บทที่ 23: แยกเตียงนอน
เมื่อตอนกลางวัน เลิ่งหย่งคังยังบ่นกระปอดกระแปดว่าถังหลินไม่เป็นแม่ศรีเรือนเอาเสียเลย ไม่รู้จักยกย่องสามีให้เป็นเหมือนแผ่นฟ้า ผลลัพธ์จากปากพาจนก็คือ พอตกดึกคืนนั้น เขาเลยถูกถังหลินไล่ตะเพิดให้ไปนอนเบียดบนเตียงเล็กของลูกสาวแทน
กลายเป็นว่าแม่ลูกได้นอนสบายบนเตียงใหญ่ ส่วนเลิ่งหย่งคังที่เป็นผู้ชายอกสามศอกต้องระเห็จไปนอนขดตัวบนเตียงเล็ก
อันที่จริงแล้ว คำว่าเตียงใหญ่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายนักหรอก มันกว้างแค่หนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตรเท่านั้น ส่วนเตียงเล็กนั้นยิ่งแล้วใหญ่ กว้างเพียงแค่แปดสิบเซนติเมตรเห็นจะได้
ประเด็นคือลูกสาวโตเป็นสาวแล้ว การต้องมานอนเบียดเสียดอยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้เป็นพ่อ มันก็อดที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้างไม่ได้
เลิ่งหย่งคังนอนคิดด้วยความไม่พอใจ หมายมั่นปั้นมือว่ารอให้เขาได้กลับไปนอนเตียงใหญ่เมื่อไหร่ เขาจะจัดการดัดนิสัยถังหลินให้เข็ดหลาบ แต่หารู้ไม่ว่าการถูกสั่งให้นั่งตบยุงอยู่ข้างสนามในครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของชะตากรรมที่ต้องถูกเนรเทศไปอยู่ ‘ตำหนักเย็น’ เหมือนพระสนมหวังในสมัยก่อนก็เป็นได้ ดีไม่ดีอาจต้องทนเหงาอยู่นานถึงสามสิบปีโดยไม่มีโอกาสได้พลิกฟื้นคืนอำนาจอีกเลย ใครจะไปรู้อนาคตได้
แต่ถ้ามองข้ามเรื่องความคับแคบไป คืนนี้ก็นับว่านอนหลับได้ไม่เลวเลยทีเดียว
ตลอดทั้งคืน นอกจากเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวของเลิ่งหย่งคังแล้ว ก็มีเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงไม้จากห้องบ้านรองข้างๆ ที่ดังลอดมาทุกครั้งที่มีการพลิกตัว เสียงพวกนี้อาจจะรบกวนการนอนของคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ผ่านโลกยุควันสิ้นโลกมาแล้ว นี่ถือว่าเป็นคุณภาพการนอนระดับห้าดาวเลยทีเดียว
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง เมื่อถังหลินตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าเลิ่งหย่งคังแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงหันไปเขย่าตัวลูกสาวเบาๆ
“ตื่นได้แล้วลูก”
เลิ่งหย่งคังเหลือบมองลูกสาวที่ยังมุดตัวขยุกขยิกอยู่ในผ้าห่มด้วยความเอ็นดู แล้วหันไปพูดกับภรรยาพร้อมรอยยิ้ม
“ช่วงฤดูใบไม้ผลิอากาศมันน่านอน ปล่อยให้ลูกนอนต่ออีกหน่อยเถอะน่า ไม่เป็นไรหรอก”
ถังหลินไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธความเห็นนั้น แต่เธอชี้นิ้วไปยังกองเสื้อผ้าที่วางพาดอยู่บนหีบเก็บของข้างๆ
“นั่นเสื้อผ้าที่คุณถอดไว้เมื่อวานใช่ไหม”
เลิ่งหย่งคังพยักหน้ารับทันที
“ใช่ครับ ก็ตอนนี้คุณเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาหมาดๆ ถ้าผมไม่ขยันเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวคุณก็จะหาว่าผมซกมก ไม่รักความสะอาดอีก”
ก็นะ เขาจะกล้าไม่ขยันเปลี่ยนได้ยังไงไหว
