บทที่ 37: เกิดมาต้านลม เติบโตหาตะวัน
เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างกายเลิ่งหย่งคังเห็นเขายืนเหม่อมองไปทางอื่นจึงเอาศอกกระทุ้งแขนเขาเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“หย่งคัง ผู้หญิงคนนั้นนายรู้จักเหรอ”
เลิ่งหย่งคังหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ลูกสาวคนเล็กของฉันเอง”
“ลูกสาวนายโตขนาดนี้แล้วเชียวหรือ เห็นมากับช่างเทคนิค น่าจะเป็นคนจากโรงงานเครื่องจักรใช่ไหม ลูกสาวนายทำงานที่โรงงานเครื่องจักรเหรอเนี่ย งานดีใช้ได้เลยนะ”
แววตาของเพื่อนร่วมงานคนนั้นฉายความอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบถามต่อ
“หย่งคัง ลูกสาวนายมีแฟนหรือยัง ถ้ายังไม่มี ฉันขอแนะนำให้รู้จักกับลูกชายฉันหน่อยได้ไหม”
อีกฝ่ายเริ่มบรรยายสรรพคุณลูกชายตัวเองทันที
“นายก็รู้จักลูกชายฉันดีนี่ เจ้านั่นขยันมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ทำงานอยู่ที่สำนักงานเขต ถึงงานจะไม่ได้ดูโก้หรูเท่าโรงงานเครื่องจักรของลูกสาวนาย แต่ข้อดีคือไม่ต้องทำงานหนัก ต่อไปถ้าแต่งงานกันก็จะมีเวลาดูแลครอบครัวได้สบาย”
เลิ่งหย่งคังกรอกตามองบนใส่อีกฝ่ายทันที
“นี่มันเวลางาน รีบกลับไปประจำที่ของนายซะ อย่าให้เกิดเรื่องจนฉันต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
เมื่อได้รับสายตาอิจฉาจากเพื่อนร่วมงาน เลิ่งหย่งคังจึงเลือกที่จะเงียบ ไม่ได้อธิบายความจริงว่าเลิ่งฮุ่ยมาทำงานแทนถังหลิน เพราะขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของโรงงาน
เฉินจงเซี่ยงยืนอยู่ข้างเครื่องจักรขนาดใหญ่ เขาหันมาพูดกับเลิ่งฮุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“นี่คือเครื่องรีดเหล็กขนาดกลาง”
เขาชี้ไปที่ตัวเครื่องก่อนจะตั้งคำถาม
“ตอนเริ่มเดินเครื่องจะมีเสียงดังผิดปกติ เธอคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่ส่วนไหน”
นี่เขากำลังทดสอบเธออยู่หรือเปล่า
เลิ่งฮุ่ยลอบคิดในใจ เฉินจงเซี่ยงคงลืมไปแล้วกระมังว่าเธอเป็นเพียงคนมาทำงานแทนแม่ ไม่ใช่ช่างเทคนิคตัวจริง
เฉินจงเซี่ยงไม่ได้รอคำตอบจากเธอในทันที เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มเดินเครื่อง เสียงโลหะเสียดสีกันดังแสบแก้วหู ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เขาเดินวนรอบเครื่องจักรหนึ่งรอบเพื่อฟังเสียงให้ชัดเจน ก่อนจะกลับมาปิดสวิตช์
เมื่อเสียงเครื่องจักรเงียบลง เฉินจงเซี่ยงจึงหันกลับมาถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่รู้เหรอ”
คราวนี้เลิ่งฮุ่ยไม่มีทีท่าลังเล เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ในเมื่อช่างเทคนิคของโรงงานรีดเหล็กเองยังซ่อมไม่ได้ ก็แสดงว่าไม่ใช่ปัญหาพื้นฐานหรือเรื่องระบบหล่อลื่นแน่นอนค่ะ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อเรียบเรียงความคิด
