บทที่ 61: ทางตัน
ทันทีที่เลิ่งหย่งคังกลับมาถึงบริเวณบ้านพักข้าราชการ รูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปของเขาก็กลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนละแวกนั้นทันที ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลาตอนนี้กลับบวมปูดเขียวช้ำไปทั่วทั้งหน้า สภาพดูไม่ได้จนใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง
ซุนเสี่ยวจวนกำลังง่วนอยู่กับการผัดกับข้าวอยู่ตรงทางเดินส่วนกลาง เมื่อหันมาเห็นสภาพพี่ชายสามี เธอก็ตกใจจนเผลอทำตะหลิวหลุดมือร่วงลงพื้นเสียงดังเคร่ง
“พี่ใหญ่ ไปโดนอะไรมาคะเนี่ย สภาพดูไม่ได้เลย หรือว่าเจอโจรดักปล้นระหว่างทางกลับบ้าน”
“เปล่าหรอก แค่ซุ่มซ่ามหกล้มเอง”
เลิ่งหย่งคังเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้านรอบทิศที่จ้องมองมา เขาก็รีบยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าแล้วก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวเข้าบ้านไปทันที
“ไปล้มท่าไหนถึงได้เป็นหนักขนาดนี้ มุมปากแตกยับเยิน เลือดเปรอะเต็มหน้าไปหมด เจ็บตรงไหนบ้างไหมลูก”
เลิ่งผอจื่อที่กำลังนั่งทากาวพับกล่องกระดาษอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยงทิ้งงานในมือด้วยความตกใจ รีบหันไปสั่งหลานสาวทันที
“อาเหมย ไปตักน้ำมาให้ลุงเช็ดหน้าหน่อยเร็วเข้า”
อาการบาดเจ็บที่เท้าของเลิ่งเหมยเริ่มดีขึ้นมากแล้ว แม้จะยังเดินกะเผลกอยู่บ้างแต่ก็พอช่วยเหลือตัวเองได้ เธอหยิบกะละมังเดินเขยกไปตักน้ำครึ่งอ่างมาจากโอ่งน้ำมุมห้อง
เมื่อเธอนำผ้าขนหนูและกะละมังมาวางตรงหน้าผู้เป็นลุง ก็เอ่ยปากถามถึงเรื่องสำคัญ
“ลุงคะ วันนี้ที่ลุงไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ เขาว่ายังไงบ้าง ยอมช่วยหรือเปล่า”
เลิ่งหย่งคังจุ่มมือลงไปล้างในอ่างน้ำ สายน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ จากคราบเลือดที่ติดมือ เขาตอบเสียงห้วน
“เขาไม่ยอมช่วย”
พอได้ยินว่าถังหลินปฏิเสธ เลิ่งผอจื่อก็ตบโต๊ะดังปัง หันหน้าออกไปทางประตูแล้วตะโกนด่าทอด้วยความเดือดดาล
“แม่บอกแล้วไม่มีผิด พวกคุณหนูลูกผู้ดีตีนแดงแบบนั้น จิตใจมันดำอำมหิตกันทั้งนั้น ตอนแรกแม่ก็ค้านหัวชนฝาไม่ให้แกแต่งงานกับมัน แต่แกก็ดื้อจะแต่งให้ได้ เป็นไงล่ะทีนี้ นอกจากจะทิ้งแกไปแล้ว มันยังคิดจะบีบพวกเราให้ตายทั้งเป็นอีก นังแพศยานั่นมันชั่วช้าสารเลวจริงๆ”
เลิ่งหย่งคังเช็ดหน้าทำความสะอาดบาดแผลด้วยท่าทางนิ่งเฉย ราวกับว่าเสียงด่าทอของแม่เป็นเพียงลมผ่านหูที่เขาชินชาเสียแล้ว
เลิ่งเหมยรอจนลุงโยนผ้าขนหนูลงในอ่างน้ำ จึงโพล่งถามสิ่งที่สงสัยขึ้นมา
“ลุงคะ แผลหนักขนาดนี้ หรือว่าเป็นฝีมือป้าสะใภ้ใหญ่”
คำถามของหลานสาวจี้ใจดำเข้าอย่างจัง สีหน้าของเลิ่งหย่งคังเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที เขาตวาดเสียงดังลั่น
“เอะอะก็เรียกป้าสะใภ้ใหญ่ ถามหน่อยเถอะ มันไปเป็นป้าแกตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้ารู้ว่าแกจะนับญาติกับมันขนาดนี้ วันนี้ฉันน่าจะส่งแกไปกราบกรานขอร้องมันแทน”
“หนู...”
