บทที่ 3: ลองแตะตัวลูกดูสิ
เลิ่งหย่งคังยกมือขึ้นเกาจมูกเบาๆ ท่าทางดูไม่ยี่หระ แต่คำพูดที่พ่นออกมานั้นช่างกวนประสาทจนคนฟังแทบอยากจะกระอักเลือดตาย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผ่าตัดแล้วก็พักรักษาตัวไปดีๆ เถอะ อย่าเอะอะก็โมโห เดี๋ยวอารมณ์ขึ้นแล้วแผลปริจะยุ่งเอา”
ถังหลินแค่นเสียงฮึในลำคออย่างเย็นชา เธอรู้ดีว่าขืนโมโหตอนนี้ คนที่เจ็บตัวก็คือเธอเองเพราะแผลผ่าตัดจะสะเทือน ดังนั้นเพื่อร่างกายนี้ เธอจำต้องข่มอารมณ์อดทนไปก่อนสักสองสามวัน
ทางด้านเลิ่งฮุ่ยยกชามข้าวต้มขึ้นซดน้ำข้าวคำสุดท้ายจนเกลี้ยง จากนั้นจึงใช้หลังมือเช็ดปากลวกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นถามพ่อบังเกิดเกล้า
“แม่เจ็บหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลขนาดนี้ พ่อไปช่วยลาหยุดที่โรงงานให้แม่หรือยัง”
ใช่ เรื่องนี้สำคัญที่สุด ถังหลินหันขวับไปมองหน้าเลิ่งหย่งคังทันที
สายตาของเธอพิจารณาผู้ชายตรงหน้าอย่างละเอียด เครื่องหน้าของเขาถือว่าดูดีสมส่วน เพียงแต่แก้มตอบซูบผอมจนเสียรูปไปหน่อย ส่วนความสูงกะด้วยสายตาน่าจะไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร
ส่วนเรื่องนิสัยใจคอนั้นไม่ต้องพูดถึง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่สเปกของเธอเลยสักนิด
เลิ่งหย่งคังไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าสองแม่ลูกตรงหน้าถูกเปลี่ยนวิญญาณข้างในไปแล้ว และยิ่งไม่รู้ความคิดในใจของภรรยาที่กำลังประเมินเขาอยู่ เขาจึงพูดปลอบใจด้วยความเข้าใจของตัวเอง
“พวกคุณไม่ต้องร้อนใจไปหรอก เมื่อตอนบ่ายผมแวะไปจัดการให้แล้ว ลางานเรียบร้อย อีกไม่กี่วันนี้คุณก็นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลให้สบายใจเถอะ เรื่องที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วง”
คำพูดประโยคนี้ยังพอฟังเข้าหูอยู่บ้าง ถังหลินจึงทำเพียงส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ ไม่ได้โต้แย้งอะไร
ทว่าเลิ่งฮุ่ยกลับไม่ปล่อยผ่าน เธอยิงคำถามต่อทันที
“แล้วย่าว่ายังไงบ้าง ย่าไม่ได้ให้พ่อเอาเงินของวันนี้ไปคืนใช่ไหม”
ถึงแม้ถังหลินจะไม่มีความทรงจำของร่างเดิมจึงไม่รู้วีรกรรมความร้ายกาจของเลิ่งผอจื่อ แต่เลิ่งฮุ่ยนั้นมีความทรงจำครบถ้วน เธอรู้ดีว่าย่าของเธอเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมเสียเปรียบให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น การที่คนอย่างย่าถูกแย่งเงินไปแล้วไม่มาอาละวาดให้โรงพยาบาลแตก ย่อมเป็นเรื่องผิดปกติจนน่าสงสัย
การที่ย่าไม่มาโวยวายที่นี่ เป็นไปได้ว่าต้องมีข้อแลกเปลี่ยนหรือการชดเชยอย่างอื่น
เลิ่งหย่งคังได้ยินลูกสาวถามดักคอแบบนั้นก็ทำหน้าลำบากใจ
“ย่าของลูกก็เป็นคนปากร้ายใจดีแบบนั้นแหละ อย่าไปถือสาแกเลย เอาไว้เงินเดือนพ่อออกเมื่อไหร่ ค่อยเอาไปใช้คืนย่าเขาก็หมดเรื่อง”
พอได้ยินคำตอบ เลิ่งฮุ่ยก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่ได้
“ถ้าหนูจำไม่ผิด เงินเดือนของแม่กับของพ่อเมื่อก่อนก็ยกให้ย่าเก็บหมดไม่ใช่เหรอ ตอนนั้นย่าบอกเองว่าคนกันเองใครเก็บเงินก็เหมือนกัน แล้วทำไมพอแม่เจ็บป่วยต้องผ่าตัด ถึงกลายเป็นว่าต้องคิดเงินแยกต่างหากล่ะ ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ย่าเอาเงินออกมาช่วยรักษาแม่มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือไง จู่ๆ จะมาให้พ่อหาเงินไปคืนตอนนี้ พ่อจะเอาปัญญาที่ไหนไปคืน”
นั่นสิ จะเอาอะไรไปคืน?
