บทที่ 65: คนพวกนี้มันยังไงกันนะ
เลิ่งฮุ่ยรับปิ่นโตใส่อาหารกลับมาถือไว้พลางลอบระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอก สายตาของเธอเหลือบไปมองซูเหยาแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้
เห็นทีว่าคำกล่าวที่ว่าไม่ว่าผู้ชายจะเก่งกาจสามารถสักแค่ไหน บนโลกใบนี้ก็มักจะมีผู้หญิงสักคนหนึ่งที่เกิดมาเพื่อปราบพยศเขาได้อยู่เสมอนั้นคงจะเป็นเรื่องจริง
เมื่อครู่นี้ตอนที่เธอมองดูเสี่ยวเยว่ดื่มน้ำแกง เธอรู้สึกขัดใจจนแทบอยากจะเร่งความเร็วแทน เพราะผู้ชายตัวโตขนาดนั้นกลับละเลียดดื่มน้ำแกงช้าอืดอาดเสียเหลือเกิน แต่พอซูเหยาโผล่เข้ามาเท่านั้นแหละ เขากลับรีบจัดการจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
ทางด้านซูเหยาเมื่อเห็นปิ่นโตข้าวว่างเปล่าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับมาตำหนิเลิ่งฮุ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดทันที
“คุณนี่ดูแลคนไม่เป็นเอาเสียเลย ทำไมถึงปล่อยให้คนป่วยดื่มน้ำแกงเองแบบนั้นล่ะคะ เกิดกระเทือนถึงปากแผลขึ้นมาจะทำยังไง”
เลิ่งฮุ่ยฟังแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่าไม่รู้แม่คุณคนนี้ไปสืบทราบข่าวมาจากไหน ถึงได้รู้ว่าพี่เสี่ยวของเธอนอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ ถึงได้รีบแจ้นมาเอาอกเอาใจกันขนาดนี้ ดูท่าทางแล้วคงมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างแน่นอน
เลิ่งฮุ่ยเก็บปิ่นโตให้เรียบร้อยแล้วหันไปพูดกับเสี่ยวเยว่ด้วยน้ำเสียงปกติ
“คุณพักผ่อนรักษาตัวให้ดีเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อน”
“ได้ครับ คุณกลับดีๆ ระวังตัวด้วยนะ” เสี่ยวเยว่พยักหน้ารับคำ
ซูเหยาที่ถูกเมินเฉยยืนกำมือแน่นด้วยความอัดอั้นตันใจ เธอสะสมความโมโหไว้เต็มท้องแต่ก็ไม่กล้าระเบิดอารมณ์ออกมาต่อหน้าเสี่ยวเยว่ จึงทำได้เพียงข่มกลั้นความรู้สึกเอาไว้ พลางเอามือม้วนปลายผมเปียเล่นแก้เก้อ
พอเห็นว่าเลิ่งฮุ่ยเดินพ้นประตูไปแล้ว เธอก็พลิกบทบาทหันกลับมาฉีกยิ้มหวานหยดส่งให้ชายหนุ่มบนเตียง พร้อมเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“พี่เสี่ยวคะ แผลยังเจ็บอยู่ไหม”
“ผมไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว คุณรีบกลับไปเถอะ”
เสี่ยวเยว่ออกปากไล่แขกอย่างไม่รักษาน้ำใจ
หลังจากออกไปทำภารกิจมาทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้พักผ่อน บวกกับอาการบาดเจ็บเสียเลือดมาก พอมีอาหารตกถึงท้อง หนังตาของเขาก็เริ่มหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น ร่างกายประท้วงต้องการการพักผ่อนเต็มที
“พี่เสี่ยว ฉันเพิ่งจะมาถึงเองนะคะ อยากจะอยู่คุยเป็นเพื่อนพี่อีกสักหน่อย” ซูเหยาแสดงท่าทีอิดออดไม่ยอมกลับง่ายๆ
เสี่ยวเยว่เห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนเรียกเจียงจิ่งหาวที่ยืนรออยู่หน้าประตู เมื่อเพื่อนเดินเข้ามาเขาก็ออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ร่างกายของผมตอนนี้ต้องการการนอนหลับเพื่อฟื้นฟูสภาพอย่างเร่งด่วน สหายซูรบกวนเวลาพักผ่อนของผมมากเกินไปแล้ว รบกวนนายช่วยส่งเธอกลับไปที”
เจียงจิ่งหาวไม่กล้าชักช้า เขายกมือทำวันทยหัตถ์รับทราบคำสั่ง ก่อนจะผายมือเชิญซูเหยาให้ออกจากห้องพักผู้ป่วยตามหน้าที่
“สหายซูครับ ได้โปรดอย่ารบกวนเวลาพักฟื้นของผู้พันเสี่ยวเลย เชิญครับ”
“พี่เสี่ยวคะ คือฉัน...”
