บทที่ 60: อารมณ์ชั่ววูบกับคำพูดสิ้นคิด
ถังหลินเลิกงานแล้ว เธอเข็นจักรยานเดินออกมาจนถึงหน้าประตูโรงงาน ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงคือการได้พบกับฉีหนวนหยางอีกครั้งในเวลานี้
“รองผู้อำนวยการฉี”
“สหายถัง เลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้านเหรอครับ”
ถังหลินส่งยิ้มบางๆ ให้เขาพลางตอบกลับ “ใช่ค่ะ บ้านอยู่ไกลจากโรงงานพอสมควร เลิกงานแล้วก็ไม่มีธุระที่ไหน ต้องรีบกลับบ้านเร็วหน่อยค่ะ”
“กลับเร็วหน่อยก็ดีครับ ฟ้ามืดแล้วผู้หญิงอยู่ข้างนอกคนเดียวไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่” ฉีหนวนหยางเข็นจักรยานเดินเคียงคู่ไปกับเธอจนพ้นประตูโรงงาน
เมื่อเดินพ้นเขตโรงงานมาแล้ว ถังหลินก็หยุดเดินที่ริมถนน ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มข้างกายด้วยแววตาซาบซึ้งใจ
“เรื่องการเสนอชื่อสอบเลื่อนระดับฉันต้องขอบคุณคุณมากนะคะที่ช่วยผลักดัน ถ้าไม่ได้พวกคุณช่วยพูดให้ เกรงว่าเรื่องคงไม่ราบรื่นขนาดนี้”
ฉีหนวนหยางไม่ได้ถือเอาความดีความชอบเข้าตัว เขายิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วโบกมือปฏิเสธเบาๆ
“ทางโรงงานเราไม่มีทางปล่อยให้คนเก่งๆ ต้องถูกมองข้ามหรอกครับ ต่อให้ไม่มีผม ทางโรงงานก็ต้องอนุมัติอยู่ดี”
ถังหลินมองดูชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตรงหน้า ใบหน้าของเขามักจะประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกสบายใจราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิเสมอ เธออดสงสัยไม่ได้ว่านิสัยแบบนี้เป็นเนื้อแท้ของเขามาตั้งแต่เด็ก หรือเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่กันแน่
“ยังไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดีค่ะ”
“เราสองคนถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าเวลาอยู่นอกเวลางาน คุณจะเรียกชื่อผมตรงๆ ก็พอ”
ถังหลินหัวเราะเบาๆ ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่ถึงขั้นสนิทสนมขนาดนั้น การจะให้เรียกชื่อจริงของเขาดูจะลิ้นพันกันไปหน่อย เรียกตำแหน่งรองผู้อำนวยการฉีดูจะเข้าปากมากกว่า
ฉีหนวนหยางที่กำลังคาดหวังว่าจะได้ยินถังหลินเรียกชื่อตัวเอง ก็ต้องชะงักไปเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งด้านหลังของหญิงสาว คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ถังหลินสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นจึงหันหลังกลับไปมองตามสายตาของเขา และพบว่าเลิ่งหย่งคังกำลังเข็นจักรยานเดินตรงเข้ามาหา
“คุณมาทำไม?”
เลิ่งหย่งคังมองใบหน้าของถังหลินที่เดิมทีเปื้อนรอยยิ้ม แต่พอหันมาเจอเขา รอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปจนหมดสิ้น หัวใจของเขากระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นขึ้นมาในอก คำพูดที่หลุดปากออกมาจึงเจือไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ผมมาขัดจังหวะพวกคุณหรือเปล่า?”
คิ้วเรียวของถังหลินขมวดมุ่นทันที “อย่ามาโยงเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีธุระอะไรก็พูดมา คุณมาหาฉันมีเรื่องอะไร?”
เลิ่งหย่งคังไม่ได้ตอบคำถามของถังหลินในทันที สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองสำรวจฉีหนวนหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า
ฉีหนวนหยางปล่อยให้อีกฝ่ายจ้องมองได้ตามสบาย พร้อมกับยื่นมือออกไปทักทายอย่างเปิดเผย
“สวัสดีครับ ผมฉีหนวนหยาง ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงงานเครื่องจักรครับ”
เลิ่งหย่งคังฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก เขาจำใจยื่นมือไปจับตอบ
“สวัสดีครับ รองผู้อำนวยการฉี ผมเลิ่งหย่งคัง เป็นอดีตสามีของถังหลิน และเป็นพ่อแท้ๆ ของเลิ่งฮุ่ย ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
แม้จะสัมผัสได้ถึงเจตนายั่วยุจากคำแนะนำตัวนั้น แต่ฉีหนวนหยางก็ยังคงรักษารอยยิ้มสุภาพเอาไว้ได้ ราวกับไม่ใส่ใจสถานะที่อีกฝ่ายพยายามเน้นย้ำ
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที เมื่อก่อนผมเคยได้ยินถังหลินพูดถึงคุณอยู่บ้าง”
เลิ่งหย่งคังที่ได้ยินประโยคนั้น รอยยิ้มฝืนๆ บนหน้าแทบจะพังทลายลง “ถังหลินเคยพูดถึงผมให้คุณฟังด้วยเหรอ?”
