บทที่ 207: ถือวิสาสะ
หลังจากเสร็จธุระและเดินออกมาจากห้องทำงานของเลขาธิการอู๋ ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยก็ไม่รอช้า สองแม่ลูกมุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถจักรยานและปั่นออกไปเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงงานตีเหล็กทันที
ระยะทางระหว่างโรงงานเครื่องจักรกับโรงงานตีเหล็กนั้นห่างกันประมาณสิบหลี่ กว่าที่สองแม่ลูกจะเดินทางไปถึงหน้าประตูโรงงาน เวลานั้นก็ได้ล่วงเลยช่วงเวลาเร่งด่วนของการเข้ากะเช้าไปเรียบร้อยแล้ว
บรรยากาศหน้าโรงงานจึงเงียบสงบ ประตูบานใหญ่ปิดสนิทแน่นหนา
ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่นี่จะจดจำพวกเธอได้จากการมาเยือนครั้งก่อน เพราะถังหลินยังไม่ทันได้จอดรถแจ้งชื่อเสียงเรียงนาม เหล่าเจ้าหน้าที่ในป้อมยามต่างก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ พวกเขาเปิดประตูใหญ่ให้อย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มต้อนรับขับสู้ที่ดูสุภาพนอบน้อม เชื้อเชิญให้สองแม่ลูกขี่จักรยานเข้าไปด้านใน
ไม่ใช่แค่เปิดประตูให้เท่านั้น แต่ทางป้อมยามยังจัดแจงให้เจ้าหน้าที่สองคนเดินนำทางพวกเธอไปยังโรงงานผลิตโดยเฉพาะอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน บนชั้นสามของตึกสำนักงานบริหาร ซูฉี่อี้ยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่าง สายตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองลงไปยังลานกว้างเบื้องล่าง จับจ้องร่างของถังหลินและเลิ่งฮุ่ยที่กำลังเดินตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าไป
หากจะบรรยายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ก็ต้องบอกว่าสายตาคู่นั้นของซูฉี่อี้ไม่ได้มีความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและอคติบางอย่าง
“ผู้อำนวยการซูครับ เชิญสูบบุหรี่สักมวนก่อนครับ”
ซูฉี่อี้รับบุหรี่ที่ผู้อำนวยการโรงงานต้วนส่งมาให้ เขาจุดไฟแช็กและสูดควันเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะพ่นควันสีเทาจางๆ ออกมา แล้วชี้นิ้วลงไปที่สองแม่ลูกซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปทางโรงงานผลิต
“สหายหญิงสองคนนั้นเข้ามาทำอะไรในเขตโรงงานของพวกคุณ เข้ามาในเวลาสายโด่งขนาดนี้ ไม่ถือว่ามาทำงานสายหรือไงกัน”
ผู้อำนวยการโรงงานต้วนชะโงกหน้าออกไปมองตามปลายนิ้ว เมื่อเพ่งมองดูแล้วมั่นใจว่าตนเองไม่คุ้นหน้าคนทั้งสอง จึงหันกลับมาถามรองผู้อำนวยการโรงงานที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
“เหล่าเติ้ง คุณลองมาดูซิ ผู้หญิงสองคนนั้นจะไปทำอะไรที่โรงงานผลิต”
ช่วงหลายวันนี้ เติ้งเหยียนเอินกำลังกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะปัญหาเรื่องเครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะร้อนในโรงงานผลิต อุตส่าห์ซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจนเสร็จเรียบร้อย แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อช่างเทคนิคในโรงงานของเขาเองกลับไม่มีปัญญาประกอบมันกลับคืนสภาพเดิม มักจะมีชิ้นส่วนหนึ่งหรือสองจุดที่ใส่ไม่เข้าล็อกเสมอ
เขาโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากโรงงานเครื่องจักรตั้งแต่วันก่อน รอมาสองวันแล้วก็ยังไร้วี่แววการตอบกลับ
“เหล่าเติ้ง! มัวเหม่ออะไรอยู่ ผมถามคุณอยู่นะ”
เสียงเรียกของผู้อำนวยการทำให้เติ้งเหยียนเอินสะดุ้งตื่นจากภวังค์
“หือ มีอะไรหรือครับ”
“ผมถามคุณว่า ผู้หญิงสองคนข้างล่างนั่นเป็นใคร จะไปทำอะไรที่โรงงานผลิต”
“ผู้หญิง?”