“สหายซู!” เจียงจิ่งหาวตีหน้าขรึมส่งเสียงเข้มขัดขึ้น หยุดยั้งไม่ให้เธอพูดพล่ามอะไรต่อ
ซูเหยาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความน้อยใจ เธออยากจะเถียงกลับไปว่าเมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ทำไมทีกับเธอถึงโดนไล่ตะเพิดแบบนี้ แต่สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปพร้อมกับความคับแค้นใจที่ไม่มีใครไยดี
เมื่อเลิ่งฮุ่ยกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าถังหลินเลิกงานกลับมาถึงก่อนแล้ว
“ไปไหนมาลูก”
“ไปโรงพยาบาลมาค่ะ เอาซุปไก่ไปเยี่ยมคนเจ็บมานิดหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยไม่ได้ปิดบังแม่ เธอเล่าเรื่องที่บังเอิญเจอเสี่ยวเยว่บนภูเขาให้ฟังอย่างละเอียด
ถังหลินรับฟังอย่างเงียบๆ เธอตระหนักดีว่าชีวิตที่สงบสุขของพวกเธอในทุกวันนี้ แลกมาด้วยการแบกรับภาระอันหนักอึ้งของเหล่าทหารหาญเหล่านั้น ในใจของเธอจึงมีความเคารพศรัทธาต่อเครื่องแบบสีเขียวมะกอกนี้อยู่เสมอ
เธอไม่ได้ซักไซ้อะไรมากความ เพียงแค่ยกอาหารเย็นที่เตรียมเสร็จแล้วออกมาวาง
“ไปล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะ”
เช้าวันต่อมา หลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เลิ่งฮุ่ยก็ลอบนำต้นไผ่หนานจู๋ออกมาจากมิติ เธอจัดการผ่ามันออกเป็นซีกๆ แล้วเหลาให้เป็นเส้นตอกสำหรับสานกระด้งตากอาหาร
ถึงแม้ฝีมือจักสานของเธอจะไม่ได้ประณีตงดงามอะไรนัก แต่อย่างน้อยก็แข็งแรงทนทานพอที่จะใช้สอยในครัวเรือนได้
เธอสานกระด้งเสร็จไปสองใบ จากนั้นก็นำหน่อไม้ที่ปอกเปลือกแล้วไปต้ม พอสุกได้ที่ก็นำมาเรียงใส่กระด้งเพื่อตากแดด
คราวก่อนตอนที่ตากเห็ด เธอรู้สึกว่าที่บ้านขาดแคลนภาชนะสำหรับตากของแห้ง ครั้งนี้พอดีไปตัดไม้ไผ่มาได้ เลยถือโอกาสสานกระด้งเพิ่มไว้ใช้อีกหลายๆ ใบ
แต่น่าเสียดายที่ตากหน่อไม้ไปได้ไม่นาน ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสก็เริ่มตั้งเค้าทะมึน พอตกบ่ายฝนก็เทลงมาปรอยๆ
เลิ่งฮุ่ยรีบเก็บหน่อไม้ที่ตากไว้หน้าบ้านกลับเข้าไปเก็บรักษาไว้ในมิติ รอให้ฟ้าเปิดค่อยเอาออกมาตากใหม่ จากนั้นก็กวาดตอกไม้ไผ่ที่เหลาไว้เข้าไปในห้องโถงกลาง นั่งสานกระด้งต่อในร่มอย่างสบายใจ
ฝนปรอยๆ ตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสี่โมงเย็นจึงหยุดสนิท ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของคนที่กำลังจะเลิกงานและเลิกเรียน
ฝนหยุดไปได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้น
เลิ่งฮุ่ยเข้าใจว่าเป็นถังหลินที่เลิกงานกลับมา จึงเดินไปเปิดประตู แต่ผู้มาเยือนที่ยืนรออยู่ด้านนอกกลับทำให้เธอต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“คุณหาบ้านฉันเจอได้ยังไงเนี่ย มีธุระอะไรเหรอคะ”
เจียงจิ่งหาวชูแม่ไก่ตัวอวบอ้วนในมือขึ้นมาให้ดูพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ
