บทที่ 75: เรือแห่งมิตรภาพที่พลิกคว่ำได้ง่ายดาย
สองแม่ลูกเดินออกจากร้านขายของชำ ความรู้สึกขุ่นมัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังคงตกตะกอนอยู่ในใจ ส่งผลให้อารมณ์ของทั้งคู่หม่นหมองลงเล็กน้อย
เมื่อกลับถึงหน้าบ้าน ถังหลินกระโดดลงจากรถจักรยาน สายตาเหลือบไปเห็นเจียงจิ่งเทานั่งรออยู่ตรงบันไดหน้าประตูรั้ว เธอจึงปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มแล้วร้องทักทายขึ้นก่อน
“จิ่งเทามาแล้วเหรอจ๊ะ”
เจียงจิ่งเทารีบลุกขึ้นยืนพลางยกมือเกาหัวด้วยความเก้อเขิน
“สวัสดีครับน้าถังหลิน ผมมาหาเลิ่งฮุ่ยมีธุระนิดหน่อยครับ นี่น้าเพิ่งเลิกงานกลับมาเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ น้าเพิ่งเลิกงานกลับมา อย่ามัวแต่ยืนตากลมอยู่หน้าประตูเลย มีอะไรก็เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”
พูดจบ ถังหลินก็เดินนำไปไขกุญแจแล้วผลักประตูรั้วเปิดออกเพื่อให้เลิ่งฮุ่ยเข็นรถจักรยานเข้าไปด้านใน ส่วนตัวเธอเดินรั้งท้ายเพื่อปิดประตูรั้วให้เรียบร้อย
เลิ่งฮุ่ยจอดรถจักรยานเข้าที่เข้าทาง หันกลับมามองถุงในมือของเจียงจิ่งเทาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ดึกป่านนี้แล้ว นายมาหาฉันมีธุระอะไร”
ยังไม่ทันที่เจียงจิ่งเทาจะได้อ้าปากตอบ ถังหลินที่หิ้วถุงผักดองเดินผ่านหน้าทั้งสองคนเพื่อจะเข้าตัวบ้านก็หันมาถามแทรกขึ้นเสียก่อน
“จิ่งเทากินน้ำกินท่ามาหรือยังลูก”
เจียงจิ่งเทารีบหันไปตอบถังหลินด้วยท่าทีสุภาพ
“ขอบคุณครับน้าถังหลิน ผมไม่หิวครับ น้าไปทำธุระเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจผม”
“ได้จ้ะ งั้นคุยกันไปก่อนนะ น้าจะไปทำกับข้าว เย็นนี้อยู่กินข้าวบ้านน้านะ”
เจอความกระตือรือร้นของถังหลินเข้าไป ประกอบกับภาพความทรงจำรสชาติฝีมือการทำอาหารของเธอในอดีตผุดขึ้นมาในหัว เจียงจิ่งเทาถึงกับตัวสั่นขนลุกซู่ รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“น้าครับ ไม่ต้องทำเผื่อผมนะครับ เดี๋ยวผมก็กลับแล้ว แม่ผมทำกับข้าวรออยู่ที่บ้าน ขืนไม่กลับไปกินโดนบ่นหูชาแน่”
เลิ่งฮุ่ยเห็นท่าทางนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ เธอเดินเข้าไปหยิบเก้าอี้สองตัวออกมาจากในบ้าน วางไว้ใต้ชายคาแล้วนั่งลงไขว่ห้าง เอนหลังพิงผนังบ้านด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะย้ำคำถามเดิม
“นายยังไม่ได้บอกเลยนะว่ามาหาฉันทำไม”
เจียงจิ่งเทาเห็นดังนั้นก็ทำตามบ้าง เขาหยิบเก้าอี้อีกตัวมานั่งพิงผนังข้างๆ แต่ยังไม่ยอมบอกจุดประสงค์ กลับชี้ไปที่ชุดทำงานของเลิ่งฮุ่ยแล้วถามกลับ
“ทำไมเธอถึงใส่ชุดทำงานของโรงงานเครื่องจักรล่ะ ของที่โรงงานแม่เธอแจกมาใหม่เหรอ”
เลิ่งฮุ่ยก้มลงมองตัวอักษรชื่อโรงงานบนหน้าอกเสื้อ ยืดอกขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“เรื่องนี้ฉันลืมบอกนายไปเลย ตอนนี้ฉันเป็นพนักงานประจำของโรงงานเครื่องจักรแล้วนะ ต่อไปนี้ฉันไปทำงานพร้อมแม่ได้ทุกวัน”
เจียงจิ่งเทาคิดว่าหูฝาด ถึงกับต้องเอานิ้วแคะหูแล้วถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“เธอว่าอะไรนะ เธอได้เป็นพนักงานประจำของโรงงานเครื่องจักรแล้วงั้นเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“ไปทำเรื่องเข้าทำงานเมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะเริ่มงานได้ไม่กี่วันเอง”