คำว่าผู้หญิงเหมือนเป็นกุญแจไขความทรงจำบางอย่าง เติ้งเหยียนเอินตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที เขากระเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ด้วยความรวดเร็ว
“ไหนครับ ผมขอดูหน่อย!”
ปฏิกิริยาตื่นเต้นเกินเหตุของเติ้งเหยียนเอินทำเอาผู้อำนวยการโรงงานต้วนถึงกับผงะ
เขารีบหันไปมองซูฉี่อี้ด้วยความหวาดหวั่น และก็เป็นดั่งคาด ใบหน้าของซูฉี่อี้บัดนี้บึ้งตึงจนน่ากลัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ แสดงถึงอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังพุ่งพล่าน
“เหล่าเติ้ง คุณเสียสติไปแล้วหรือ คุณ...”
ยังไม่ทันที่ผู้อำนวยการโรงงานต้วนจะตำหนิจบประโยค เติ้งเหยียนเอินก็โพล่งขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วปรบมือฉาดใหญ่ด้วยความดีใจ
“โอ้ย! ในที่สุดแม่พระมาโปรดทั้งสองท่านก็ยอมมาสักที เครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะร้อนที่โรงงานผลิตกำลังรอให้พวกเธอมาช่วยประกอบอยู่พอดีเลย!”
พูดจบเขาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจว่าจะต้องอยู่รับรองผู้อำนวยการใหญ่จากหน่วยเหนืออีกต่อไป เติ้งเหยียนเอินรีบจ้ำอ้าวเดินออกไปทางประตูห้อง ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ หันกลับมาโค้งตัวขอโทษอย่างลวกๆ
“เอ่อ ท่านผู้อำนวยการครับ รบกวนท่านช่วยรับรองผู้อำนวยการซูแทนผมด้วย ผมต้องรีบไปดูที่โรงงานผลิตด่วนเลยครับ”
ทิ้งให้ผู้อำนวยการโรงงานต้วนยืนงงเป็นไก่ตาแตก เขารีบตะโกนไล่หลัง
“เดี๋ยวสิ! กลับมาพูดให้รู้เรื่องก่อน สหายหญิงสองท่านด้านล่างนั่นคือใครกันแน่”
“สองท่านนั้นก็คือหัวหน้าถังและช่างเทคนิคเลิ่ง ผู้เชี่ยวชาญจากโรงงานเครื่องจักรไงครับ เมื่อวานซืนผมโทรไปเชิญพวกเธอมาช่วย คาดว่าพวกเธอคงงานยุ่งมากเลยเพิ่งจะปลีกตัวมาได้ วันนี้อุตส่าห์มากันถึงที่แล้ว ผมต้องรีบลงไปต้อนรับพวกเธอครับ”
สิ้นเสียงตอบรับ เติ้งเหยียนเอินก็วิ่งตึตตักลงบันไดไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อได้ฟังคำเฉลย ผู้อำนวยการโรงงานต้วนก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ท่าทางตื่นตูมของเหล่าเติ้งเมื่อครู่นี้เกือบจะทำให้เขาหัวใจวายตายเสียแล้ว
เขากลัวเหลือเกินว่าลูกน้องจะทำเรื่องงามหน้าต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่
ผู้อำนวยการโรงงานต้วนปั้นหน้ายิ้มแย้ม ยกมือขึ้นทำท่าปาดเหงื่อพร้อมกับอธิบายให้ซูฉี่อี้ฟังอย่างนอบน้อม
“คืออย่างนี้ครับ เครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะร้อนในโรงงานของเราเกิดปัญหาขัดข้อง หาสาเหตุเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็ได้ช่างเทคนิคหญิงจากโรงงานเครื่องจักรนี่แหละครับที่มาช่วยวิเคราะห์จนเจอสาเหตุ เรื่องนี้ผมเองก็พอจะทราบเรื่องอยู่บ้าง เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าช่างเทคนิคหญิงจะมีความสามารถเก่งกาจถึงขนาดนี้”
ซูฉี่อี้พยักหน้ารับรู้ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยอ่านอารมณ์ไม่ออก
“สหายหญิงคนหนึ่งมีฝีมือทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ นับว่าหาได้ยากจริงๆ เพียงแต่เมื่อครู่นี้รองผู้อำนวยการเติ้งเรียกว่าหัวหน้าถัง สหายหญิงคนนั้นมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าด้วยหรือ เป็นหัวหน้าฝ่ายไหนกัน”
