บทที่ 208: เรื่องเล่าจากแดนไกล
ช่างเทคนิคโหวอ้าปากพะงาบเหมือนต้องการจะโต้แย้งอะไรบางอย่าง ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อเผชิญเข้ากับสายตาคมกริบเย็นชาของเติ้งเหยียนเอินที่ส่งมาปราม เขาจำต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงท้องไปอย่างเสียไม่ได้ ทำได้เพียงหันไปกวักมือเรียกช่างเทคนิคคนอื่นๆ ด้วยท่าทีฮึดฮัดขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหันหลังกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเพื่อกลบเกลื่อนความเสียหน้า
เติ้งเหยียนเอินถอนหายใจยาวเหยียดไล่หลังลูกน้องตัวดี จากนั้นจึงปรับสีหน้าหันกลับมาหาคู่สนทนา รอยยิ้มเจื่อนๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“คุณดูสิครับ... เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ต้องขอโทษจริงๆ”
ถังหลินมีสีหน้าเรียบเฉย เธอเพียงแค่โบกมือเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ถือสา
“เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากเห็นเหมือนกันนี่คะ ฉันเข้าใจ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเครื่องปั๊มโลหะขนาดมหึมาตรงหน้าแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตอนที่ถอดเครื่องจักร ฉันทำเครื่องหมายกำกับไว้ทุกจุดแล้ว พวกเขาจะฝืนประกอบกลับเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรหรอกค่ะ ฉันกลัวแค่ว่าความรีบร้อนของพวกเขาจะทำให้เครื่องหมายที่ฉันทำไว้ลบเลือนหายไปเท่านั้น”
ความจริงแล้วต่อให้ไม่มีเครื่องหมายเหล่านั้นช่วยเตือนความจำ ถังหลินก็สามารถประกอบเจ้าเครื่องยักษ์นี้กลับคืนได้ทุกกระเบียดนิ้ว เพียงแต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกต่อต้านวิธีการทำงานที่อวดดีและมักง่ายของช่างเทคนิคโหวคนนั้น
คนประเภทที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจเสียเต็มประดา แต่เนื้อแท้แล้วกลับกลวงเปล่าไร้ความสามารถ
บางครั้งการอวดฉลาดในเรื่องที่ไม่ควร ก็มีแต่จะรังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
เติ้งเหยียนเอินได้ยินดังนั้น ไฟโทสะที่มีต่อช่างเทคนิคโหวในใจก็พุ่งสูงขึ้นมาอีกระลอก เขารู้สึกขายหน้าแทนลูกน้องเหลือเกิน
“แล้วตอนนี้จะเอาอย่างไรดีครับ” ในใจของเขารู้สึกกังวลและเกรงใจหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างมาก
ถังหลินไม่ได้พูดปลอบใจอะไรให้มากความ เธอเพียงแค่วางแผนแก้ไขสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ
“วันนี้ปล่อยให้พวกเขาถอดชิ้นส่วนไปก่อน พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาประเมินสถานการณ์หน้างานกันอีกที แต่คุณช่วยกำชับพวกเขาด้วยว่าวันนี้ต้องทำงานล่วงเวลาถอดให้เสร็จเรียบร้อย พรุ่งนี้ทำงานตามปกติ ถึงตอนนั้นฉันกับฮุ่ยฮุ่ยจะเข้ามาดูใหม่อีกครั้งค่ะ”