เลิ่งฮุ่ยเอนหัวพิงผนัง สายตาทอดมองแสงสีส้มของท้องฟ้ายามเย็น พลางส่ายหัวไปมาเบาๆ
“เพราะงั้น ต่อไปนี้นายไม่ต้องมาคอยห่วงว่าฉันจะโดนเจ้าหน้าที่เขตไล่ไปอยู่ชนบทแล้วนะ”
ข่าวนี้ทำเอาเจียงจิ่งเทาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เขาเกาหัวแกรกๆ แล้วพึมพำออกมา
“ดูท่าฉันคงต้องให้พ่อกับแม่ช่วยหางานให้ทำบ้างแล้วสิ ถ้าเธอไม่ต้องไปชนบท ฉันก็ไม่อยากไปเหมือนกัน”
เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ปรายตามองเพื่อนชายคนสนิท
“นายเป็นเห็บหมาหรือไง ฉันไม่ไป นายก็จะไม่ไป คิดว่างานการมันหาง่ายเหมือนผักกาดขาวในตลาดสดรึไง นึกอยากจะทำก็มีให้ทำ แต่ก็เอาเถอะ มีงานทำก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมาเดินเตร็ดเตร่ให้พวกจิ๊กโก๋ปากซอยมันชวนไปเสียคน”
พอได้ยินประโยคสุดท้าย เจียงจิ่งเทาก็หน้ามุ่ยทันที
“เลิ่งฮุ่ย ในสายตาเธอฉันดูเป็นคนใจง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ใครมาสะกิดก็เสียคนได้เนี่ยนะ เธอดูถูกกันเกินไปแล้ว”
เลิ่งฮุ่ยคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย
จังหวะนั้นเอง ถังหลินล้างแอปเปิลสองลูกเดินออกมาจากครัว เธอยื่นให้เจียงจิ่งเทาลูกหนึ่งและเลิ่งฮุ่ยอีกลูก
เลิ่งฮุ่ยกัดแอปเปิลดัง “กร้วม” รสชาติเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอ ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะที่กำลังว่างเปล่าให้ร้องประท้วงหนักกว่าเดิม
เจียงจิ่งเทามองแอปเปิลลูกสวยในมือ กัดไปคำหนึ่งแล้วถามขึ้นทั้งที่ของกินยังเต็มปาก
“แอปเปิลดีขนาดนี้มีคูปองก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ พวกเธอไปหาซื้อมาจากไหนเนี่ย”
“มีของกินอุดปากแล้วก็ยังไม่เงียบอีก!”
เลิ่งฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่เอ่ยชื่อเสี่ยวเยว่ออกมา
“เรื่องที่ฉันมีงานทำ นายอย่าเที่ยวไปป่าวประกาศให้ใครรู้ล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเปล่าๆ”
เจียงจิ่งเทาทำหน้ามุ่ยอีกรอบ เถียงกลับทันควัน
“ฉันไม่ใช่พวกปากสว่างสักหน่อย ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เอาไปโพทะนาหรอกน่า”
“มีธุระอะไรก็รีบว่ามา”
เลิ่งฮุ่ยเร่งยิก ขี่รถตากลมกลับมาเหงื่อเริ่มแห้ง ตัวเริ่มเหนียวเหนอะหนะ เธออยากจะรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มที
เจียงจิ่งเทาเพิ่งนึกขึ้นได้ เขารีบล้วงเอาวิทยุเครื่องหนึ่งออกมาจากถุงผ้าที่หิ้วมาด้วย
“ตั้งแต่รู้ว่าเธอซ่อมวิทยุเป็น ฉันก็คอยมองหาของเก่าตามที่ต่างๆ ตลอด นี่ไง ฉันเพิ่งได้วิทยุเครื่องนี้มาจากเพื่อน เธอช่วยซ่อมให้หน่อยสิ ถ้าซ่อมเสร็จฉันเลี้ยงบะหมี่เนื้อชามหนึ่ง”
“แค่บะหมี่เนื้อชามเดียว? ฝันไปเถอะ”
เลิ่งฮุ่ยปฏิเสธทันที ฝีมือระดับเธอไม่ได้มีราคาถูกขนาดนั้น
เจียงจิ่งเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว
“งั้นถ้าซ่อมเสร็จ ขายได้แล้วฉันแบ่งให้เธอสองส่วน”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าดิก
เจียงจิ่งเทากัดฟันเสนอเพิ่ม
“งั้นสามส่วน?”