เงินเดือนแทบทั้งหมดก็ต้องส่งให้แม่ตัวเองดูแล
ลำพังเงินเศษย่อยที่เหลือติดตัวไว้ใช้จ่ายจิปาถะสำหรับสามชีวิตพ่อแม่ลูกในแต่ละเดือน แทบจะไม่พอประทังชีวิตด้วยซ้ำ จะมีเงินเก็บเหลือได้อย่างไร
เลิ่งหย่งคังยกมือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความอับจนหนทาง ก่อนจะเสนอความคิดที่ทำให้คนฟังแทบช็อก
“ต่อไปพวกเราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายกันหน่อย บวกกับเงินที่ลูกรับจ้างปิดกล่องไม้ขีดกับทำงานพาร์ทไทม์ กัดฟันสู้ไปจนถึงสิ้นปีน่าจะใช้หนี้แม่หมด”
สองแม่ลูกในห้องพักผู้ป่วยได้ยินประโยคนี้ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
ตัวเองไร้น้ำยา ไม่กล้าขัดใจแม่จอมบงการไม่พอ ยังกล้ามีความคิดจะขูดรีดลูกสาวตัวเองอีก แม้แต่เงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กหามาได้ก็ยังจะเอาไปโปะหนี้ นี่มันคุณพ่อ ‘ยอดกตัญญู’ ประเภทไหนกัน
หากไม่ใช่เพราะถังหลินเพิ่งผ่าตัดจนขยับตัวลำบาก เธอคงจะลุกขึ้นไปตบหน้าผู้ชายคนนี้สักฉาดใหญ่ๆ
เธออยากจะถามเขานักว่า 'ตัวเองไม่มีปัญญาหาเงิน แล้วมีหน้าอะไรมาให้ลูกสาวช่วยใช้หนี้แทน'
ยิ่งไปกว่านั้น นี่มันคือการสูบเลือดสูบเนื้อลูกเมียตัวเองเพื่อไปปรนเปรอแม่ม่ายที่ลำเอียงและเห็นแก่ตัวชัดๆ
เลิ่งฮุ่ยเองก็ทนไม่ไหว เธอไม่คิดจะรักษาน้ำใจอีกต่อไป หญิงสาวแค่นหัวเราะเสียงเย็นพลางชี้นิ้วไปที่ประตูห้อง
“วันนี้แม่เพิ่งผ่าตัด ต้องการเวลาพักผ่อน รบกวนพ่ออย่ามายืนเกะกะแถวนี้ รีบออกไปได้แล้ว!”
พอโดนลูกสาวไล่ตะเพิดต่อหน้า เลิ่งหย่งคังก็หน้าตึงขึ้นมาทันทีด้วยความไม่พอใจ
“เอ๊ะ ลูกพูดจากับพ่อแบบนี้ได้ยังไง ไม่มีสัมมาคารวะ...”
เลิ่งฮุ่ยไม่อยากฟังคำสั่งสอนจอมปลอม “ออกไปสิโว้ย!”
เสียงตวาดลั่นที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาเลิ่งหย่งคังสะดุ้งโหยง พอตั้งสติได้ว่าตัวเองถูกลูกสาวข่มขวัญ เขาก็รู้สึกอับอายระคนโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง นิ้วสั่นระริกชี้หน้าเลิ่งฮุ่ย
“แก... แก... นังลูกอกตัญญู ดูท่าแกอยากจะลองดีสินะ ฉันจะ...”