“ได้ครับ... ได้เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยดูสถานการณ์อีกที” เติ้งเหยียนเอินรีบรับคำ ใบหน้าฉายแววขอโทษอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงอ่อนลงจนแทบจะเป็นการอ้อนวอน “เรื่องในวันนี้ ต้องขอโทษจริงๆ ครับที่ทำให้พวกคุณต้องเสียเวลาเปล่าแท้ๆ”
ถังหลินส่ายหน้าเบาๆ
“ยังนับว่าเป็นโชคดีที่ช่วงไม่กี่วันนี้ฉันพักอยู่ที่เมืองเอ พอจะปลีกตัวมาช่วยดูแลได้ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ฉันอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้างเขื่อนโครงการสายที่สาม ซึ่งทางนั้นกำลังเร่งงานกันไฟแลบ เกรงว่าฉันคงปลีกตัวมาดูทางนี้ไม่ได้แน่ นั่นถึงจะเป็นปัญหาใหญ่ของจริงค่ะ”
เติ้งเหยียนเอินยกมือขึ้นปาดเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดซึมตามหน้าผาก ในใจรู้สึกหวาดเสียววูบเมื่อนึกถึงภาพความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
“นับว่าเป็นโชคดีจริงๆ ครับ มีคุณคอยช่วยดูอยู่ที่เมืองเอ ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ พรุ่งนี้ผมจะส่งคนไปรับคุณถึงที่พัก วันนี้ผมจะคุมให้พวกเขาจัดเก็บของให้เรียบร้อยก่อนครับ”
ถังหลินพยักหน้ารับรู้
หลังจากจัดการธุระที่โรงงานตีเหล็กเสร็จสิ้น สองแม่ลูกก็ปั่นจักรยานกลับไปที่โรงงานเครื่องจักรกล
ที่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ของโรงงาน พวกเขาได้พบกับซูโย่วฉินที่กำลังเข็นจักรยานสวนเข้ามาพอดี ดูเหมือนเธอก็เพิ่งกลับมาจากทำธุระข้างนอกเช่นกัน
“อ้าว หัวหน้าถัง หนุฮุ่ยฮุ่ย พวกคุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย”
จังหวะนั้นประตูเล็กถูกเปิดออก ทั้งสามคนจูงรถจักรยานทักทายกับคนเฝ้าประตูอย่างคุ้นเคย แล้วทยอยเดินเข้าสู่เขตโรงงานพร้อมกัน
ถังหลินปรายตามองกระเป๋าเอกสารตุงๆ ที่แขวนอยู่บนแฮนด์รถจักรยานของอีกฝ่ายแล้วยิ้มทักทาย
“พวกเราเพิ่งกลับมาเมื่อวานซืนค่ะ เตรียมจะพักผ่อนอยู่บ้านสักสองสามวัน หัวหน้าแผนกซูเพิ่งกลับจากไปทำธุระข้างนอกมาหรือคะ”
ซูโย่วฉินพยักหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ฉันเพิ่งไปเอาตั๋วสวัสดิการมาจากโรงภาพยนตร์ค่ะ เดือนนี้ใครอยากดูหนังก็สามารถมาเบิกตั๋วหนังจากแผนกพลาธิการของเราได้คนละสองใบเลยนะคะ”
พูดจบเธอก็หันขวับไปมองเลิ่งฮุ่ยที่เดินเข็นรถตามต้อยๆ อยู่ด้านหลัง แววตาเป็นประกายวิบวับแบบคนมีแผนการ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหยอกล้อตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก
“ฮุ่ยฮุ่ยจ๊ะ กลับมาคราวนี้จังหวะดีเลย ให้น้าแนะนำพ่อหนุ่มงานดีให้สักคนสองคนไหม พอดีน้ามีตั๋วหนังอยู่ในมือ หนูเลือกคนที่ดูแล้วถูกชะตาชวนไปดูหนังด้วยกันสักรอบ ลองทำความรู้จักเรียนรู้นิสัยใจคอกันดูก่อนไหมล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยฟังแล้วก็เหลือบมองคุณน้าช่างจ้อด้วยสายตาจนใจ
“คุณน้าคะ อย่าล้อหนูเล่นเลยค่ะ หนูยังเด็กอยู่นะคะ เรื่องหาแฟนยังเร็วเกินไปที่จะคิด แม่บอกว่าให้หนูใช้ชีวิตโสดให้คุ้มค่าก่อนสักสองสามปี รอให้อายุครบยี่สิบแล้วค่อยพูดเรื่องหาแฟนก็ยังไม่สายค่ะ”
ซูโย่วฉินหันไปมองถังหลินเพื่อขอคำยืนยัน เห็นคนเป็นแม่พยักหน้าเบาๆ สนับสนุนคำพูดลูกสาว แสดงว่าตอนนี้บ้านนี้ยังไม่คิดจะให้ลูกสาวมีคู่จริงๆ
แต่ทว่า... เด็กสาวหน้าตาสะสวยผิวพรรณผุดผ่องขนาดนี้ ต่อให้เจ้าตัวยังไม่อยากหา แต่ก็ห้ามพวกหนุ่มๆ ที่จมูกไวเหมือนผึ้งรุมตอมน้ำหวานไม่ได้อยู่ดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
“ฮุ่ยฮุ่ย น้าจะเตือนไว้ก่อนนะ รอก็รอเถอะ อีกสองปีหนูไม่กลัวว่าพ่อหนุ่มดีๆ เกรดเอจะถูกคนอื่นเขาคว้าไปหมดหรือ ถึงตอนนั้นเหลือแต่พวกตกเกรดนิสัยไม่ดี หนูจะมาร้องไห้ทีหลังไม่ได้นะ”
เลิ่งฮุ่ยถูกเธอรบเร้าจนหลุดขำออกมา เธอยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ร่วงลงมาไว้หลังหู ท่าทางผ่อนคลายและไม่เก็บมาใส่ใจ
“คุณน้าคะ วางใจเถอะค่ะ ผู้ชายดีๆ จะถูกเลือกไปหมดง่ายๆ ได้ยังไง อีกอย่างเรื่องบุพเพสันนิวาสรีบร้อนไม่ได้หรอกค่ะ ของที่เป็นคู่สร้างคู่สมของเราคนอื่นก็แย่งไปไม่ได้ แต่ของที่ไม่ใช่คู่ของเราต่อให้ขังใส่กุญแจไว้ในบ้าน ก็รั้งเขาไว้ไม่อยู่หรอกค่ะ”
“ดูสิ เด็กคนนี้ อายุแค่นี้ทำไมถึงคิดได้ลึกซึ้งขนาดนี้นะ” ซูโย่วฉินหัวเราะชอบใจ
เมื่อมาถึงทางแยกที่จะไปคนละตึก
“หัวหน้าถัง ถ้ามีเวลาก็แวะมาเอาตั๋วหนังที่แผนกพลาธิการนะคะ ถือโอกาสช่วงพักร้อนนี้ สองแม่ลูกไปดูหนังผ่อนคลายกันสักรอบ”
ถังหลินพยักหน้ายิ้มรับ
“ได้ค่ะ ถ้ามีเวลาจะไปเบิกนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
หลังจากแยกทางกับซูโย่วฉิน สองแม่ลูกก็ตรงไปที่ตึกสำนักงาน ถังหลินแยกตัวไปที่ห้องทำงานส่วนตัว ส่วนเลิ่งฮุ่ยเดินตรงเข้าไปที่ห้องของแผนกเทคนิค
บรรยากาศในห้องทำงานยังคงเหมือนเดิม กลิ่นกระดาษและน้ำมันเครื่องจางๆ ลอยอบอวล หลังจากทักทายพี่ๆ เพื่อนร่วมงานทุกคนแล้ว เธอก็พบว่าจิ้นเผิง เด็กหนุ่มฝึกงานก็มาขลุกอยู่ที่โรงงานด้วย
“วันนี้วันหยุดให้พักผ่อน ทำไมเธอถึงมาทำงานที่โรงงานล่ะจิ้นเผิง”
จิ้นเผิงเกาหัวแกรกๆ ด้วยความขัดเขิน
“ตอนนี้ผมเป็นเด็กฝึกงาน เป็นช่วงเวลาทองที่ต้องสัมผัสเรียนรู้กับเครื่องจักรให้มาก อยู่บ้านก็น่าเบื่อครับ สู้มาโรงงานช่วยพวกอาจารย์ซ่อมเครื่องจักรในโรงงานผลิตดีกว่า ได้ความรู้ด้วย”