เลิ่งฮุ่ยยังคงส่ายหน้า ยืนยันคำเดิม
“ห้าสิบห้าสิบ ถ้าไม่ตกลง นายก็เอาไปให้คนอื่นซ่อม จบข่าว”
เจียงจิ่งเทาเริ่มร้อนรน เสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เฮ้ย เลิ่งฮุ่ย เธอนี่มันงกยิ่งกว่าพวกนายทุนหน้าเลือดอีกนะ แค่ซ่อมเฉยๆ จะเอาตั้งครึ่งหนึ่ง ทำไมไม่ปล้นเอาเลยล่ะ ง่ายกว่าเยอะ”
เลิ่งฮุ่ยคว้าวิทยุเก่าคร่ำครึมาถือไว้ พลิกดูด้วยสายตารังเกียจ
“ถ้านายไม่มีฉันซ่อมให้ ไอ้เจ้านี่มันก็แค่ขยะชิ้นหนึ่ง ไร้ค่า แต่ถ้าฉันซ่อมให้ มันจะกลายเป็นวิทยุมือสองราคาหลายสิบหยวนทันที”
“ระหว่างเศษขยะไร้ค่ากับเงินหลายสิบหยวน นายเลือกเอาเองแล้วกัน”
พูดจบ เธอก็ยัดวิทยุใส่มือคืนเจียงจิ่งเทา
เจียงจิ่งเทาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“เลิ่งฮุ่ย ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอหน้าเลือดขนาดนี้ ปล้นกันหน้าด้านๆ ยังมีหน้ามาพูดให้ดูดีอีก”
เรือลำน้อยแห่งมิตรภาพทำท่าจะล่มปากอ่าวเสียแล้ว
เลิ่งฮุ่ยลุกขึ้นเดินไปตบแก้มเจียงจิ่งเทาเบาๆ พร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบแปดซี่
“ไอ้หนู วงการของมือสองน่ะน้ำมันลึก นายไม่รู้อิโหน่อิเหน่กระโดดลงไป ระวังจะจมน้ำตายไม่รู้ตัว ดีไม่ดีจะเสียทั้งเงินเสียทั้งของ”
ตัวอย่างมีให้เห็น อย่างตอนที่เธอไปทำการค้าครั้งก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะมีวิชาติดตัว ป่านนี้คงโดนหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวไปแล้ว เจียงจิ่งเทาในสายตาพวกพ่อค้าเขี้ยวลากดินพวกนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะหลงฝูง
เจียงจิ่งเทาหน้าแดงซ่าน รีบปัดมือเลิ่งฮุ่ยออกด้วยความเขิน
“พะ...พูดก็พูดไปสิ อย่ามาถึงเนื้อถึงตัว”
“เอาล่ะ ฟ้ามืดแล้ว รีบกลับบ้านไปได้แล้ว”
เลิ่งฮุ่ยออกปากไล่ เธออยากอาบน้ำเต็มแก่ ไม่มีอารมณ์จะมานั่งต่อล้อต่อเถียงอีก
เจียงจิ่งเทาคว้าถุงผ้าลุกขึ้นเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป แต่ปากยังไม่วายบ่นพึมพำ
“คอยดูเถอะ โลกนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเธอคนเดียวสักหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยหรี่ตามองไล่หลัง โบกมือลาอย่างไม่ยี่หระ
“เชิญจ้ะ เดินดีๆ นะ ไม่ส่ง”
เจียงจิ่งเทาเห็นว่าเลิ่งฮุ่ยไม่คิดจะรั้งเขาไว้จริงๆ ฝีเท้าที่ก้าวฉับๆ ก็เริ่มช้าลงจนหยุดกึกในที่สุด เขาหันกลับมาถามด้วยความข้องใจ
“ทำไมต้องห้าสิบห้าสิบด้วย”
“พี่น้องแท้ๆ ยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน เคยได้ยินไหม อีกอย่าง ถ้านายอยากรู้เหตุผลจริงๆ นายก็ลองซ่อมไอ้เศษเหล็กนั่นเอง แล้วลองเอาไปขายดูสิ”
เลิ่งฮุ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น
เมื่อส่งแขกเจ้าปัญหากลับไปได้แล้ว ถังหลินที่แอบฟังอยู่นานก็เดินออกมาจากครัว