เลิ่งเหมยตกใจจนหน้าซีด ไม่คิดว่าลุงที่ปกติเงียบขรึมจะระเบิดอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ เวลาคนซื่อโมโหขึ้นมาน่ากลัวกว่าที่คิด
เลิ่งผอจื่อได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง “เจ้าใหญ่ นี่แกโดนนังแพศยานั่นซ้อมมางั้นเหรอ”
สำหรับนางแล้ว เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไป ลูกชายของนางตัวโตสูงใหญ่ขนาดนี้ กลับปล่อยให้ผู้หญิงอย่างถังหลินทุบตีจนน่วมได้ยังไง
ความเงียบของลูกชายยิ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิงในใจเลิ่งผอจื่อ
“ข้าวปลาที่กินเข้าไปหายไปไหนหมด โดนผู้หญิงตบตีแต่แกกลับไม่ตอบโต้เลยสักนิด เรื่องนี้ถ้ารู้ไปถึงไหนอายเขาไปถึงนั่น ต่อไปแกออกไปข้างนอกอย่าไปบอกใครเชียวนะว่าเป็นลูกชายฉัน ฉันไม่เคยคลอดตัวขยะแบบแกออกมา”
อาจเป็นเพราะชินชากับการถูกแม่ด่าทอมาตั้งแต่เล็ก เลิ่งหย่งคังจึงเลือกที่จะก้มหน้านิ่งไม่โต้ตอบ
จนกระทั่งเลิ่งหย่งซิงเลิกงานกลับมาถึงบ้าน และซุนเสี่ยวจวนยกสำรับกับข้าวเข้ามา เลิ่งผอจื่อถึงได้หยุดปาก
“แม่ ด่าพี่ใหญ่ไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก เรื่องบ้านยังไงก็ต้องหาทางแก้”
เลิ่งหย่งซิงเลื่อนชามข้าวที่ภรรยาตักให้ไปตรงหน้าพี่ชาย
เลิ่งหย่งคังเงยหน้ามองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมกินข้าวอย่างเงียบเชียบ
เลิ่งหย่งซิงพูดต่อ “วันนี้ผมลองยื่นเรื่องขออนุมัติบ้านพักกับทางหน่วยงานดูแล้ว แต่คนที่มีอายุงานมากกว่าผมยังมีอีกเพียบรอคิวอยู่ กว่าจะถึงคิวผมคงต้องร้องเพลงรอไปอีกนาน ดูจากสถานการณ์ตอนนี้พวกเราคงรอไม่ไหว เรื่องที่อยู่คงต้องรบกวนพี่ใหญ่จัดการแล้วล่ะ”
เลิ่งหย่งคังพุ้ยข้าวเข้าปาก แต่พอขยับปากเคี้ยวก็สะเทือนไปถึงแผลที่มุมปาก ความเจ็บแล่นริ้วจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมแก้ม อยากจะสบถออกมาดังๆ
ยิ่งเจอน้องชายโยนภาระกดดันมาให้อีก พอความเจ็บทุเลาลง เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ฉันจะมีปัญญาไปทำอะไรได้ โรงงานเขาจัดสรรบ้านพักให้ฉันไม่ได้ ถึงที่สุดถ้าไม่มีที่ซุกหัวนอนจริงๆ ทางโรงงานก็เสนอให้ฉันไปนอนหอพักรวม”
เลิ่งหย่งซิงไม่อยากให้พี่ชายย้ายไปอยู่หอพักโรงงาน เพราะนั่นหมายความว่าภาระทั้งหมดจะตกอยู่ที่เขา
“พี่ใหญ่ พรุ่งนี้พี่ลองไปคุยกับหัวหน้าดูอีกทีไม่ได้เหรอ ลองตื๊อๆ ดูหน่อย”