“เรื่องตำแหน่งนี้ผมเองก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียดเหมือนกันครับ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ เดี๋ยวผมให้ผู้ช่วยลองไปสืบถามดู”
ซูฉี่อี้ยกมือขึ้นห้าม
“ไม่ต้องหรอก ในเมื่อทางคุณมีธุระสำคัญต้องเร่งจัดการ ผมก็จะไม่รบกวนเวลา ขอตัวกลับก่อนก็แล้วกัน”
“โธ่ ท่านครับ นานๆ จะมาเยี่ยมเยียนพวกเราสักที อย่าเพิ่งรีบกลับเลยครับ ผมตั้งใจว่ามื้อเที่ยงนี้จะชวนท่านดื่มสักสองสามแก้ว เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับ รับรองว่าไม่เสียเวลาท่านนานหรอกครับ ผมสั่งเตรียมอาหารไว้หมดแล้ว ท่านต้องไว้หน้าผมบ้างนะครับ”
ในขณะเดียวกัน ทางด้านถังหลินและเลิ่งฮุ่ยที่เดินเข้ามาภายในโรงงานผลิต เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะร้อนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโรงงาน หัวใจของพวกเธอก็พลันกระตุกวูบ
สภาพเครื่องจักรตรงหน้าถูกประกอบกลับเข้าไปจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
สองแม่ลูกเดินสำรวจรอบๆ เครื่องจักร ก่อนจะหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกเหลืออดจนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ
“เก่งกันจริงนะพวกคุณ ในเมื่อประกอบเครื่องปั๊มขึ้นรูปเสร็จกันเองได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีธุระอะไรให้พวกเราทำแล้วล่ะ ฮุ่ยฮุ่ย กลับบ้านกันเถอะลูก”
บรรดาช่างเทคนิคของโรงงานตีเหล็กที่ยืนล้อมรอบอยู่ พอได้ยินคำพูดเหน็บแนมของถังหลิน ก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าเหมือนโดนตบฉาดใหญ่ ความละอายใจทำให้พวกเขาทำตัวไม่ถูก
ช่างโหวเห็นท่าไม่ดี จึงฝืนใจตะโกนเรียกถังหลินและเลิ่งฮุ่ยที่กำลังหันหลังเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อนครับ!”
แต่ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยทำราวกับเสียงนั้นเป็นเพียงธาตุอากาศ ฝีเท้าของพวกเธอยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงตรงไปยังทางออก
“นี่ หัวหน้าถัง ช่างเทคนิคเลิ่ง พวกคุณจะรีบไปไหนกันครับ”
ยังเดินไปไม่ถึงประตูใหญ่ ร่างท้วมของเติ้งเหยียนเอินที่วิ่งกระหืดกระหอบสวนเข้ามาจากด้านนอกก็มายืนขวางทางเอาไว้เสียก่อน
ถังหลินเงยหน้ามองรองผู้อำนวยการเติ้งด้วยสายตาเรียบเฉย
“ต้องขอโทษด้วยค่ะรองผู้อำนวยการเติ้ง พวกเราคงต้องขอตัวกลับโรงงานเครื่องจักรแล้ว ในเมื่อเครื่องจักรที่นี่ถูกประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องถึงมือพวกเราแล้วล่ะค่ะ”
“พวกคุณประกอบเสร็จเร็วขนาดนี้เชียวหรือ”
เติ้งเหยียนเอินเบิกตากว้าง คิดว่าตัวเองหูฝาด เครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะร้อนที่ซับซ้อนขนาดนั้นจะประกอบเสร็จง่ายดายปานนี้เชียวหรือ
ถังหลินส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเย็น
“ไม่ใช่ฝีมือพวกเราหรอกค่ะ แต่เป็นฝีมือช่างเทคนิคผู้เก่งกาจในโรงงานของคุณต่างหากที่ประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“ช่างเทคนิคของโรงงานเรา?”