“ถ้าตัดสองประเด็นนั้นออกไป ก็น่าจะเหลือแค่ปัญหาเรื่องลูกกลิ้ง ความขัดข้องของระบบส่งกำลัง ปัญหาที่ข้อต่อเพลา หรือไม่ก็มอเตอร์ขัดข้อง เครื่องจักรตัวนี้ดูเหมือนนำเข้าจากต่างประเทศ เราไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีของเขา คงต้องไล่ตรวจสอบไปทีละจุด ปัญหาน่าจะแก้ได้ค่ะ”
ตอนที่เฉินจงเซี่ยงโยนคำถามนี้ เขาไม่ได้คาดหวังว่าเลิ่งฮุ่ยจะตอบได้ลึกซึ้งขนาดนี้
ทว่าคำตอบของเธอกลับทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เลว รู้จักคิดวิเคราะห์แบบนี้ แสดงว่าปกติแม่ของเธอคงสอนเรื่องเครื่องจักรให้บ้างสินะ”
เลิ่งฮุ่ยทำได้เพียงพยักหน้ารับสมอ้างไปตามน้ำ
ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ จึงเตรียมลงมือถอดประกอบเครื่องจักร แต่หลี่หมิงจื้อเจ้าหน้าที่ของโรงงานรีดเหล็กกลับมีท่าทีกังวลใจ เขารีบเข้ามาขวางทั้งสองคนไว้
“ช่างเฉิน เครื่องจักรตัวนี้ทางโรงงานเราทุ่มทุนมหาศาลนำเข้ามาจากต่างประเทศ ถ้าถอดออกมาแล้ว พวกคุณแน่ใจนะว่าจะหาสาเหตุเจอแล้วประกอบกลับคืนได้เหมือนเดิม”
เฉินจงเซี่ยงถอยหลังออกมาสองก้าว ก่อนจะกอดอกมองอีกฝ่าย
“พวกคุณไม่ไว้ใจงั้นสิ ผมรับปากไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ถ้าจะซ่อมมันก็ต้องถอดออกมาดูไม่ใช่หรือไง คุณเห็นผมเป็นเทวดาเหรอถึงจะได้แค่มองแล้วเสกให้หายพังได้ ก่อนที่ผมจะลงมือถอด พวกคุณไปปรึกษากันให้ดีก่อนแล้วกันว่าจะให้ทำไหม”
เลิ่งฮุ่ยเห็นท่าทีลังเลของอีกฝ่ายจึงพูดเสริมขึ้นมาบ้าง
“ในเมื่อพวกคุณเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจากโรงงานเรา ถ้าแม้แต่ความไว้วางใจขั้นพื้นฐานยังไม่มี แล้วเราจะทำงานร่วมกันต่อไปได้ยังไงคะ ถ้าพวกคุณไม่เชื่อใจจริงๆ พวกเราก็จะเก็บเครื่องมือกลับเดี๋ยวนี้ จะได้ไม่เสียเวลาอันมีค่าของทั้งสองฝ่าย”
เธอจ้องหน้าหลี่หมิงจื้อเขม็ง
“พวกคุณต้องเข้าใจด้วยนะคะว่าช่วงนี้ช่างเทคนิคของฝ่ายเราต้องออกไปซ่อมเครื่องจักรการเกษตรในชนบทกันเยอะ งานที่โรงงานเราเองก็ยุ่งมากเหมือนกัน”
หลี่หมิงจื้อถึงกับพูดไม่ออก
ทำไมเด็กฝึกงานถึงได้ปากคอเราะร้ายกว่าช่างเทคนิคเสียอีก
เฉินจงเซี่ยงเห็นท่าทีของลูกศิษย์จำเป็นแล้วก็นึกขำ เขาแสร้งโยนประแจลงในกระเป๋าเครื่องมือเสียงดัง
“เอางี้ไหม พวกคุณลองไปเชิญหวงจงกงจากโรงงานเครื่องจักรกลมณฑลมาซ่อมให้ดีกว่า ฝีมือพวกเราเทียบท่านไม่ได้หรอก ถ้าท่านยอมมา เครื่องรีดเหล็กเครื่องนี้คงซ่อมได้แน่นอน”
หลี่หมิงจื้อตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าเขาสามารถเชิญระดับหวงจงกงมาได้ เขาคงไม่ต้องมายืนกลุ้มใจอยู่นี่หรอก
เขาขบกรามแน่นก่อนจะตัดสินใจ