“คือว่าผู้พันเสี่ยวเขาบ่นอยากดื่มซุปไก่ครับ แต่น่าเสียดายที่ผู้ชายอกสามศอกอย่างผมทำกับข้าวไม่เป็นสักอย่าง ก็เลยต้องหน้าด้านมาขอรบกวนสหายเลิ่ง ช่วยเป็นธุระตุ๋นไก่ให้หน่อยครับ”
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองแม่ไก่ในมือเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยืนพิงกรอบประตู กอดอกมองสำรวจชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ถ้าฉันจำไม่ผิด บ้านของสหายเจียงก็น่าจะอยู่ในเมืองนี้นะคะ คุณทำไม่เป็น แล้วคนในบ้านคุณทำไม่เป็นเหมือนกันเหรอ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงจิ่งหาวแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบหาข้อแก้ตัว
“ฮ่าๆ คือว่าคนในบ้านเขารู้ว่าผมซื้อไก่ตัวใหญ่ขนาดนี้ไป มันอธิบายยากน่ะครับ”
“คนในครอบครัวคุณจะไม่มีน้ำใจขนาดนั้นเชียวเหรอคะ แค่ของกินบำรุงคนป่วยก็ยังจะแย่งกันอีกหรือ”
เจียงจิ่งหาวถึงกับหนังตากระตุก เขากลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะงัดไม้ตายออกมา
“สหายเลิ่งครับ ไหนๆ ผมก็มาถึงนี่แล้ว ช่วยหน่อยเถอะครับ ผู้พันเสี่ยวเขาชอบรสชาติรสมือของคุณจริงๆ”
เลิ่งฮุ่ยฟังแล้วมุมปากกระตุกยิกๆ เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่เธอตุ๋นซุปไก่ เธอจำได้แม่นว่าตอนโยนไก่ลงหม้อ เธอลืมใส่เกลือ
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนตักมากินเป็นมื้อเย็น ถึงได้รู้ว่ารสชาติมันจืดสนิท
“ฉันงานยุ่งมากค่ะ ไม่มีเวลามาจัดการเจ้าไก่ตัวนี้หรอก” เลิ่งฮุ่ยปฏิเสธอย่างอ้อมๆ แต่ก็ชัดเจน
เจียงจิ่งหาวเพื่อเพื่อนรักแล้วถึงกับยอมทุ่มสุดตัว เขารีบขันอาสา
“ไม่เป็นไรครับๆ คุณไม่ว่างทำ เดี๋ยวผมจัดการเอง แค่รบกวนช่วยตั้งไฟตุ๋นให้หน่อยก็พอ”
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้ามองฟ้าอย่างระอาใจ ไม่มีความแค้นเคืองอะไรกัน จะไล่ตะเพิดก็ดูจะใจร้ายเกินไป สุดท้ายเลยต้องยอมเปิดทางให้เขาเข้ามาจัดการเชือดไก่ถอนขนเอาเองในบ้าน
เจียงจิ่งหาวเดินเข้ามาในลานบ้าน มองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่งก็หันมาฉีกยิ้มให้เลิ่งฮุ่ย
“สหายเลิ่ง ผมขอยืมมีดทำครัวหน่อยสิครับ”
“มีดอยู่ในครัวค่ะ ห้องครัวอยู่หลังห้องโถง อยากได้อะไรก็เข้าไปหยิบเองเลย”
“ได้ครับ ขอบคุณมาก งั้นผมไม่เกรงใจละนะ”
“ตามสบายค่ะ”
เลิ่งฮุ่ยกลับไปนั่งสานกระด้งที่ระเบียงหน้าบ้านต่อ พลางชำเลืองมองเจียงจิ่งหาวง่วนอยู่กับการจัดการแม่ไก่
“ดูท่าทางคล่องแคล่วขนาดนี้ เมื่อก่อนคงผ่านการเชือดไก่มาไม่น้อยสินะคะ”
เจียงจิ่งหาวมือทำไปปากก็ตอบไปพร้อมเสียงหัวเราะ
“แม่ผมเป็นพวกกลัวการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตน่ะครับ ตั้งแต่เด็กเวลาที่บ้านจะกินไก่ ก็เป็นหน้าที่ผมกับพ่อนี่แหละ ทำบ่อยๆ เข้ามันก็เลยชำนาญไปเอง”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าเบาๆ ในเมื่อเชือดไก่เป็น แค่ตุ๋นซุปไก่จืดๆ หม้อหนึ่งมันจะไปยากอะไร?
