บทที่ 66: ความรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า
ถังหลินเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา กลิ่นหอมฉุยของเนื้อไก่ก็ลอยมาเตะจมูกนางอย่างจัง
“วันนี้ไปเอาไก่มาจากไหนอีกแล้วล่ะ”
“ลูกพี่ลูกน้องของเจียงจิ่งเทาหิ้วมาให้ค่ะ” เลิ่งฮุ่ยตอบพลางสานไม้ไผ่เส้นสุดท้ายปิดขอบตะกร้าจนเสร็จสมบูรณ์
เธอเก็บตะกร้าไม้ไผ่เข้าที่ ก่อนจะกวาดเศษไม้ไผ่ที่ตกเกลื่อนพื้นเข้าไปกองรวมกันในครัว รอเวลาจุดไฟทำกับข้าวจะได้ยัดเศษไม้พวกนี้เข้าเตาไฟเผาทิ้งไปพร้อมกัน
“ลูกพี่ลูกน้องของเจียงจิ่งเทามาที่บ้านเราทำไมกัน แล้วอยู่ดีๆ ทำไมต้องหิ้วไก่มาให้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วย” ถังหลินถามด้วยความสงสัย
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เลิ่งฮุ่ยหิ้วปิ่นโตอาหารเดินมาถึงตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาล จังหวะที่กำลังก้าวเดินอยู่นั้น เธอก็เกือบจะชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง เลิ่งฮุ่ยขยับหลบไปทางขวา อีกฝ่ายก็ขยับมาขวา พอเธอขยับไปทางซ้ายเพื่อจะเดินเลี่ยงไป อีกฝ่ายก็ขยับมาซ้ายดักหน้าไว้อีก
เลิ่งฮุ่ยหยุดเดิน ยืดตัวตรงแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนที่จงใจมายืนขวางทาง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสหายหญิงร่างเล็กที่เตี้ยกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะ หน้าตาสะสวยจิ้มลิ้ม ผมเปียสองข้างถักไว้อย่างเรียบร้อยเงางามดูสุขภาพดี สิ่งเดียวที่ทำลายความสวยงามบนใบหน้าของหล่อนคงจะเป็นดวงตาปลาตายคู่นั้นที่กำลังถลึงจ้องมองเธออย่างเอาเรื่อง
เลิ่งฮุ่ยหลุบตาลงมองปิ่นโตในมือของอีกฝ่าย “เธอต้องการจะสื่ออะไร”
ถ้าจะมาหาเรื่องกันก็เปิดอกคุยกันให้รู้เรื่อง คนอย่างเลิ่งฮุ่ยไม่เคยนึกกลัวการหาเรื่องใส่ตัวอยู่แล้ว
“ทำไมถึงเป็นเธออีกแล้ว จริงๆ เลยนะ ตามจองล้างจองผลาญไม่เลิกรา!” ซูเหยาตะคอกพร้อมกับยื่นมือผลักเลิ่งฮุ่ยเต็มแรง แต่เลิ่งฮุ่ยเบี่ยงตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อเห็นว่าเลิ่งฮุ่ยหลบได้ ซูเหยาก็ยิ่งโมโหจนหน้าแดงก่ำ ถลันตัวจะเข้าไปผลักอีกรอบ แต่ด้วยแรงส่งที่มากเกินไปบวกกับเลิ่งฮุ่ยยื่นเท้าออกมาขัดขาเบาๆ
“ว้าย!”
ซูเหยาถลาหน้าคะมำเกือบจะล้มฟาดพื้นท่ากบ ดีที่หล่อนยังใช้มือยันพื้นไว้ได้ทัน
ถึงตัวจะไม่ล้ม แต่ปิ่นโตในมือกลับร่วงกระแทกพื้น ฝาเปิดออกจนน้ำแกงไก่ที่อยู่ข้างในหกกระจายเจิ่งนองเต็มพื้นทางเดิน
น่าเสียดายของจริงๆ
“น้ำแกงไก่ของฉัน!”