เลิ่งหย่งคังเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบสั่งสอนลูกสาว
“คุณลองแตะตัวลูกดูสิ”
เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นขัดจังหวะ ถังหลินจ้องมองสามีด้วยสายตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องเหยื่อ แววตานั้นว่างเปล่าไร้ความรู้สึกราวกับกำลังมองซากศพ มันสื่อความหมายชัดเจนว่าหากฝ่ามือนั้นฟาดลงไป เธอพร้อมจะแลกด้วยชีวิตเพื่อจัดการเขาให้ตายตกไปตามกัน
เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เลิ่งหย่งคังก็รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขาขลาดกลัวจนไม่กล้าสบตาภรรยา จึงหันหน้าหนีไปทางอื่น แต่กลับต้องไปสบเข้ากับสายตาอาฆาตมาดร้ายของเลิ่งฮุ่ยอีกคน ทำให้ขนทั่วร่างลุกซู่ด้วยความสยดสยอง
เลิ่งหย่งคังทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องรีบพาตัวเองหนีออกจากห้องพักผู้ป่วยอย่างทุลักทุเล ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียววนเวียนอยู่
แม่ลูกคู่นี้บ้าไปแล้วแน่ๆ
เขาเป็นถึงสามีและพ่อของพวกเธอ ทำไมพวกเธอถึงกล้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่เขาขนาดนี้
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ... มันคือความหวาดหวั่นที่อธิบายไม่ได้
ใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
ภายในห้องพัก หลังจากคนน่ารำคาญจากไปแล้ว ถังหลินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วยนัก
“ลูกไม่น่ารีบไปแตกหักกับเขาเร็วขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะรอให้แม่ได้ออกจากโรงพยาบาลก่อน”
เลิ่งฮุ่ยลุกเดินไปปิดประตูห้องให้สนิท
ห้องพักฟื้นนี้เป็นห้องรวมขนาดสามเตียง แต่ตอนนี้มีแค่พวกเธอแม่ลูกอยู่กันตามลำพัง คืนนี้เลิ่งฮุ่ยสามารถนอนเฝ้าไข้บนเตียงว่างข้างๆ ได้ ซึ่งถือว่าสะดวกสบายกว่าที่คิด
อย่างน้อยก็นอนสบายกว่าที่บ้านเป็นไหนๆ
บ้านของตระกูลเลิ่งนั้นอาศัยอยู่รวมกันถึงสามครอบครัว รวมสิบชีวิต แต่มีพื้นที่เพียงห้องเดียว ขนาดกว้างสี่เมตร ยาวหกเมตร
สมาชิกตระกูลเลิ่งใช้วิธีกั้นห้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วน กลายเป็นสามห้องเล็กๆ เรียงกัน
ครอบครัวของเลิ่งหย่งคัง ถังหลิน และเลิ่งฮุ่ย ต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องในสุด
ห้องตรงกลางเป็นของครอบครัวน้องชายอย่างเลิ่งหย่งซิงที่มีสมาชิกห้าคน
ส่วนห้องด้านหน้าสุดติดประตูทางเข้า นอกจากจะเป็นห้องนอนของเลิ่งผอจื่อแล้ว ยังใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับกินข้าวและรับแขกของทุกคนในบ้าน
แค่นึกภาพตามก็จินตนาการออกแล้วว่าบ้านตระกูลเลิ่งนั้นแออัดยัดเยียดขนาดไหน
อันที่จริง ไม่ใช่แค่บ้านตระกูลเลิ่งที่คับแคบ ในยุคสมัยนี้ที่พักอาศัยของคนทั่วไปในเมืองต่างก็ขาดแคลนและแออัดกันทั้งนั้น
เลิ่งฮุ่ยถอดรองเท้าแล้วเอนตัวพิงเตียงข้างๆ สายตามองไปที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของถังหลิน ก่อนจะแค่นเสียงในลำคอ
“หนูก็อยากจะคุยดีๆ กับเขาเหมือนกัน แต่ผู้ชายคนนั้นมันน่าโมโหจริงๆ ความเป็นพ่อเป็นผัวไม่มีสักนิด แม่ผ่าตัดใหญ่ขนาดนี้ แทนที่เขาจะคิดหาของบำรุงมาให้แม่กิน ดันมาจ้องจะเอาเงินเก็บส่วนตัวของหนูไปใช้หนี้แทน แล้วจะให้หนูยิ้มให้เขาลงได้ยังไง”
ถังหลินถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาสลบยังตกค้าง หรือเพราะร่างกายอ่อนแอจากการผ่าตัด พอทุกอย่างสงบลง เธอก็เริ่มรู้สึกหนังตาหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง
“ช่างเถอะ นอนก่อนดีกว่า มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
ขณะหลับตาลง เธอดันเผลอคิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่า... ถ้าพลังพิเศษติดตัวมาด้วยก็คงดี เธอจะได้ใช้มันรักษาตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดนี้ได้บ้าง
เลิ่งฮุ่ยเห็นแม่เพลียก็ไม่กวนอีก วันนี้ถึงเธอจะบาดเจ็บไม่มาก แต่ร่างกายก็มีรอยถลอกฟกช้ำหลายแห่ง แถมหัวยังปูดโนเป็นลูกมะนาว ถ้าไม่รีบพักผ่อนร่างกายคงฟื้นตัวยาก
[จบบท]