“งั้นคุณก็หอบเอาไปแช่น้ำในกะละมังเองเลยนะ สภาพคุณที่เป็นแบบนี้ เปลี่ยนแต่เสื้อผ้าแต่ไม่ยอมล้างหน้าแปรงฟันให้เรียบร้อย มันก็ไม่ได้ช่วยให้ดูสะอาดขึ้นมาสักเท่าไหร่หรอก” ถังหลินยังคงบ่นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระอา
เลิ่งหย่งคังได้แต่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เลิ่งฮุ่ยโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม มองดูแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อที่เดินคอตกหอบเสื้อผ้าเดินออกจากห้องไปอย่างน่าสงสาร เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวแม่
“แม่เล่นพูดดักคอพ่อทุกวันแบบนี้ ระวังพ่อเขาจะกลายเป็นโรคซึมเศร้าเอานะแม่”
“ก็เสื้อผ้าใส่มาตั้งหลายวันแล้วไม่ยอมเอาไปซัก กองหมกไว้ในห้องกลิ่นมันก็คลุ้งไปหมด ถ้าลูกชอบดมกลิ่นเหงื่อเน่าๆ จนหลับปุ๋ยก็เรื่องของลูก แต่แม่ไม่มีรสนิยมแบบนั้น”
ถังหลินตีแขนลูกสาวเบาๆ หนึ่งที เป็นสัญญาณเร่งให้รีบลุกจากที่นอน
ครอบครัวใหญ่ที่ต้องอาศัยอยู่รวมกันแบบนี้ ถ้าตื่นสายแม้แต่นิดเดียว มื้อเช้าก็คงเหลือแต่เศษอาหารก้นหม้อให้กินเท่านั้น
อาหารเช้าวันนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงโจ๊กธัญพืชหยาบๆ กับผักดองชามใหญ่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ
เลิ่งหย่งคังซดโจ๊กเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าถามเลิ่งฮุ่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“ฮุ่ยฮุ่ย วันนี้ลูกจะไปทำอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อยู่บ้านดูแลแม่เขาเถอะ หรือไม่ก็ไปช่วยย่าปิดกระดาษกล่องไม้ขีดไฟก็ได้”
“หนูไม่มีเวลาไปนั่งปิดกล่องไม้ขีดหรอกค่ะพ่อ วันนี้หนูมีแผนจะทำอย่างอื่นแล้ว”
งานปิดกล่องไม้ขีดไฟน่ะหรือ ทำตั้งสองร้อยกล่องถึงจะได้เงินแค่หนึ่งเหมา นั่งหลังขดหลังแข็งตั้งแต่เช้ายันค่ำ หักเวลาเข้าห้องน้ำ กินข้าว ดื่มน้ำ เต็มที่วันหนึ่งก็ได้เงินแค่สองสามเหมา แลกกับอาการปวดคอ ปวดเอว แล้วมันคุ้มกันที่ไหน
“แล้วลูกมีแผนจะทำอะไรล่ะ” เลิ่งหย่งคังถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ถังหลินสังเกตเห็นว่าคนอื่นๆ บนโต๊ะเริ่มทำหูผึ่งรอฟังกันถ้วนหน้า เธอจึงแอบใช้เท้าเตะขาเลิ่งหย่งคังใต้โต๊ะเบาๆ เป็นเชิงเตือน แล้วพูดตัดบทขึ้นมา
“ฉันเดินเหินเองได้แล้ว ไม่ต้องให้ลูกมาคอยเฝ้าหรอก ลูกมีธุระอะไรจะไปทำก็ไปเถอะ คุณไม่ต้องไปจู้จี้ลูกนักหรอก”
เมื่อมีแม่คอยออกหน้ากางปีกปกป้องให้ เลิ่งฮุ่ยก็ไม่สนใจสายตาใครหน้าไหนอีก พอกินข้าวเช้าเสร็จ เธอก็คว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมแล้วเดินออกจากบ้านทันที
นิสัยที่ติดตัวมาจากยุควันสิ้นโลก ทำให้ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เธอจะคอยมองหาลู่ทางสะสมเสบียงและของใช้เข้าตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันหรืออาหารการกิน ขอแค่ขนกลับบ้านได้ เธอไม่เคยเกี่ยง
เลิ่งฮุ่ยลองสำรวจสิ่งของในมิติส่วนตัว ตอนนี้ต้องอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ของหลายอย่างที่มีอยู่จึงไม่สะดวกที่จะนำออกมาใช้โต้งๆ