“ลูกจำเป็นต้องเขี้ยวขนาดนั้นเลยเหรอ”
เลิ่งฮุ่ยเดินเข้าห้องไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา ตอบกลับแม่เสียงเรียบ
“เหอะ ครั้งนี้ฉันตั้งใจจะสอนบทเรียนให้หมอนั่นรู้ซะบ้าง ว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรอก ทุกวงการมันมีเล่ห์เหลี่ยมของมัน ถ้าไม่มีฝีมือจริงก็อยู่ยาก”
“อีกอย่าง ต้องให้เขารู้ชัดๆ ไปเลยว่า ระหว่างเพื่อนถ้ามีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องตกลงผลประโยชน์กันให้ลงตัวตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์มันจะพังเอาง่ายๆ ถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มิตรภาพถึงจะยั่งยืน”
ถังหลินยิ้มล้อเลียน
“ไม่กลัวว่าเขาจะโกรธจนเลิกคบกับลูกไปเลยหรือไง”
เลิ่งฮุ่ยทำเสียงขึ้นจมูก “ฮึ” แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ตอบ
ถ้าวันนี้เจียงจิ่งเทาเอาวิทยุของตัวเองมาให้ซ่อมเพราะอยากฟัง เธอจะช่วยซ่อมให้ฟรีๆ ในฐานะเพื่อน แต่ในเมื่อเขาคิดจะเอามันไปหากำไร ก็ต้องคุยเรื่องส่วนแบ่งให้ชัดเจน
ถ้าช่วยครั้งนี้แล้วครั้งหน้าเขาไปหาของเก่ามาอีก จะให้เธอซ่อมให้อีกไหม? ถ้าปฏิเสธ เขาก็จะมองว่าเธอแล้งน้ำใจ ถ้าช่วยซ่อมให้ฟรีๆ เขาก็จะได้ใจ แล้วเธอก็จะกลายเป็นลูกจ้างฟรีของเขาไปตลอดชาติ
แบบนั้น ความสัมพันธ์คงจบเห่เร็วกว่าเดิมเสียอีก
...
มื้อเย็นวันนี้ ถังหลินโชว์ฝีมือผัดเห็ดใส่เนื้อไม่ยั้งมือ แถมยังมีหัวไชเท้าดองรสจัดจ้านที่ซื้อมาเมื่อตอนบ่าย นำมาผัดน้ำมันให้หอมกรุ่นอีกรอบ กับข้าวสองอย่าง มีทั้งเนื้อทั้งผัก กินคู่กับแผ่นแป้งข้าวฟ่างร้อนๆ
ด้วยพลังพิเศษที่ถังหลินแอบใช้ บวกกับเคล็ดลับการทำอาหารที่ฉีหนวนหยางสอนมาอย่างดี ทำให้แป้งข้าวฟ่างฝีมือถังหลินในวันนี้รสชาตินุ่มนวลชวนกิน ไม่แข็งโป๊กจนฟันแทบหักเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เลิ่งฮุ่ยอาบน้ำเสร็จออกมานั่งตัวหอมฉุยที่โต๊ะอาหาร ได้กลิ่นกับข้าวลอยมาเตะจมูกก็น้ำลายสอ
“แม่จ๋า ฝีมือแม่เดี๋ยวนี้สุดยอดไปเลย ทั้งสีทั้งกลิ่นน่ากินชะมัด หนูขอลองชิมเห็ดก่อนนะ”
เธอคีบเห็ดชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ
ทันทีที่ฟันกระทบเนื้อเห็ด น้ำซุปหวานฉ่ำก็ทะลักออกมา รสชาติกลมกล่อมของเห็ดผสมผสานกับความหวานของเนื้อกระจายไปทั่วปาก
“อร่อย! เนื้อสัมผัสมันนุ่มลื่นเหมือนแพรไหม ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน รสชาติมันซึมลึกเข้าไปทุกอณู โอ๊ย ฟินสุดๆ หยุดกินไม่ได้แล้ว”
“พรูด...แค่กๆ”
ถังหลินที่กำลังซดน้ำซุปอยู่ถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคำบรรยายเวอร์วังอลังการของลูกสาว
กว่าจะหยุดไอได้ ถังหลินก็โบกไม้โบกมือ
“ลูกพูดให้มันปกติหน่อยได้ไหม แม่ทำกับข้าวเองกับมือ รสชาติเป็นยังไงแม่รู้ดี ไม่ต้องมาอวยกันขนาดนั้น”