ถังหลินที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่อยากจะหักหน้าฉีหนวนหยางต่อหน้าคนอื่น จึงได้แต่ลอบถลึงตาใส่เขาไปหลายที โกหกหน้าตายแบบนี้ คอยดูเถอะว่าจะแก้ตัวยังไง
ฉีหนวนหยางรับรู้ได้ถึงสายตาคาดโทษจากถังหลิน รอยยิ้มบนหน้าเขายิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ก็เมื่อวันก่อนตอนประชุมที่โรงงาน เธอก็พูดถึงคุณขึ้นมานิดหน่อยน่ะครับ”
“คุณจะเลิกพูดจาอ้อมค้อมได้หรือยัง มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ฉันต้องรีบกลับบ้าน” ถังหลินเริ่มหมดความอดทน
มัวแต่อาทัมภบทโยกโย้เสียเวลาอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมเข้าเรื่องสักที มันเสียเวลาชีวิตเธอ
เลิ่งหย่งคังยังไม่ยอมพูดธุระของตัวเอง แต่กลับใช้สายตาจ้องมองฉีหนวนหยางอย่างมีความหมาย
ฉีหนวนหยางเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เขาจึงเอ่ยขอตัวอย่างมีมารยาทเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวกับทั้งสองคน
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
เมื่อฉีหนวนหยางขี่จักรยานออกไปแล้ว ถังหลินเห็นเลิ่งหย่งคังยังคงมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มคนนั้นไม่วางตา เธอจึงถามเสียงเข้ม
“ตกลงมีเรื่องอะไร ว่ามาเร็วๆ”
เลิ่งหย่งคังละสายตากลับมา ริมฝีปากบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ที่แท้คุณขอหย่ากับผมก็เพราะผู้ชายคนนี้นี่เอง หน้าตาก็พอดูได้ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ไม่เลว ดูท่าว่าการที่คุณเลิกกับผมเพื่อไปจับเขา คิดคำนวณดูแล้วคุณก็ไม่ขาดทุนนี่นา”
“หยุดพูดจาเหน็บแนมเดี๋ยวนี้ หย่ากันแล้วใครจะแต่งงานใหม่กับใครมันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล คุณไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายเรื่องของฉัน”
ถังหลินขี้เกียจจะเสียเวลาเสวนากับเขาอีก เธอเข็นจักรยานเดินเลี่ยงผ่านตัวเขาไปทันที
“โดนผมพูดแทงใจดำจนโกรธกลบเกลื่อนหรือไง?” เลิ่งหย่งคังรีบเข็นจักรยานตามมาติดๆ
จังหวะที่ไล่ตามมานั้นเอง สายตาของเขาก็สังเกตเห็นจักรยานที่ถังหลินเข็นอยู่
“โอ้โฮ นี่แฟนใหม่ซื้อจักรยานให้งั้นสิ?”
“แต่อย่างว่านะถังหลิน ตาคุณตอนนี้ดูจะตกต่ำลงไปเยอะ แฟนจะซื้อจักรยานให้ทั้งที ทำไมไม่ซื้อของใหม่เอี่ยม ดันซื้อของมือสองมาให้ซะงั้น?”
“หรือว่าเขาจะสื่อความหมายเป็นนัยว่าคุณมันก็แค่ของมือสอง เขาก็เลยเลือกของมือสองมาให้คุณใช้ให้มันสมฐานะกัน?”
ถังหลินหยุดเดินกะทันหัน เธอตวัดขาตั้งจักรยานลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวกลับมาแล้วซัดหมัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของเลิ่งหย่งคังเต็มแรง!
ผัวะ!
หมัดนี้พุ่งเป้าเข้าที่ดั้งจมูกอย่างจัง เลิ่งหย่งคังไม่ทันได้ตั้งตัวหลบ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วใบหน้า เลือดกำเดาสองสายไหลทะลักออกมาจากรูจมูกทันที
หมัดเดียวที่ทำให้เลือดสาดดูเหมือนจะยังไม่สาสมใจถังหลิน เธอระดมหมัดใส่ร่างของเขาไม่ยั้ง ทุกหมัดกระแทกเข้าเนื้อเน้นๆ
“ฉันจะสั่งสอนปากเน่าๆ ของคุณให้รู้สำนึก! ฉันว่าคุณนั่นแหละที่เป็นพวกของเหลือเดนที่ชอบดูถูกคนอื่น คิดว่าฉันเป็นของมือสองไร้ค่าเหมือนตัวเองงั้นสิ
จะบอกให้นะ ไอ้คนเหลือเดนอย่างคุณมันไม่มีราคาค่างวดอะไรหรอก แต่ฉันไม่เหมือนกัน คนที่อยากจะทะนุถนอมฉันมีเยอะแยะถมไป ขอแค่ฉันยอมเอ่ยปากว่าจะแต่งงานใหม่ รับรองว่ามีคนมาต่อแถวมาสู่ขอจนหัวกระไดไม่แห้ง แต่คนอย่างคุณน่ะ อยากจะมีเมียใหม่อีกสักคน ก็ไม่รู้จะมีใครหน้ามืดตามัวมาแต่งด้วยหรือเปล่า ไอ้ผู้ชายห่วยแตก!”
ถังหลินโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเดือดดาล
“ถุย! คุณนั่นแหละไอ้ของมือสอง!”
ด้วยความโกรธจัด เธอเผลอด่ากราดจนลืมตัวไปว่าคำด่านั้นมันก็เข้าตัวเธอด้วยเหมือนกัน
“โอ๊ย! ซี๊ด... ถังหลิน คุณมันโหดเหี้ยมอำมหิต ลงมือหนักขนาดนี้ จิตใจคุณทำด้วยอะไรฮะ?”
เลิ่งหย่งคังยกมือขึ้นปาดเลือดกำเดาที่เปรอะเปื้อน ร่างกายระบมไปหมดจากการถูกประทุษร้าย
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็หุบปากซะ ครั้งหน้าถ้ายังกล้ามาปากดีใส่ฉันอีก ฉันก็จะซัดให้คว่ำแบบนี้แหละ!” ถังหลินชูกำปั้นขู่ฟ่อ ไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“เขาว่าผัวเมียวันเดียวผูกพันร้อยวัน นี่คุณเป็นผู้หญิงประสาอะไร ทำไมถึงไม่เห็นแก่ความหลังเก่าๆ บ้างเลย?”
เลิ่งหย่งคังเจ็บไปทั้งตัว เลือดกำเดาเพิ่งจะหยุดไหลหลังจากเอาผ้าเช็ดหน้าอุดไว้
พอเห็นถังหลินทำท่าไม่สนใจและกำลังจะเข็นจักรยานหนี เขาจึงรีบตะโกนเรียกไว้
“เดี๋ยวสิ! ช่วงนี้ผมตระเวนหาบ้านเช่าไปทั่วทุกตรอกซอกซอยแล้ว แต่ก็ยังหาที่ที่เหมาะสมไม่ได้เลย คุณช่วยไปพูดกับทางโรงงานให้หน่อยได้ไหม ขอให้พวกเขาผ่อนผันเวลาให้ผมอีกสักหน่อย?”
ซี๊ด!
มุมปากก็แตกด้วย
วันนี้มันวันซวยอะไรของเขาเนี่ย
เลิ่งหย่งคังกุมมุมปากที่ฉีกขาด ในใจเต็มไปด้วยความคับแค้น
ถังหลินมองดูผู้ชายสภาพดูไม่ได้ที่นั่งแปะอยู่กับพื้น แล้วแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“เพิ่งจะนึกได้เหรอว่าต้องคุยธุระ? แต่สายไปแล้วล่ะ คนเราถ้าคิดจะมาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ก็ควรรู้จักทำตัวให้อ่อนน้อมถ่อมตนหน่อย เมื่อกี้ท่าทางกวนประสาทของคุณมันทำลายความอดทนของฉันไปจนหมดแล้ว”
“หมายความว่ายังไง?” เลิ่งหย่งคังใจหายวาบ
เมื่อครู่มัวแต่โมโหจนหน้ามืด เลยลืมธุระสำคัญไปเสียสนิท
“คุณจะมีบ้านอยู่หรือไม่มี มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน!”
ถังหลินสะบัดหน้าใส่ คำพูดที่พ่นออกมาว่า 'ของมือสอง' เมื่อครู่นี้ มันไปสะกิดต่อมโกรธของเธอเข้าอย่างจังจนกู่ไม่กลับแล้ว
เลิ่งหย่งคังเริ่มลนลาน เขาถามเสียงสั่นด้วยความกลัวปนขู่ “วันนี้คุณเล่นงานผมจนเจ็บหนักขนาดนี้ คุณไม่กลัวผมไปแจ้งความจับคุณหรือไง?”
ถังหลินไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มุมปากเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก
“เชิญไปแจ้งได้เลย พอตำรวจมาถึง ฉันก็จะแจ้งจับคุณข้อหาลวนลามทำอนาจารเหมือนกัน ถึงตอนนั้นมาวัดกันดูว่าใครจะโดนลูกปืนเป่าหัวก่อนกัน!”
ในยุคสมัยนี้ ข้อหาลวนลามถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก อย่างเบาก็ถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในถิ่นทุรกันดาร อย่างหนักก็ถึงขั้นถูกประหารชีวิต
ถังหลินมองดูท่าทางขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ของอดีตสามีแล้วรู้สึกสะใจเป็นบ้า ใครใช้ให้เขาแส่หาเรื่องใส่ตัวเองก่อนทำไม
[จบบท]