บทที่ 27: อย่างมากก็แค่ทางใครทางมัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน
ซุนเสี่ยวจวนกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าวอยู่ตรงทางเดินหน้าประตู กลิ่นอาหารลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
เสียงพูดคุยของผู้ชายที่ไม่คุ้นหูแว่วออกมาจากในบ้าน เลิ่งฮุ่ยกระชับกระสอบบนบ่าก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน แล้วก็พบว่าแขกที่มาไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน แต่เป็นคนที่เธอรู้จักดี
เขาคือหลี่หย่ง หัวหน้าแผนกเทคนิคของโรงงานเครื่องจักร คนที่เคยไปเยี่ยมถังหลินที่โรงพยาบาลพร้อมกับหลี่อิงจากสมาพันธ์สตรีคราวก่อนนั่นเอง
“คุณอาหลี่” เลิ่งฮุ่ยทักทายตามมารยาท
“อ้าว ฮุ่ยฮุ่ยกลับมาแล้วเหรอ” หลี่หย่งหันมายิ้มพร้อมพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย
ถังหลินสังเกตเห็นกระสอบใบใหญ่ที่ลูกสาวแบกเข้ามาก็อดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้น “ลูกไปขนอะไรกลับมาอีกเนี่ย”
“หนูไปหาพวกวิทยุเก่ามาจากสถานีรับซื้อของเก่าน่ะแม่”
เลิ่งฮุ่ยตอบพลางลากกระสอบเข้าไปเก็บไว้ในห้องกั้นของครอบครัวบ้านใหญ่ พอเดินกลับออกมา หลี่หย่งที่ได้ยินบทสนทนาก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
“เท่าที่อาทิตย์รู้มานะ พวกวิทยุในสถานีรับซื้อของเก่าน่ะ มันก็คือขยะดีๆ นี่เอง ไม่มีทางซ่อมให้กลับมาใช้ได้แล้วหรอก หลานจะเอาขยะพวกนั้นกลับมาทำไมกัน”
ยังไม่ทันที่เลิ่งฮุ่ยจะตอบ เสียงแหบพร่าจากมุมห้องก็ดังแทรกขึ้นมาทันที
“จะเอามาทำไมได้ล่ะ ก็เอามาล้างผลาญสมบัติน่ะสิ!”
เลิ่งผอจื่อที่นั่งปักหลักอยู่ตรงขอบเตียงในมุมมืดแค่นเสียงเหน็บแนมขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
หลี่หย่งได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแก้เก้อด้วยความกระอักกระอ่วน เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแล้วรีบลุกขึ้นยืนเพื่อขอตัวกลับ “เวลาก็ไม่เช้าแล้ว งั้นผมขอตัวกลับก่อนดีกว่าครับ”
ถังหลินพยายามรั้งเขาไว้ตามมารยาท “กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิคะค่อยกลับ”
“ไม่รบกวนดีกว่าครับ ที่บ้านคงรอทานข้าวกันแล้ว”
ต่างฝ่ายต่างพูดจาตามมารยาทสังคม เพราะรู้อยู่แล้วว่าหลี่หย่งคงไม่สะดวกใจที่จะอยู่ต่อ
ทันทีที่หลี่หย่งเดินพ้นประตูไป รอยยิ้มบนใบหน้าของสองแม่ลูกถังหลินและเลิ่งฮุ่ยก็เลือนหายไปทันที บรรยากาศในบ้านกลับมาตึงเครียดและเย็นชา ลากยาวไปจนกระทั่งถึงเวลามื้อเย็น
เมื่อเลิ่งหย่งคังเลิกงานกลับมาถึงบ้าน เขาก็สังเกตเห็นกระสอบปริศนาวางอยู่ในห้องกั้น ระหว่างที่นั่งกินข้าว เขาจึงเริ่มซักไซ้ไล่เลียงถึงที่มาของมัน
“แกไปเอาวิทยุพังๆ พวกนั้นมาจากไหนเยอะแยะ พ่อลองเปิดดูเห็นมีพัดลมเก่าอีกสองตัวด้วยนี่”
เลิ่งฮุ่ยคีบหน่อไม้ดองใส่ชามข้าวของตัวเองจนพูน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจ
“เอามาซ่อมน่ะสิ”
“พรืด!”