“ก็มันอร่อยจริงๆ นี่นา ชมก็หาว่าเวอร์ คนแก่นี่เอาใจยากจัง”
เลิ่งฮุ่ยบ่นงึมงำแล้วก้มหน้าก้มตากินต่อ
ถังหลินดุแก้เขิน
“มีของกินแล้วยังไม่หุบปากอีก”
หลังจากฟาดแผ่นแป้งไปสองแผ่นจนพุงกาง เลิ่งฮุ่ยก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยขึ้น
“เห็นไหมล่ะ การหาแฟนที่ทำกับข้าวเก่งมันดีอย่างนี้นี่เอง วันหลังถ้าอาฉีมา แม่ต้องให้เขาสอนทำกับข้าวเด็ดๆ ไว้อีกหลายๆ เมนูนะ”
ถังหลินสวนกลับทันควัน
“เขาไม่ใช่แฟนแม่สักหน่อย อย่าพูดมั่วๆ”
“ตอนนี้ไม่ใช่ เดี๋ยวก็ใช่ หนูแค่ช่วยยืนยันสถานะล่วงหน้าให้เฉยๆ”
...
คนเรานี่ก็แปลก
ตอนทำงานก็เฝ้ารอวันหยุดใจจะขาด เพราะหวังจะได้นอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบเด้งตัวจากที่นอน
แต่พอถึงวันหยุดจริงๆ นาฬิกาชีวิตเจ้ากรรมกลับปลุกให้ตื่นตรงเวลาเป๊ะ จะข่มตานอนต่อก็ไม่หลับ
เลิ่งฮุ่ยเดินงัวเงียออกมาจากห้องนอน เจอถังหลินเดินออกมาพอดี สองแม่ลูกมองหน้ากันโดยไม่ต้องนัดหมาย ต่างฝ่ายต่างเงียบ แล้วพากันออกไปวิ่งรอบลานบ้านสิบรอบ ก่อนจะมายืนรำมวยจีนบริหารร่างกาย
เลิ่งฮุ่ยแยกตัวเข้าครัวไปทำมื้อเช้า ส่วนถังหลินเดินไปดูแปลงผัก ปล่อยพลังพิเศษหล่อเลี้ยงต้นกล้าให้น้อยๆ
เห็นถั่วฝักยาวเริ่มแตกยอดอ่อนเลื้อยหาที่เกาะ เธอเลยกะว่ากินข้าวเสร็จจะมาทำค้างให้มันเลื้อยสักหน่อย
“มื้อเช้ากินแค่นี้เหรอ?”
ถังหลินชี้ไปที่จานอาหารบนโต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์
คราวที่แล้วเลิ่งฮุ่ยต้มไข่สองฟองกับชงนมข้นหวานให้แก้วหนึ่ง
วันนี้พัฒนาขึ้นมาหน่อย เป็นไข่ดาว (ที่หน้าตาดูไม่จืด เกือบจะไหม้) กับนมข้นหวานเหมือนเดิม
เลิ่งฮุ่ยคีบไข่ดาวขึ้นมากัดพลางตอบ
“สารอาหารครบถ้วนขนาดนี้ แม่ยังจะบ่นอีกเหรอ”
“ไม่ใช่เรื่องสารอาหาร แต่มันไม่อิ่ม! คราวที่แล้วไข่ใบเท่าลูกเจี๊ยบสองฟองกับนมแก้วเดียว ไปถึงโรงงานยังไม่ทันถึงชั่วโมง แม่ก็หิวจนตาลายแล้ว”
สำหรับคนที่เคยผ่านความอดอยากแร้นแค้นในยุควันสิ้นโลกมาอย่างถังหลิน ความหิวโหยคือฝันร้ายที่สุด ในเมื่อตอนนี้มีกิน เธอก็อยากจะกินให้อิ่มท้อง ไม่ใช่ต้องมาทนหิวแสบท้องแบบนั้นอีก
เลิ่งฮุ่ยเริ่มรู้สึกผิด ชี้มือไปทางครัว
“งั้น...แม่ไปทำเพิ่มเองไหมล่ะ”
ต้มข้าวต้มก็เสียเวลา ทำแผ่นแป้งก็ต้องรอแป้งเซตตัว นึกไปนึกมา ที่บ้านไม่มีอาหารสำเร็จรูปติดไว้เลย
“งั้นกินเสร็จแล้วเราไปเดินสหกรณ์กันดีกว่า ถ้ามีเส้นก๋วยเตี๋ยวขายก็ซื้อมาตุนไว้สักหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย ปกติโรงงานจะจ่ายเงินเดือนทุกวันที่หนึ่ง แต่เดือนนี้มีวันหยุดยาวสามวัน ฝ่ายการเงินเลยใจดีจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้พนักงานเอาไปจับจ่ายใช้สอย
ตอนนี้สองแม่ลูกมีทั้งเงินทั้งคูปองเต็มกระเป๋า ไปเดินช้อปปิ้งหาของกินอร่อยๆ เข้าบ้านบ้างก็ดีเหมือนกัน
...