“ลองดู... ลองซ่อมดูก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปหาทางเชิญหวงจงกงมาอีกที”
ถ้าปัญหาเรื่องเครื่องจักรไม่ได้รับการแก้ไข แผนการผลิตเดือนนี้คงพังไม่เป็นท่าแน่
“ลองก็ลอง แต่ผมบอกไว้ก่อนนะ ถ้าถอดออกมาแล้วประกอบกลับไม่ได้ ห้ามมาโทษผมเด็ดขาด”
เฉินจงเซี่ยงพูดดักคอด้วยสีหน้าจริงจัง
คำพูดนั้นทำเอาหลี่หมิงจื้อและพรรคพวกหน้าซีดเผือด ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม
ความกระวนกระวายใจของพวกหลี่หมิงจื้อไม่ได้อยู่ในความสนใจของเฉินจงเซี่ยงและเลิ่งฮุ่ยเลยแม้แต่น้อย ที่เฉินจงเซี่ยงพูดแบบนั้นก็แค่อยากจะแกล้งขู่ เพราะหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายไม่ให้เกียรติกันตั้งแต่แรก
เฉินจงเซี่ยงไม่เคยซ่อมเครื่องจักรรุ่นนี้มาก่อน เขาจึงไม่กล้าประมาทและลงมือด้วยความระมัดระวังจนดูเหมือนเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง
ผิดกับเลิ่งฮุ่ยที่เป็นลูกมือ เธอกลับหยิบจับเครื่องมืออย่างคล่องแคล่ว ทั้งถอดน็อต ถอดชิ้นส่วนภายนอก การเคลื่อนไหวลื่นไหลเป็นธรรมชาติจนคนนอกที่มองมาอาจเข้าใจผิดว่าเธอคือช่างใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นแค่ลูกมือฝึกหัด
หลี่หมิงจื้อกับทีมงานยืนลุ้นจนหัวใจแทบจะวาย แต่ก็เบาใจลงได้บ้างเมื่อเห็นเลิ่งฮุ่ยจัดวางชิ้นส่วนที่ถอดออกมาเรียงตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการประกอบกลับคืน
ผ่านไปสักพัก เลิ่งฮุ่ยก็เอ่ยขึ้น
“อาเฉินคะ หนูเจอสาเหตุแล้ว ตรงเพลาส่งกำลังมีเฟืองขบกันไม่สนิท แล้วก็มีฟันเฟืองหักด้วยค่ะ”
หลี่หมิงจื้อรีบพาทีมซ่อมบำรุงกรูเข้ามามุงดูทันที
“ตรงไหน”
เลิ่งฮุ่ยชี้จุดที่มีปัญหาให้ดูทีละจุด
“ต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ค่ะ ทางโรงงานคุณมีอะไหล่สำรองเก็บไว้บ้างไหม”
“มีๆ ตอนซื้อเครื่องจักรตัวนี้ เราสั่งอะไหล่สำรองมาพร้อมกันด้วย เดี๋ยวผมจะรีบให้คนไปเบิกจากคลังมาเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริง ความตึงเครียดบนใบหน้าของหลี่หมิงจื้อก็คลายลง เขาหันไปสั่งงานลูกน้องเสียงดังลั่น
ส่วนเฉินจงเซี่ยงตรวจสอบลูกกลิ้งอย่างละเอียด ไม่พบปัญหาใหญ่อะไร นอกจากระบบหล่อลื่นที่ไม่ดีเท่าที่ควร เครื่องจักรขาดการทำความสะอาดและหยอดน้ำมันมานานมาก
นอกจากนี้ ตอนที่ถอดเครื่องออกมา เขายังพบน็อตหลายตัวหลวมคลอน อาจเป็นเพราะเครื่องจักรราคาแพงจนช่างของที่นี่ไม่กล้าแตะต้อง ใช้งานมานานโดยไม่มีการตรวจสอบตามระยะเวลา จึงสะสมปัญหาจนลุกลาม
เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา การซ่อมแซมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป กว่าจะประกอบเครื่องกลับและทดสอบระบบจนเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมง เหลืออีกเพียงสิบกว่านาทีก็จะถึงเวลาเลิกงาน