ซุนเสี่ยวจวนที่กำลังซดน้ำแกงถึงกับพ่นออกมา “แค่กๆ ขอโทษทีนะ ฉันกลั้นขำไม่ไหวน่ะ”
เธอยกมือเช็ดปากพลางหัวเราะเยาะ “ไม่ได้จะว่าหรอกนะฮุ่ยฮุ่ย แต่หลานซ่อมวิทยุเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่าว่าแต่ซ่อมเลย ชื่อชิ้นส่วนข้างในหลานรู้จักครบหรือยังเถอะ”
เลิ่งเหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เหยียดยิ้มเยาะเย้ยเสริมทัพแม่ของเธอ “ตลกชะมัดเลย พี่ไปเรียนซ่อมวิทยุมาตอนไหนเนี่ย ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้าขึ้นจากชามข้าว กวาดสายตามองไปรอบวงโต๊ะ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของเลิ่งเหมย
“ฉันจะซ่อมวิทยุเป็นหรือไม่เป็น มันเรื่องตลกตรงไหน” เธอสวนกลับเสียงเรียบ “แล้วที่สำคัญ ฉันจะทำอะไรมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยไม่ทราบ”
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนหน้าเลิ่งเหมยแข็งค้างไปทันที เธอหันไปมองคนรอบโต๊ะก่อนจะแสร้งทำท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ ก้มหน้าก้มตาเขี่ยข้าวในชาม
“ประสาท!” เลิ่งฮุ่ยบ่นพึมพำพร้อมกรอกตามองบนใส่ลูกพี่ลูกน้อง
“แกเอาเงินไปซื้อขยะพวกนี้มาเท่าไหร่?” เลิ่งผอจื่อถามเสียงแข็ง สายตาจ้องเขม็งมาที่หลานสาวคนโต
เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้วมองย่าของตัวเอง แล้วตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า “หนูจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวกับย่า เรื่องของหนู ย่าไม่ต้องมายุ่ง!”
“นี่แก...” เลิ่งผอจื่อยกมือขึ้นกุมหน้าอก ทำท่าเหมือนหายใจไม่ออกด้วยความโมโห
เลิ่งหย่งคังเห็นแม่ตัวเองมีอาการแบบนั้นก็ตวาดใส่ลูกสาวทันที “ไอ้ลูกไม่รักดี! แกพูดจากับย่าแบบนี้ได้ยังไง!”
“หนูก็พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ย่าเขาใจแคบเก็บเอาไปโกรธเอง จะมาโทษหนูได้ไง”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้เลิ่งผอจื่อหน้าเขียวคล้ำ นางเอามือกุมหน้าอกแน่น ร้องโอดโอยว่าเจ็บหน้าอกหายใจไม่ออก
เลิ่งหย่งคังและเลิ่งหย่งซิง สองพี่น้องรีบลุกกุลีกุจอเข้าไปประคองแม่ คอยลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจกันยกใหญ่
ถังหลินเคี้ยวข้าวอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะพูดลอยๆ ขึ้นมา “หามุขใหม่ๆ มาเล่นบ้างเถอะแม่ อย่าใช้แต่มุขเจ็บหน้าอกเดิมๆ ทุกครั้งเลย”
เลิ่งฮุ่ยหัวเราะเสริมแม่ “นั่นสิ ใช้มุขนี้บ่อยๆ ระวังจะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะนะ พอเจ็บหน้าอกขึ้นมาจริงๆ จะไม่มีใครเชื่อเอา”
“ดู... ดูมันพูดเข้า!”
เลิ่งผอจื่อร้องไห้โฮออกมา “นี่ฉันได้ลูกสะใภ้ประเภทไหนมาเนี่ย แล้วดูหลานแต่ละคนที่มันเลี้ยงมาสิ! นี่พวกแกกะจะแช่งให้ฉันตายให้ได้เลยใช่ไหม!”