คำตอบดูดีมีอนาคต แต่ความจริงที่รู้กันคือที่บ้านเสียงดังวุ่นวาย จะนอนพักผ่อนก็ไม่สงบ สู้หนีมาโรงงานสัมผัสเครื่องจักรเย็นๆ คอยเป็นลูกมือให้ช่างเทคนิคคนอื่นยังสบายใจเสียกว่า
“ไม่นึกเลยว่าเธอจะเป็นคนใฝ่รู้ขนาดนี้”
เลิ่งฮุ่ยยิ้มขำ หยิบแก้วน้ำประจำตัวขึ้นมา ลวกทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนแล้วชงชาอุ่นๆ ให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
ลี่ซิวหยวน ช่างเทคนิคหนุ่มที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานข้างๆ ขยับเก้าอี้เลื่อนเข้ามาใกล้โต๊ะของเลิ่งฮุ่ย ถามหยั่งเชิงด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นปิดไม่มิด
“สหายเลิ่งฮุ่ย ได้ยินข่าวลือว่าพวกคุณไปทำงานที่โครงการสายที่สาม งานที่นั่นหนักหนาสาหัสมากใช่ไหมครับ”
ความจริงแล้วการทำงานที่เขื่อนค่อนข้างอิสระ นอกจากช่วงที่ต้องประกอบชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาทุกวัน ช่วงเวลาก่อสร้างโครงสร้างอื่นๆ ทีมเทคนิคของพวกเขาก็แทบจะได้พักผ่อนยาวๆ
แต่งานสบายรายได้ดีแบบนี้จะเอามาป่าวประกาศที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคนอื่นที่ต้องทนร้อนลงไปทำงานในโรงงานผลิตอาจจะเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบและหมั่นไส้ได้
เลิ่งฮุ่ยเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตีหน้าเคร่งขรึมพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ยุ่งมากเลยค่ะ ยุ่งจนหัวหมุน”
ลี่ซิวหยวนกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
“ยุ่งหน่อยก็ดีนะครับ พวกคุณไปโครงการสายที่สามมีเบี้ยเลี้ยงพิเศษ สวัสดิการก็ดีกว่าพวกเราที่ดักดานอยู่โรงงานตั้งเยอะ”
เลิ่งฮุ่ยฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีให้เขา ก่อนจะเริ่มร่ายยาว
“คุณอยากลงไปทำงานโครงการสายที่สามไหมคะ ไว้มีโอกาสหน้าฉันจะทำเรื่องเสนอชื่อคุณกับหัวหน้าแผนกให้ ที่อื่นฉันไม่รู้นะคะ แต่เขื่อนที่พวกเราไป พื้นที่กันดารชนิดที่นกยังไม่อยากบินผ่าน ถนนที่จะไปที่นั่น... บางช่วงด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชันดิ่งลงไปหลายสิบเมตร อีกด้านเป็นภูเขาสูงเสียดฟ้าหลายร้อยเมตร รถยนต์วิ่งอยู่บนนั้นทีไร เหมือนกำลังเต้นรำอยู่บนลวดสลิงที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อเลยค่ะ”
คำบรรยายเห็นภาพชัดเจนทำเอาช่างเทคนิคคนอื่นๆ ที่แอบฟังอยู่สูดหายใจเข้าลึก สภาพถนนเสี่ยงตายแบบนั้นแค่จินตนาการก็ขนลุกแล้ว
จิ้นเผิงที่นั่งฟังอยู่รีบพยักหน้าสนับสนุน รับลูกต่อทันทีอย่างรู้ใจ
“ใช่ครับพี่ สภาพความเป็นอยู่ที่นั่นเทียบในเมืองไม่ได้เลยสักนิด เงยหน้ามองไปทางไหนก็เจอแต่ภูเขาปิดล้อม จะเข้าเมืองสักครั้งลำบากเลือดตาแทบกระเด็น แถมชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำพวกนั้น ชิ้นส่วนอะไหล่ชิ้นหนึ่งหนักตั้งหลายตัน ไม่เหมือนเครื่องกลึงเล็กๆ ในโรงงานเราหรอกครับ ประกอบยากมาก ต้องใช้อุปกรณ์ยกขนาดใหญ่ถึงจะทำได้ พลาดนิดเดียวคือเรื่องใหญ่”