เลิ่งหย่งคังยักไหล่ “จะให้ตื๊อยังไง หัวหน้าพูดชัดเจนขนาดนั้นว่าตอนนี้ฉันเป็นแค่ชายโสดตัวคนเดียว ถ้าไม่นอนหอพักจะให้ไปนอนที่ไหน คนงานในโรงงานที่แต่งงานมีลูกมีเมียรอคิวบ้านพักกันเป็นแถว จะให้ลัดคิวเอาบ้านมาให้คนโสดอย่างฉันมันเป็นไปไม่ได้”
ความจริงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า โรงงานของทั้งสองพี่น้องไม่มีทางจัดสรรบ้านพักให้พวกเขาได้ในเร็ววันนี้
ในขณะเดียวกัน ทางโรงงานเครื่องจักรก็จะยึดบ้านคืน พวกเขาจึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก
ถ้าอยากมีที่ซุกหัวนอน ก็มีแค่สองทาง คือซื้อบ้าน หรือไม่ก็เช่าบ้าน
เรื่องซื้อตัดทิ้งไปได้เลย ตระกูลเลิ่งไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น แถมยุคสมัยนี้การซื้อขายบ้านส่วนบุคคลก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้เสรี
ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการเช่า
พอนึกถึงปัญหาที่รุมเร้า เลิ่งหย่งซิงก็รู้สึกว่ากับข้าวในชามจืดชืดไร้รสชาติไปถนัดตา
“พี่ใหญ่ แล้วพี่พอจะรู้ข่าวบ้างไหมว่ามีใครปล่อยเช่าบ้านบ้าง”
“ถามไปทั่วแล้ว มีแต่ห้องเดี่ยวแคบๆ”
ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกนับสิบคนแต่ต้องไปอัดกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แค่สิบยี่สิบตารางเมตร เรื่องแบบนี้ในเมืองไม่ใช่ไม่มี
แต่เพราะคนบ้านเลิ่งเคยชินกับความสะดวกสบายของบ้านหลังใหญ่มาตลอด จู่ๆ จะให้ไปเบียดเสียดกันเหมือนปลากระป๋องในห้องรูหนู ไม่ว่าจะมองมุมไหนพวกเขาก็ทำใจยอมรับได้ยาก
“บ้านเช่าที่ลุงไปดูมาแถวนั้นโจรขโมยชุมจะตาย พวกเราเป็นคนต่างถิ่นย้ายเข้าไปอยู่ ความปลอดภัยไม่มีเลยนะคะ”
เลิ่งเหมยกวาดตามองทุกคนก่อนจะเสนอทางเลือก “หนูไปสืบมาได้ที่หนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากแถวนี้ด้วย”
เลิ่งหย่งคังรู้ดีว่าย่านที่เขาไปดูมานั้นสภาพแวดล้อมเลวร้ายแค่ไหน สกปรกและอันตราย แต่เพราะจนตรอกจึงจำใจต้องเลือก แต่พอหลานสาวมีทางเลือกใหม่ ทุกคนก็หันมาสนใจ
ซุนเสี่ยวจวนขมวดคิ้วถาม “บ้านของใคร”
เลิ่งเหมยจึงเล่าเรื่องบ้านของตระกูลฉีให้ทุกคนฟัง
“บ้านนั้นเขามีกันแค่สามคนพี่น้อง มีห้องว่างอยู่สามห้อง เขาแบ่งห้องหนึ่งให้เราเช่าได้”
เลิ่งผอจื่อที่ไม่ได้ควักเงินจ่ายค่าเช่าบ้านมาหลายสิบปี พอได้ยินว่าต้องเสียเงินเช่า สิ่งแรกที่นางห่วงคือเงินในกระเป๋า
“แล้วค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่”