เติ้งเหยียนเอินหันขวับไปมองกลุ่มช่างเทคนิคของตัวเองด้วยสายตาดุดัน
“พวกคุณทำเสร็จแล้วหรือ ทดลองเดินเครื่องหรือยัง”
ช่างเทคนิคคนอื่นๆ อึกอัก ก้มหน้าหลบสายตากันเป็นแถว สุดท้ายต่างก็พากันส่งสายตาไปที่ช่างโหวราวกับจะโยนความรับผิดชอบ
เติ้งเหยียนเอินจ้องเขม็งไปที่ช่างโหว คิ้วขมวดมุ่นรอคำอธิบาย
ใบหน้าของช่างโหวแดงก่ำสลับซีดเผือด สุดท้ายจำต้องยอมเปิดปากพูดความจริงเสียงอ่อย
“ยัง... ยังไม่เรียบร้อยครับ สองวันนี้พวกเราลองพยายามช่วยกันประกอบดู แต่ผลลัพธ์คือ... มักจะมีหนึ่งหรือสองจุดที่ประกอบกลับคืนที่เดิมไม่ได้ครับ”
“เมื่อวันก่อนผมสั่งกำชับพวกคุณว่ายังไง!”
น้ำเสียงของเติ้งเหยียนเอินตวาดลั่น ใบหน้าถมึงทึงด้วยความโมโห
“ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยก็อย่าไปแตะต้องมันสุ่มสี่สุ่มห้า ให้รอหัวหน้าถังมาถึงก่อนค่อยลงมือ พวกคุณเห็นคำพูดของผมเป็นแค่ลมปากใช่ไหม ใครใช้ให้พวกคุณถือวิสาสะทำกันเองแบบนี้”
ช่างโหวพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“พวกเราเองก็ร้อนใจนะครับ ภารกิจการผลิตของโรงงานมีเยอะมาก เครื่องจักรเครื่องนี้ก็จอดเสียกินเวลามานานขนาดนั้นแล้ว...”
“ที่พวกคุณทำแบบนี้มันยิ่งทำให้เสียเวลาเข้าไปใหญ่ไม่ใช่หรือไง!” เติ้งเหยียนเอินสวนกลับทันควัน
“เรื่องนี้จะโทษพวกเราฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะครับ พวกเราก็ทำด้วยความหวังดีต่อโรงงาน เดิมทีพอทำโครงสร้างตัวเครื่องเสร็จก็รอให้พวกเธอมาประกอบ ใครจะไปคิดว่ารอแล้วรอเล่าก็ยังไม่โผล่หัวมาสักที ทางพวกเราก็เลยลองประกอบเข้าไป ยังไม่ทันจะได้ถอดออกมาแก้ พวกเธอก็มาถึงพอดี”
ถังหลินได้ยินข้อแก้ตัวนั้นก็แค่นหัวเราะออกมา
“ฟังจากคำพูดของช่างโหว สรุปแล้วทั้งหมดนี่ยังคงเป็นความผิดของพวกเราสินะคะ”
สายตาของช่างโหวล่อกแล่กไม่กล้าสบตาตรงๆ
“ผมไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดของพวกคุณ เพียงแต่ตอนแรกตกลงกันไว้แล้วว่า ทางเราเตรียมการเสร็จก็จะไปแจ้งพวกคุณ แต่พวกคุณติดธุระมาไม่ได้ ก็น่าจะแจ้งกันล่วงหน้าสักหน่อย ทางเราจะได้วางแผนถูก”
สีหน้าของถังหลินเย็นเยียบลงทันตา
“อย่าเอาฉันมาเป็นข้ออ้าง! คุณแน่ใจหรือว่าไม่ได้คิดจะแอบประกอบเครื่องจักรให้เสร็จก่อนที่พวกเราจะมาถึง เพื่อจะได้เอาหน้าและเชิดหน้าชูตาข่มฉัน อย่าเห็นคนอื่นเป็นคนโง่สิคะ ความคิดตื้นๆ ของคุณ ใครเขาก็ดูออกกันทั้งนั้น”
เติ้งเหยียนเอินหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ เขาหันไปจ้องหน้าช่างโหวด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ
“คุณพูดจบหรือยัง! ถ้าผมเป็นคุณ แทนที่จะมายืนเถียงข้างๆ คูๆ ขายขี้หน้าคนอื่นอยู่ตรงนี้ สู้เอาเวลาไปรีบถอดไอ้ชิ้นส่วนที่พวกคุณประกอบมั่วๆ เข้าไปออกมาเสียยังจะดีกว่า!”
[จบบท]