ซูเหยามองน้ำแกงที่ตัวเองอุตส่าห์ตื่นมาเคี่ยวด้วยความตั้งใจหกเลอะเทอะอยู่บนพื้นด้วยความตะลึงงัน
เพียงชั่วพริบตา ความโกรธก็พุ่งพล่านจนตัวสั่นเทิ้ม หล่อนเงยหน้าขึ้นตวาดเสียงแหลม “นังหน้าด้าน ฉันจะตบแกให้ตายกันไปข้าง!”
“เธอคิดจะทำอะไร”
ในจังหวะที่เลิ่งฮุ่ยกำลังยกเท้าเตรียมจะถีบสวน ร่างสูงของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าเธอไว้เสียก่อน
เจียงจิ่งเทาสะบัดซูเหยาออกไปอย่างแรง จนร่างของซูเหยาเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
ซูเหยาก้มมองฝ่ามือที่ครูดไปกับพื้นจนเกิดรอยแดงถลอก ก่อนจะเงยหน้าด่ากราด “เจียงจิ่งเทา นายอยากตายนักหรือไงหะ”
เจียงจิ่งเทาสวนกลับทันควัน “คนที่อยากตายมันเธอนั่นแหละ คิดจะมารังแกเลิ่งฮุ่ย ถามฉันหรือยังว่ายอมไหม”
ซูเหยาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว สายตามองข้ามไหล่เจียงจิ่งเทาไปจิกกัดเลิ่งฮุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลัง มุมปากเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “เก่งจริงๆ นะ วันนี้ฉันได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
เจียงจิ่งเทาได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “หุบปากเน่าๆ ของเธอไปเลยนะซูเหยา เธอจะเปิดหูเปิดตาหรือโดนมีดแทงก้นฉันไม่สนใจ แต่อย่ามาหาเรื่องแถวนี้ รีบขอโทษเลิ่งฮุ่ยเดี๋ยวนี้”
ซูเหยาโกรธจนควันออกหู “เจียงจิ่งเทา แหกตาดูให้ดีๆ หน่อยสิ นังนั่นมันผลักฉันล้ม น้ำแกงไก่ฉันหกหมดแล้วเนี่ย ฉันไม่เรียกร้องให้มันชดใช้ค่าน้ำแกงก็ถือว่าบุญหัวมันแล้ว นายยังมีหน้ามาสั่งให้ฉันขอโทษมันอีก นายคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนฮะ!”
“เธอมันหาเรื่องเจ็บตัวเอง แล้วทำไมฉันต้องชดใช้ด้วย” เลิ่งฮุ่ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะกล่าวเตือนเสียงเย็น “คราวหน้าถ้ายังมาหาเรื่องกันแบบไม่มีเหตุผลอีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือน จะซัดให้ฟันร่วงหมดปากเลยคอยดู”
“แก... แกมันจะมากเกินไปแล้วนะ” ซูเหยาโกรธจนน้ำตาคลอเบ้า
เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นว่าเริ่มมีคนไข้และพยาบาลในตึกชะโงกหน้าออกมามองด้วยความสนใจ จึงไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาไปมากกว่านี้ เธอคว้าแขนเจียงจิ่งเทาแล้วลากเขาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที
เมื่อขึ้นมาถึงก็เจอกับเจียงจิ่งหาวที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ แอบฟังเหตุการณ์อยู่ตรงบันได เลิ่งฮุ่ยยัดปิ่นโตใส่อกเขาอย่างแรง “เรื่องวุ่นวายพรรค์นี้ ทีหลังไม่ต้องมาเรียกใช้อีกนะ”