ต้องลำบากถ่อมาถึงบ้านเธอเพื่อจะทำเรื่องแค่นี้ ดูยังไงก็เป็นการทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากชัดๆ
พอจัดการไก่เสร็จเรียบร้อย เลิ่งฮุ่ยก็บอกให้เขาสับไก่เป็นชิ้นๆ ลวกน้ำร้อนหนึ่งรอบเพื่อดับคาว แล้วค่อยใส่ลงในหม้อดินเผาตั้งไฟตุ๋น
เจียงจิ่งหาวยกหม้อดินขึ้นตั้งบนเตา เช็ดไม้เช็ดมือจนแห้งแล้วหันมาถาม
“แค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ตุ๋นไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อจะร่อนจากกระดูกก็ใช้ได้แล้ว”
เลิ่งฮุ่ยสานขอบกระด้งใบสุดท้ายเสร็จพอดี เธอใช้มีดเหลาเศษไม้ไผ่ส่วนเกินออก เพียงเท่านี้กระด้งหน้าตาบ้านๆ ไม่วิจิตรบรรจงแต่ใช้งานได้จริงก็เสร็จสมบูรณ์
เจียงจิ่งหาวหยิบกระด้งที่เลิ่งฮุ่ยเพิ่งทำเสร็จขึ้นมาพลิกดูไปมา ในสายตาของเขา งานฝีมือชิ้นนี้ดูหยาบกระด้างเกินไปหน่อย
“กระด้งแบบนี้ในตลาดก็มีขายนะครับ ไม่ต้องใช้คูปองด้วย ถ้าที่บ้านจำเป็นต้องใช้ ไปซื้อที่ร้านค้าสหกรณ์เอาก็ได้ สะดวกกว่าตั้งเยอะ คุณมานั่งสานเองแบบนี้ระวังไม้ไผ่จะบาดมือเอานะ”
“คนไม่เคยเป็นคนดูแลบ้าน ย่อมไม่รู้หรอกว่าฟืนไฟข้าวสารมันแพงแค่ไหน ของใช้ในบ้านทุกอย่างถ้าต้องใช้เงินซื้อหมด เงินเดือนเดือนเดียวจะไปพอใช้อะไรคะ”
เลิ่งฮุ่ยลองนึกถึงเงินไม่กี่หยวนที่เก็บไว้ในมิติ นั่นคือเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวเธอตอนนี้ ความรู้สึกขัดสนมันทำให้เธอร้อนรน
เธอรู้สึกว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ครอบครัวเธอคงถึงขั้นล้มละลายได้เลย
เจียงจิ่งหาวโดนเทศน์จนหน้าจ๋อยไม่กล้าเถียง เขาเอานิ้วถูจมูกแก้เก้อ
“ขอโทษครับ ผมไม่รู้สถานการณ์ทางบ้านของคุณ ผมปากไวไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตุ๋นไก่ต้องใช้เวลานาน คุณนั่งพักก่อนสิ จะดื่มน้ำหน่อยไหม” เลิ่งฮุ่ยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ยังไงเจียงจิ่งหาวก็เป็นคนอื่นสำหรับเธออยู่แล้ว
“อ้อ!” จู่ๆ เจียงจิ่งหาวก็ร้องขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก เขาถึงกับกระเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ “ผู้พันเสี่ยวป่วยอยู่โรงพยาบาลคนเดียวไม่มีคนเฝ้า ไม่ได้การละ ผมต้องรีบกลับไปดูแลเขา ส่วนซุปไก่นี่... เดี๋ยวถ้าตุ๋นเสร็จแล้ว ต้องรบกวนสหายเลิ่งช่วยเอาไปส่งที่โรงพยาบาลให้หน่อยนะครับ”
พูดจบ เขาก็วิ่งแน่บออกไปทางประตูทันที
“เดี๋ยวสิ! เฮ้ย! คุณกลับมาเอาไปเองนะ ฉันยุ่งมากไม่มีเวลาไปส่งให้พวกคุณ...”
เลิ่งฮุ่ยตะโกนเรียกไล่หลัง แต่มองไปอีกทีก็เห็นเพียงแผ่นหลังไวๆ ที่หายลับไปแล้ว เธอกุมขมับด้วยความปวดหัว คนพวกนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดนะ?
พูดยังไม่ทันรู้เรื่องก็วิ่งหนีไปเฉยเลย
เธอเดินกลับเข้าไปในครัว มองดูหม้อดินที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
[จบบท]