ถังหลินวางตะเกียบลง “แม่ด่าฉันทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน ถ้าแม่รังเกียจลูกสะใภ้คนนี้นัก ก็บอกให้ลูกชายแม่หย่ากับฉันสิคะ”
ถังหลินแค่นหัวเราะกับคำด่าทอของแม่สามี ที่เอะอะก็สรรหาคำหยาบมาเรียกเธอว่า 'ตัวนั้น' 'สิ่งนี้' ไม่เคยให้เกียรติกัน ในเมื่อมองหน้ากันไม่ติดขนาดนี้ สู้หย่ากันไปให้จบๆ ต่างคนต่างอยู่จะได้มีความสุขเสียที
เลิ่งหย่งคังขมวดคิ้วแน่น หันไปตวาดใส่ภรรยาด้วยความรำคาญ “คุณหุบปากไปเลยนะ! แม่แค่บ่นคุณไม่กี่คำ มันเรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ถึงต้องมาทำเป็นเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ เป็นเพราะปกติผมดีกับคุณมากเกินไปหรือเปล่า คุณถึงได้ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไร!”
เลิ่งผอจื่อเห็นลูกชายเข้าข้างตัวเองก็เริ่มใจชื้น แอบส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้ถังหลิน
ถังหลินรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในชีวิต เธอรู้สึกสมเพชชะตากรรมของเจ้าของร่างเดิมจับใจ
“คุณดีกับฉันแค่ไหน ในใจคุณเองย่อมรู้ดี ส่วนเรื่องสถานะที่คุณพูดถึง งั้นคุณบอกฉันทีซิ ว่าสถานะของฉันมันควรวางไว้ตรงไหน?”
“คุณเป็นเมียผม การปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สามีมันเป็นหน้าที่ที่ลูกสะใภ้และลูกชายต้องทำ แม่ผมแก่ป่านนี้แล้ว จะอยู่ได้อีกกี่ปีเชียว คุณทำดีกับแกหน่อยไม่ได้หรือไง มีอะไรก็อดทนไว้สิ เดี๋ยวเรื่องมันก็ผ่านไป”
“นั่นมันแม่คุณ คุณอยากจะทนก็เรื่องของคุณ แต่ฉันไม่ทน!”
คุยกันไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า ถังหลินไม่อยากจะเถียงให้เสียสุขภาพจิต
เลิ่งหย่งคังชะงักไปครู่หนึ่ง พอเห็นภรรยาไม่ยอมลงให้เหมือนเคย ความโกรธก็พุ่งพล่านขึ้นมา
“คุณทนไม่ได้ก็ต้องทน! โบราณเขาว่าไว้ เป็นหญิงแต่งไก่ก็ต้องบินตามไก่ แต่งหมาก็ต้องวิ่งตามหมา แต่งขอทานก็ต้องเดินตามไปขอข้าว แต่งเข้าบ้านตระกูลเลิ่งแล้ว คุณก็ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่สามี อบรมสั่งสอนลูก ปรนนิบัติสามี
หลายปีมานี้ ผมเห็นว่าคุณทำงานเหนื่อย ผมเลยไม่เคยเข้มงวดเรื่องงานบ้านกับคุณ จนคุณลืมหน้าที่ของคนเป็นเมียไปหมดแล้ว! ช่วงหลังมานี้ยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน กล้าขึ้นเสียงด่าทอแม่ผม คุณลองออกไปดูโลกภายนอกบ้างนะ ว่ามีเมียบ้านไหนเขาทำตัวเหมือนคุณบ้าง!”
“ฉันไม่จำเป็นต้องทำตามใคร ฉันจะเป็นตัวของฉันเอง กฎเกณฑ์คร่ำครึที่คุณพ่นออกมา ฉันทำให้ไม่ได้สักข้อ ถ้าคุณยังจะฝืนบังคับให้ฉันต้องเป็นไปตามที่คุณต้องการ งั้นเราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่างมากก็แค่ทางใครทางมัน!”
เลิ่งเหมยมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึง เธอไม่คิดว่าป้าสะใภ้ที่ดูป่วยออดๆ แอดๆ จะกล้าลุกขึ้นมางัดข้อกับลุงได้ขนาดนี้ นี่ป้าไม่กลัวโดนลุงไล่ออกจากบ้านหรือไง?
เลิ่งฮุ่ยยกมือทั้งสองข้างขึ้นสนับสนุนทันที “แม่! หนูเชียร์แม่เต็มที่ หย่ากับพ่อไปเลย หนูจะพาแม่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มีความสุขกว่านี้ เราไม่ต้องมาทนรองมือรองตีนบ้านนี้อีกแล้ว!”
“แก... แก...”