เฉินจงเซี่ยงยกข้อมือดูนาฬิกาแล้วยิ้มออกมา วันนี้โชคดีที่ไม่ต้องอยู่ทำโอที
เขาล้างมือล้างหน้าจนสะอาด พอดีกับสัญญาณเลิกงานดังขึ้น ก่อนกลับ หลี่หมิงจื้อได้มอบตั๋วอุตสาหกรรมให้พวกเขาทั้งสองคนคนละหลายใบ เพื่อเป็นสินน้ำใจสำหรับความเหนื่อยยากในวันนี้
เลิ่งฮุ่ยรับไว้โดยไม่ปฏิเสธ เฉินจงเซี่ยงที่ตั้งใจจะเล่นตัวปฏิเสธตามมารยาทสักหน่อย แต่พอเห็นเด็กสาวรับไปหน้าตาเฉย เขาเลยได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วรับตั๋วนั้นมายัดใส่กระเป๋าเสื้อบ้าง
หลังจากร่ำลาหลี่หมิงจื้อเรียบร้อย เฉินจงเซี่ยงก็จูงจักรยานเดินออกมาพร้อมกับเลิ่งฮุ่ย
“สหายเลิ่งฮุ่ย เดี๋ยวเธอต้องกลับเข้าไปที่โรงงานอีกไหม ถ้าไป เดี๋ยวฉันปั่นจักรยานไปส่ง”
“ไม่ไปแล้วค่ะ หนูจะขึ้นรถเมล์หน้าโรงงานนี้กลับบ้านเลย”
“โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะปั่นจักรยานกลับบ้านเลยเหมือนกัน”
เลิ่งฮุ่ยยืนมองเฉินจงเซี่ยงปั่นจักรยานออกไปจนลับตา เธอเตรียมตัวจะเดินไปรอรถเมล์ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นเลิ่งหย่งคังกำลังเข็นจักรยานเดินออกมาจากประตูโรงงานพอดี
เยี่ยมเลย ไม่ต้องเสียเงินขึ้นรถเมล์แล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน เลิ่งหย่งคังอดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยถามขึ้นมา
“แม่เขาสอนลูกซ่อมเครื่องจักรตั้งแต่เมื่อไหร่”
เขาข้องใจเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้ว
วันนี้หลี่หมิงจื้อประทับใจที่ซ่อมเครื่องจักรได้สำเร็จ แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกตื่นตะลึงมากกว่า
เด็กสาวที่เขาคิดว่าไม่ประสีประสาเรื่องงานช่าง จู่ๆ กลับหยิบจับเครื่องมือซ่อมเครื่องจักรใหญ่โตได้คล่องแคล่วขนาดนี้ คนเป็นพ่อจะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร
เลิ่งฮุ่ยนั่งซ้อนท้ายจักรยาน ปะทะกับลมหนาวจนจมูกแดง เธสูดจมูกฟุดฟิดก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ตั้งแต่หนูยังเด็กๆ เวลาปิดเทอมแม่พาไปเล่นที่โรงงาน แม่ก็เริ่มสอนแล้วค่ะ”
เลิ่งหย่งคังพยักหน้ารับรู้ จากท่าทางอันชำนาญในการถอดประกอบเครื่องจักรวันนี้ ดูออกเลยว่าไม่ใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ในเวลาแค่ปีหรือสองปี
ลูกสาวคนเล็กของเขาเติบโตขึ้นมากโดยที่เขาไม่ทันได้สังเกต เลิ่งหย่งคังรู้สึกภูมิใจในตัวลูกสาวอย่างที่สุด
แต่ทว่าลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกหน่วงๆ ผสมปนเปกัน และยังไม่ทันที่เขาจะได้ตกผลึกความคิด จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากมุมถนน ตัดหน้าจักรยานของเขาอย่างกระชั้นชิด
เลิ่งหย่งคังตกใจจนหักแฮนด์จักรยานส่ายไปมา โชคดีที่เขากำเบรกไว้ได้ทันท่วงที
[จบบท]