ทุกคนได้ยินถึงตรงนี้ ความอิจฉาเล็กน้อยที่ถูกลี่ซิวหยวนจุดขึ้นเมื่อครู่ก็มลายหายไปทันทีราวกับควันไฟต้องลม
ชิ้นส่วนอะไหล่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้น ถ้าเกิดอุบัติเหตุตอนยกหล่นลงมา คนจะไม่ถูกทับจนแบนแต๊ดแต๋เป็นกล้วยปิ้งหรือ
ช่วงนี้ในโรงงานผลิตไม่มีเครื่องกลึงเสียให้ซ่อม พวกช่างเทคนิคว่างงานนั่งตบยุงอยู่ในออฟฟิศ พอดีสบโอกาสเจอเลิ่งฮุ่ยกับจิ้นเผิงเลยเข้ามาซักถามเรื่องโครงการสายที่สามเพื่อฆ่าเวลา
เลิ่งฮุ่ยและจิ้นเผิงรู้กันดีว่าต้องใส่สีตีไข่ให้ดูลำบากเข้าไว้ ที่พักลำบาก สภาพแวดล้อมเลวร้าย งานเสี่ยงตาย ไม่มีตรงไหนสบายเท่าอยู่โรงงานนี้อีกแล้ว
ทั้งสองคนรับส่งมุกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ประสบความสำเร็จในการเรียกคะแนนความเห็นใจและกลบกระแสความอิจฉาได้อย่างราบคาบ
หัวหน้าแผนกหลี่หย่งเดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัว กวาดตามองลูกน้องทุกคนที่กำลังจับกลุ่มคุยกัน
“เสียงออดเลิกงานดังตั้งนานแล้ว ทำไมพวกคุณยังไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารกันอีก”
“หา... ออดดังแล้วหรือครับ”
“มัวแต่คุยกันเพลินจนลืมเวลาเลิกงานเลย เร็วเข้าพวกเรา ไปต่อแถวที่โรงอาหาร ได้ยินแม่ครัวกระซิบว่าวันนี้มีหมูสามชั้นน้ำแดงด้วยนะ”
ความวุ่นวายเล็กๆ เกิดขึ้นเมื่อทุกคนรีบเก็บของ
“เลิ่งฮุ่ย จิ้นเผิง ไปกินข้าวด้วยกันไหม” เพื่อนร่วมงานเอ่ยชวน
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันยังไม่รีบค่ะ พวกคุณไปก่อนเถอะ”
รอจนทุกคนทยอยเดินออกไปจนหมด เลิ่งฮุ่ยและจิ้นเผิงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน
หลี่หย่งมองเด็กหนุ่มสาวทั้งสองคนด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้ง ราวกับรู้ทันอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาหยิบกล่องข้าวเดินออกจากห้องทำงานไป
จิ้นเผิงกระซิบถามเสียงเบา
“ฮุ่ยฮุ่ย เธอว่าเมื่อกี้สายตาหัวหน้ามองแบบนั้นหมายความว่ายังไง เขาจับได้เหรอ”
“ช่างสายตาเขาเถอะ ตราบใดที่พวกเราไม่ได้ก่อเรื่องให้เขาก็พอแล้ว”
“อ้อ จริงสิ!”
หัวหน้าแผนกหลี่หย่งจู่ๆ ก็เดินย้อนกลับมาโผล่หน้าทีประตูห้องทำงานอีกครั้ง
ทำเอาเลิ่งฮุ่ยและจิ้นเผิงสะดุ้งโหยงจนตัวโยน
หลี่หย่งยิ้มกริ่มแล้วชี้มาที่เลิ่งฮุ่ย
“เมื่อกี้คนเฝ้าประตูโทรศัพท์มา บอกว่ามีคนมาหาเธอที่หน้าโรงงานแน่ะ”
“หาฉันหรือคะ” เลิ่งฮุ่ยชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความงุนงง ใครกันจะมาหาเธอในเวลานี้
[จบบท]