สิ่งที่บ้านตระกูลเลิ่งขาดแคลนที่สุดในตอนนี้ก็คืออาหาร เลิ่งฮุ่ยพยายามขบคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรถึงจะหาอาหารเพิ่มได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่
จะไปพึ่งพาโรงค้าข้าวหรือตลาดสดของรัฐวิสาหกิจ ก็จำเป็นต้องใช้คูปองอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เลิ่งฮุ่ยขาดแคลนที่สุดในเวลานี้ ครั้นจะไปหาซื้อข้าวราคาสูงจากตลาดมืดตามที่เขาเล่าลือกัน เงินในกระเป๋าเธอก็มีอยู่น้อยนิดจนน่าใจหาย
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว จนแล้วจนรอดก็ยังคิดไม่ออกว่าจะไปหาอาหารมาจากไหน
“เลิ่งฮุ่ย เธอจะไปไหนน่ะ”
จังหวะที่เดินสวนกัน ลี่อีอวิ๋นเห็นว่าเลิ่งฮุ่ยเดินผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทักทาย เธอจึงต้องเดินย้อนกลับมาดักหน้าเอาไว้
เมื่อมีคนมายืนขวางทาง เลิ่งฮุ่ยจึงเงยหน้ามองผู้มาเยือน ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับคนตรงหน้าขึ้นมาได้
ลี่อีอวิ๋น เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายของเจ้าของร่างเดิม ทั้งคู่มีส่วนสูงไล่เลี่ยกัน คือประมาณร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร ดังนั้นเวลาอยู่ที่โรงเรียนซึ่งมักจะจัดที่นั่งตามลำดับความสูง ทั้งสองคนเลยมักจะได้นั่งใกล้กันเสมอ ไม่เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะก็เป็นคนนั่งข้างหน้าข้างหลัง
“ฉันถามว่าเธอจะไปไหน ทำไมไม่ตอบ เอาแต่ใจลอยคิดอะไรอยู่ได้”
“อีอวิ๋น”
เลิ่งฮุ่ยดึงแขนอีกฝ่ายให้หลบมายืนข้างทาง สายตาเหลือบไปเห็นกระเป๋าผ้าใบสีเขียวที่ลี่อีอวิ๋นสะพายอยู่ จึงเอ่ยถามขึ้น
“อีอวิ๋น ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ ทำยังไงถึงจะมีกินมีใช้แบบไม่ต้องกังวลบ้าง”
ลี่อีอวิ๋นเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าเลิ่งฮุ่ยจะถามคำถามแบบนี้
“ก็ต้องหาสามีที่มีหน้าที่การงานดีๆ ฐานะทางบ้านมั่นคงน่ะสิ ถ้าได้แต่งงานกับผู้ชายแบบนั้น ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องปากท้องแล้ว”
“ทำไมเธอถึงถามอะไรตื้นเขินแบบนี้เนี่ย แม่ฉันสอนไว้ว่า ผู้หญิงเราน่ะ ต่อให้มีงานดีแค่ไหนก็สู้แต่งงานดีไม่ได้หรอก ถ้าได้แต่งเข้าบ้านดีๆ ก็สบายไปตลอดชีวิต แต่ถ้าดวงซวยไปแต่งกับคนที่ไม่สมพงศ์กัน ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะดิ้นรนยังไงก็ปีนไม่ขึ้นหรอก”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“มีงานดีๆ ทำด้วยตัวเองมันไม่ดีตรงไหน ทำไมต้องไปหวังพึ่งแต่ผู้ชายด้วยล่ะ”
ลี่อีอวิ๋นมีจุดยืนที่ชัดเจน เธอยังคงเถียงฉอดๆ
“ต่อให้เธอมีงานดีเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าได้สามีห่วยแตก ชีวิตเธอก็เหมือนแช่อยู่ในน้ำบรเพ็ดนั่นแหละ ขมขื่นจนหาความสุขไม่เจอหรอก”
เลิ่งฮุ่ยไม่อยากจะเสียเวลาเถียงเรื่องค่านิยมการแต่งงานในตอนนี้ เธอจึงเปลี่ยนเรื่อง
“เอาเถอะ เรื่องแต่งงานพักไว้ก่อน ฉันอยากรู้ว่า ถ้าจะหาซื้อข้าวสาร หรือพวกเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ต้องไปหาที่ไหน”