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเอาไก่ตุ๋นมาส่ง เธอคงไม่ต้องมาเจอเรื่องน่ารำคาญใจแบบนี้
เจียงจิ่งหาวรีบตะครุบปิ่นโตไว้ด้วยความตกใจ กลัวน้ำแกงข้างในจะหกอดกินกันพอดี
เจียงจิ่งเทาเพิ่งจะตั้งสติได้ จึงเอ่ยถามขึ้น “นี่เธอมาเยี่ยมพี่เสี่ยวเหรอ”
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองไปทางสุดทางเดิน “เปล่า พวกนายยุ่งกันไปเถอะ ฉันกลับล่ะ”
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ” เจียงจิ่งหาวร้อนรนขึ้นมาทันที “สหายเลิ่ง มืดค่ำป่านนี้แล้วกลับคนเดียวมันอันตราย เดี๋ยวให้เจ้าเทามันไปส่ง”
เจียงจิ่งเทาพอโดนพี่ชายสะกิดก็รีบผสมโรง ดึงแขนเลิ่งฮุ่ยไว้ “ใช่ๆ พี่ชายฉันพูดถูก เดี๋ยวฉันไปส่ง รอแป๊บเดียว”
สองพี่น้องตระกูลเจียงช่วยกันฉุดกระชากลากถู จนในที่สุดก็พาเลิ่งฮุ่ยเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยจนได้
“มากันแล้วเหรอ”
ทันทีที่ทั้งสามคนก้าวเข้ามาในห้อง เสี่ยวเยว่ที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ก็ส่งยิ้มทักทายเลิ่งฮุ่ย
“พี่เสี่ยว อาการเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เจียงจิ่งเทาวางกระป๋องผลไม้ที่หิ้วมาไว้บนโต๊ะ แล้วรีบเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรมากหรอก นอนพักอีกไม่กี่วันก็คงออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ไม่ต้องห่วง”
เจียงจิ่งหาวจัดการเปิดฝาปิ่นโตออก ชะโงกหน้ามองดูข้างในเห็นมีแต่น้ำใสๆ ไม่มีเนื้อไก่สักชิ้น “ผู้กองเสี่ยว รีบกินน้ำแกงไก่ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะเย็นชืดหมด เสียน้ำใจสหายเลิ่งเขาแย่”
เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วหันไปมองค้อนเจียงจิ่งหาววงใหญ่ เธอค้นพบว่าไม่ใช่แค่เสี่ยวเยว่คนเดียวหรอกที่ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง พี่น้องคู่นี้ก็อาการหนักพอๆ กัน
“เลิ่งฮุ่ยเป็นคนตุ๋นไก่นี้ให้พี่เสี่ยวเหรอ” เจียงจิ่งเทาทำหน้าตาตื่นตะลึง หันมองเสี่ยวเยว่ทีแล้วหันมามองเลิ่งฮุ่ยที
เลิ่งฮุ่ยลากเก้าอี้มานั่งลง เธอยิ้มมุมปากก่อนจะโยนระเบิดลูกใหญ่ “พี่ชายนายตุ๋นต่างหาก”
“พี่ชายฉันตุ๋น?” เจียงจิ่งเทาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างประหลาด
เสี่ยวเยว่เบนสายตาไปทางเจียงจิ่งหาว เหมือนกำลังรอคำอธิบาย
เจียงจิ่งหาวรู้สึกกดดันจนเหงื่อตก หัวเราะแห้งๆ แก้ตัว “ฉันก็แค่ช่วยจัดการเตรียมไก่ให้ ส่วนขั้นตอนอื่นๆ สหายเลิ่งเขาเป็นคนจัดการเองทั้งหมดนั่นแหละ”
เขารีบยัดปิ่นโตใส่มือเสี่ยวเยว่เพื่อตัดบท กลัวความจะแตกไปมากกว่านี้ “ไม่ต้องไปสนหรอกว่าใครตุ๋น รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่เถอะ”