เลิ่งหย่งคังโกรธจนหน้ามืดตามัว เขาไม่เคยเห็นลูกบ้านไหนยุให้พ่อแม่หย่ากันแบบนี้ นี่เขาเลี้ยงลูกภาษาอะไร ถึงได้กลายเป็นตัวล้างผลาญที่จ้องแต่จะก่อกบฏกับพ่อตัวเอง
ซุนเสี่ยวจวนรีบกระตุกแขนเสื้อเลิ่งฮุ่ย “นี่ยัยเด็กบ้า พ่อแม่ทะเลาะกัน แทนที่จะช่วยห้าม กลับไปยุให้รำตำให้รั่ว ถ้าเขาหย่ากันจริงๆ แกไม่กลัวแม่แกไปหาพ่อเลี้ยงใจร้ายมาตบตีแกหรือไง”
เลิ่งฮุ่ยสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างแรง
“พ่อแท้ๆ ก็ใช่ว่าจะดีกับฉันนักหรอกนะ ทีลูกสาวน้าป่วยเข้าโรงพยาบาล พ่อฉันวิ่งเต้นออกทั้งเงินออกทั้งแรง แต่พอแม่ฉันป่วยนอนโรงพยาบาลบ้าง กลับไม่เห็นแม้แต่เงาหัวพ่อ ไม่เห็นเขาจะเคยถามไถ่ฉันสักคำว่าเหนื่อยไหมที่ต้องไปเฝ้าไข้แม่”
เลิ่งผอจื่อเห็นจังหวะก็รีบขู่สำทับ “หย่าก็หย่าสิ! เจ้าใหญ่ หย่ากับมันไปเลย แม่จะคอยดูว่าถ้าไม่มีแก มันจะเหาะเหินเดินอากาศได้ไหม ตระกูลเลิ่งเราเลี้ยงดูมันดีเกินไป จนมันลืมกำพืดตัวเองไปหมดแล้ว!”
เลิ่งฮุ่ยแทบอยากจะปรบมือให้ย่าตัวเองจริงๆ ช่างเป็นการช่วยชงที่ยอดเยี่ยมมาก
และก็เป็นไปตามคาด ถังหลินตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนชี้หน้าประกาศก้อง
“หย่าก็หย่า! ถ้าใครไม่กล้าหย่าขอให้เป็นลูกหมา! เลิ่งหย่งคัง พรุ่งนี้เราไปอำเภอกันเลย!”
เลิ่งหย่งคังแอบลอบสังเกตสีหน้าของสองแม่ลูกถังหลินและเลิ่งฮุ่ย แทนที่จะเห็นความเสียใจ เขากลับเห็นแต่ความตื่นเต้น ดีใจ และแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง หัวใจเขากระตุกวูบ
แย่แล้ว... ท่าทางจะเอาจริง!
แต่ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย มันค้ำคอจนเขาไม่สามารถยอมรับผิดได้ในเวลานี้ เขาจึงได้แต่ยืดคอแข็งตอบกลับไปอย่างดื้อรั้น
“ถังหลิน การหย่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คุณคิดให้ดีนะ ถ้าหย่ากันแล้ววันหลังคุณซมซานกลับมาขอคืนดี ผมไม่เอาด้วยนะบอกไว้ก่อน”
เลิ่งผอจื่อเห็นลูกชายเสียงแข็งก็รีบสุมไฟต่อ “จะกลับมาเหรอ ฝันไปเถอะ! ถ้าพวกแกหย่ากันเมื่อไหร่ แม่จะหาเมียใหม่ให้แกทันที เอาแบบสาวบริสุทธิ์สะโพกใหญ่ๆ จะได้มีลูกชายให้แกหัวปีท้ายปี สักสิบคนแปดคน ให้อกแตกตายกันไปข้างนึงเลย!”
“แม่! อย่าพูดจาเลอะเทอะแบบนั้นสิ โบราณเขาถือนะ สร้างวัดเจ็ดวัดยังได้บุญไม่เท่าลบล้างการหย่าร้าง แม่ไปยุให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เลิกกัน ไม่กลัวบาปกรรมหรือไง!”
ซุนเสี่ยวจวนเริ่มร้อนรนเมื่อเห็นสถานการณ์กำลังบานปลายจนกู่ไม่กลับ
ถ้าบ้านใหญ่หย่ากันจริงๆ แล้วครอบครัวเธอจะไปซุกหัวนอนที่ไหน? ใครจะเป็นคนหาเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน?
[จบบท]