“ก็ร้านขายสินค้าเกษตร ร้านขายข้าว หรือไม่ก็ร้านขายเนื้อของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ไง ของที่เธออยากได้ สถานที่พวกนั้นมีขายหมดแหละ หรือถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ก็ต้องไปตลาดมืด”
ลี่อีอวิ๋นทำหน้างง เป็นถึงเด็กโตขนาดนี้ เรื่องพื้นฐานที่เด็กสามขวบยังรู้ ทำไมเลิ่งฮุ่ยถึงต้องมาถาม นี่แกล้งโง่ลองภูมิกันหรือเปล่า
“แต่ตอนนี้ฉันไม่มีทั้งคูปอง ไม่มีทั้งเงิน”
“งั้นเธอก็คงต้องไปปล้นเขาแล้วล่ะ”
ลี่อีอวิ๋นกลอกตามองบนใส่เพื่อน คูปองก็ไม่มี เงินก็ไม่มี แล้วยังจะมาถามหาแหล่งซื้อของ ทางออกเดียวที่เธอนึกออกก็คือการเป็นโจรเท่านั้นแหละ
เลิ่งฮุ่ยยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เห็นได้ชัดว่าลี่อีอวิ๋นจับประเด็นสิ่งที่เธอต้องการสื่อไม่ได้เลย
“เดี๋ยวๆๆ แล้วสรุปเธอจะไปไหนเนี่ย”
ลี่อีอวิ๋นเห็นเลิ่งฮุ่ยโบกมือลาแล้วเดินดุ่มๆ จากไปโดยไม่หันกลับมามอง ก็รีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปทันที
“ฉันจะไปโรงงานของพ่อ”
“ไปทำไมที่โรงงานพ่อเธอ”
“ไปเอารถจักรยาน พ่อฉันปั่นออกมาทำงาน”
ลี่อีอวิ๋นกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่กำลังปั่นจักรยานตรงมาทางนี้เสียก่อน เธอรีบคว้าแขนเลิ่งฮุ่ยไว้ด้วยความตื่นเต้น
“เลิ่งฮุ่ย อย่าเพิ่งรีบไปสิ ฉันมีคนอยากจะแนะนำให้เธอรู้จักหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยเห็นท่าทางเอียงอายบิดตัวไปมาของลี่อีอวิ๋น ก็ชักอยากจะรู้แล้วว่าใครกันที่ทำให้เพื่อนเก่าคนนี้เสียอาการได้ขนาดนี้
ยังไม่ทันจะหันไปมองเต็มตา จักรยานคันนั้นก็มาจอดเทียบตรงหน้าพวกเธอเสียแล้ว
ชายหนุ่มตรงหน้าตัดผมทรงรองทรงแสกข้าง ใบหน้าคมสันดูแข็งแกร่ง ส่วนสูงน่าจะสูงกว่าพวกเธอประมาณครึ่งศีรษะ ผิวคล้ำแดดเล็กน้อย อายุอานามน่าจะราวๆ ยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบสองปี
ถ้าให้คนแก่แถวนี้วิจารณ์ ก็คงบอกว่าเป็นพ่อหนุ่มที่ดูหน่วยก้านดีใช้ได้
“อีอวิ๋น สหายท่านนี้คือ?”
เลิ่งฮุ่ยยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ด้วยมาดนางพญา บุคลิกเย็นชาสวยสง่าจนใครๆ ก็ไม่อาจละสายตาได้
ลี่อีอวิ๋นดึงแขนเลิ่งฮุ่ยเข้ามาใกล้ แล้วเริ่มแนะนำอย่างเป็นทางการ
“นี่คือเพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมปลายของฉันเอง ชื่อเลิ่งฮุ่ย”
“เลิ่งฮุ่ย นี่มู่ปิน แฟนของฉันเอง”
สมกับเป็นสาวงามผู้เย็นชา แม้แต่แซ่ยังใช้คำว่า ‘เลิ่ง’ (เย็น)
มู่ปินยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือขวามาทางเลิ่งฮุ่ยอย่างเป็นมิตร
“สวัสดีครับ สหายเลิ่งฮุ่ย ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองลี่อีอวิ๋นแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าทักทายมู่ปินตามมารยาท เธอไม่ได้ยื่นมือไปจับตอบ แต่เลือกที่จะพยักหน้ารับรู้แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม และในเมื่อไม่มีความทรงจำลึกซึ้งต่อกัน สำหรับเธอแล้ว ลี่อีอวิ๋นก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น
[จบบท]