี่ ทางเราเชิญมาก็ต้องเชื่อใจอยู่แล้ว ไอ้เจ้าโหวเนี่ยมันปากเสียไปหน่อย หัวหน้าถังกับสหายลี่อย่าถือสาคนบ้าเลยนะครับ...”
“รองฯ เติ้งคะ ไม่ทราบว่าพวกคุณไปขุดเอาพวกน้ำครึ่งแก้วแบบนี้มาจากไหน เขย่าตัวทีเสียงดังฟังชัดเชียว วันนี้ถ้าฉันไม่เอาความจริงมากองตรงหน้าเขา ให้เขายอมรับจนหมดทางไป เกรงว่าพ้นประตูโรงงานนี้ไป ชื่อเสียงของฉันกับแม่คงเหม็นเน่าไปทั่วเมืองแน่ๆ” เลิ่งฮุ่ยสวนกลับอย่างเจ็บแสบ
คำพูดนี้เหมือนฝ่ามือล่องหนที่ตบหน้าเติ้งเหยียนเอินจนชาไปทั้งแถบ มีลูกน้องปากดีแต่ไร้สมองแบบนี้ ทำเอาเขาหมดราคาความเป็นผู้นำไปเลย
เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับปากเสียงอ่อย “เป็นไปไม่ได้ครับ ใครกล้าเอาพวกคุณไปนินทา ผมจะจัดการขั้นเด็ดขาด”
ถังหลินสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความโกรธ เมื่อเข้าสู่โหมดทำงาน รัศมีความเป็นผู้นำของเธอก็แผ่กระจายออกมาจนน่าเกรงขาม เธอชี้มือสั่งการช่างเทคนิคคนอื่นๆ ในบริเวณนั้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“รื้อเครื่องปั๊มเดี๋ยวนี้!”
[จบบท]