“ขนาดฉันเองยังไม่เคยได้กินฝีมือเลิ่งฮุ่ยเลยนะ” เจียงจิ่งเทาจ้องน้ำแกงในมือเสี่ยวเยว่ตาเป็นมัน “พี่เสี่ยว รสชาติเป็นไง อร่อยไหม”
เสี่ยวเยว่ยกปิ่นโตขึ้นซดน้ำแกงเข้าไปหนึ่งอึก ปล่อยให้รสสัมผัสแผ่ซ่านในปากครู่หนึ่งก่อนจะกลืนลงคอ
เขาเหลือบตามองเลิ่งฮุ่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อร่อย”
“ฉันไม่ได้กินน้ำแกงไก่มาตั้งนานแล้ว ขอชิมสักคำสิ” เจียงจิ่งเทาอยากรู้นักว่ารสมือเลิ่งฮุ่ยจะเป็นยังไง
“เฮ้ย นายจะมาแย่งของกินคนป่วยได้ไง หน้าไม่อาย” เจียงจิ่งหาวรีบกันท่าเจ้าน้องชายตัวดี
เจียงจิ่งเทาทำหน้ามุ่ย หันไปมองเลิ่งฮุ่ยด้วยสายตาน้อยอกน้อยใจ “ทีกับฉันเธอไม่เห็นเคยทำให้กินบ้างเลย”
“แม่ฉันบอกว่าแกงจืดฝีมือฉันน่ะจืดชืดไร้รสชาติ พวกนายนี่ยังไงกัน ลิ้นมีปัญหากันหมดหรือไง น้ำแกงไก่ไม่ได้ใส่เกลือสักเม็ดทำไมถึงแย่งกันกินอยู่ได้” เลิ่งฮุ่ยถามด้วยความงุนงง
“แค่กๆ”
เสี่ยวเยว่สำลักน้ำแกงจนหน้าแดง
สองพี่น้องตระกูลเจียงหันขวับมามองเลิ่งฮุ่ยเป็นตาเดียว ก่อนจะเบนสายตาไปมองเสี่ยวเยว่ที่กำลังไอตัวโยน
“พี่เสี่ยว เห็นพี่ซดเอาๆ ฉันก็นึกว่าอร่อยเหาะ... เดี๋ยวสิ น้ำแกงจืดสนิทแบบนี้พี่กินเข้าไปได้ยังไง” เจียงจิ่งหาวตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ไม่เข้าใจว่าพลังแห่งความรักมันทำให้ลิ้นคนเพี้ยนได้ขนาดนี้เลยเชียวหรือ
เจียงจิ่งเทาที่เคยมีประสบการณ์รสชาติอาหารฝีมือถังหลินกับเลิ่งฮุ่ยมาแล้วเมื่อคราวก่อน ถึงกับส่ายหน้า วันนี้เขาได้ประจักษ์แจ้งถึงระดับความสามารถในการทำอาหารของเลิ่งฮุ่ยอย่างถ่องแท้แล้ว
เขาหันไปเทศนาเลิ่งฮุ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับผู้เชี่ยวชาญ “เลิ่งฮุ่ย ฟังนะ ไม่ว่าจะตุ๋นน้ำแกงอะไร ก่อนตุ๋นหรือหลังตุ๋นเสร็จมันต้องใส่เกลือปรุงรสด้วย แล้วเพื่อดับคาวก็ควรจะใส่ขิงฝานลงไปสักหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยกลอกตามองบน “หน้าตาฉันดูโง่ขนาดนั้นเลยหรือไง เรื่องตุ๋นแกงต้องใส่เกลือใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ”
“อ้าว แล้วทำไมเธอไม่ใส่เกลือล่ะ”
“เมื่อวานฉันเพิ่งหัดตุ๋นครั้งแรกเลยลืมใส่ วันนี้นายเจียงจิ่งหาววิ่งแจ้นไปบอกฉันที่บ้านว่าเสี่ยวเยว่ชอบรสชาติที่ฉันทำ นั่นก็แปลว่าเขาชอบกินแกงจืดๆ แบบไม่ปรุงรสไม่ใช่หรือไง ฉันก็เลยจงใจไม่ใส่เกลือมาให้นี่ไงล่ะ”
เปรี้ยง!
เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางห้อง ทั้งสามคนยืนนิ่งค้างทำหน้าไม่ถูก
เสี่ยวเยว่เพิ่งจะรู้ความจริงว่าเจียงจิ่งหาวใช้ข้ออ้างโง่ๆ แบบนี้ไปหลอกให้เลิ่งฮุ่ยตุ๋นไก่มาให้
ส่วนเจียงจิ่งเทาก็เพิ่งจะรู้สึกตัวเดี๋ยวนี้เองว่าเสี่ยวเยว่มี ‘ความนัย’ บางอย่างกับเลิ่งฮุ่ย ชัดเจนเลยว่ามีเจตนาแอบแฝง!
[จบบท]