“สามหยวน”
“สามหยวน!” เลิ่งผอจื่อร้องเสียงหลง “บ้านนั้นมันกะจะปล้นกันหรือไง ห้องรูหนูห้องเดียวคิดตั้งเดือนละสามหยวน หน้าเลือดกว่าพวกเศรษฐีที่ดินสมัยก่อนซะอีก”
“แค่บ้านฉีเขาเปรยๆ ว่าจะปล่อยเช่า ราคาสามหยวนนี่มีคนเข้าคิวรอจะเช่าเพียบเลยนะคะ” เลิ่งเหมยลอบเบ้ปากในใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ตระกูลฉีคงไม่คิดจะแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวายหรอก
เลิ่งหย่งซิงหันไปพยักหน้ากับภรรยา
“สามหยวนก็สามหยวน พรุ่งนี้คุณไปคุยตกลงกับเขาให้เรียบร้อยเลยนะ เอาให้ชัวร์”
“พวกแกไม่เป็นคนจ่ายเงินก็พูดได้สิ รู้ไหมว่าเงินสามหยวนซื้อข้าวสารกรอกหม้อให้พวกเรากินได้ตั้งนาน”
สำหรับเลิ่งผอจื่อที่เห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต การต้องควักเงินสามหยวนให้คนอื่นเปล่าๆ ทุกเดือน มันเจ็บปวดเหมือนโดนกรีดเนื้อเถือหนัง
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ถังหลินปั่นจักรยานฝ่าลมมากว่าสี่สิบนาทีจนถึงบ้าน พอมาถึงก็ได้รับเซอร์ไพรส์เป็นเสื้อใหม่สองตัวจากลูกสาว
“ลูกทำเองเหรอ ไปเอาผ้ามาจากไหนเนี่ย”
“หนูตัดผ้าปูที่นอนมาทำค่ะ เป็นผ้าฝ้ายแท้ๆ ใส่แล้วระบายอากาศดี ซับเหงื่อเยี่ยม ที่สำคัญคือลูกสาวแม่ลงมือตัดเย็บเองกับมือ ชอบไหมคะ”
ถังหลินสะบัดเสื้อแขนสั้นออกดู แล้วลองทาบกับตัวด้วยความตื่นเต้น
“ขนาดพอดีเป๊ะ สวยถูกใจแม่มาก ขอบใจนะลูกรัก”
“ไม่ต้องมาทำซึ้งเลยแม่ รีบไปอาบน้ำเถอะ หนูทำกับข้าวเสร็จแล้ว”
เลิ่งฮุ่ยเป็นคนแพ้ทางบรรยากาศซึ้งๆ แบบแม่ลูกกอดกันกลม
ถังหลินหัวเราะร่า ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบใบรับรองออกมาส่งให้ลูกสาว
“อ่ะ เก็บไว้ให้ดี ช่วงนี้ลูกก็เตรียมตัวอ่านหนังสือให้เต็มที่ อีกไม่กี่วันเราสองแม่ลูกจะไปสนามสอบด้วยกัน เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม เราต้องสู้ให้สุดใจนะ”
เลิ่งฮุ่ยคลี่กระดาษออกอ่านแล้วก็ยิ้มกว้าง
“หัวหน้าหลี่นี่ใช้ได้เลย รักษาคำพูดจริงๆ เห็นแก่ความเป็นคนซื่อสัตย์ของเขา ไว้คราวหน้าขึ้นเขาหนูจะจับไก่ป่ามาฝากแกสักตัว”
“จะเอาของไปให้ใครก็ระวังหน่อย อย่าให้คนอื่นเห็นเข้าล่ะ” ถังหลินเอ่ยเตือน
เลิ่งฮุ่ยค้อนขวับ “หนูไม่ได้โง่นะแม่”
“จ้ะๆ แม่รู้แล้ว งั้นแม่ไปอาบน้ำก่อนนะ”
ก่อนเดินเข้าห้องน้ำ ถังหลินยังไม่วายเอื้อมมือมาขยี้หัวลูกสาวเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
[จบบท]