ตอนที่ฉีหนวนหยางจูงมือลูกชายเดินเข้ามาในบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ถังหลินกำลังเก็บจานชามพอดี เขาเห็นชามใส่ไข่ที่เกลี้ยงเกลาจนแทบไม่ต้องล้าง จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เมื่อเช้าพวกคุณกินอะไรกันครับเนี่ย”
ถังหลินทำหน้าบอกบุญไม่รับ ถือชามเดินหนีเข้าครัวไปดื้อๆ
ฉีหนวนหยางเลยหันมามองหน้าเลิ่งฮุ่ยแทนคำถาม
“ไข่ดาวกับนมข้นหวานค่ะ”
เลิ่งฮุ่ยตอบพลางพิจารณาเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ
เด็กชายอายุสิบขวบ สูงประมาณหน้าอกของฉีหนวนหยาง หน้าตากลมป้อมน่ารัก ดูท่าทางคงจะเหมือนแม่มากกว่าพ่อ
“นี่ลูกชายผมเอง ชื่อฉีเยว่ครับ”
ฉีหนวนหยางเห็นสายตาของเลิ่งฮุ่ย จึงดันหลังลูกชายเบาๆ
“เสี่ยวเยว่ สวัสดีพี่เขาสิลูก”
“สวัสดีครับพี่สาว”
“จ้า...สวัสดีจ้ะเสี่ยวเยว่”
เลิ่งฮุ่ยทำตัวไม่ถูก เธอไม่ค่อยถูกโรคกับเด็กเท่าไหร่ สมัยก่อนเธอกับแม่ก็อยู่กันตามลำพัง พอมาโลกนี้ น้องชายสองคนอย่างเหมิงเฟิงกับเหมิงชวนก็ไม่ค่อยจะลงรอยกับเธอ
บรรยากาศเลยดูเกร็งๆ ชอบกล
ฉีหนวนหยางวางห่อกระดาษน้ำมันลงบนโต๊ะ ยิ้มตาหยี
“เมื่อเช้าผมผ่านร้านอาหารของรัฐเลยแวะซื้อซาลาเปามาฝาก ไม่คิดว่าพวกคุณจะกินกันเรียบร้อยแล้ว แต่ซื้อมาแล้วก็เสียดายของ คุณกับลูกสาวช่วยกันกินหน่อยสิครับ ถือว่าช่วยผมไม่ให้เหลือทิ้ง”
คำพูดคำจาช่างลื่นไหลเหลือเกิน ทั้งที่รู้ว่ามื้อเช้าแค่นั้นสองแม่ลูกไม่อิ่มแน่ๆ แต่เพื่อรักษาน้ำใจ ก็เลือกจะพูดให้ดูเหมือนว่าพวกเธอช่วยสงเคราะห์เขาซะอย่างนั้น
กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อลอยมาแตะจมูก เลิ่งฮุ่ยไม่รอช้า คว้าซาลาเปาลูกใหญ่มากัดคำโต
“งั่ม! หอมมาก อร่อยสุดๆ”
ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ความใส่ใจและวาทศิลป์ของท่านรองผู้อำนวยการฉีคนนี้ ทำให้เลิ่งฮุ่ยอมยิ้มด้วยความนับถือจากใจ
หลังจากเลิ่งฮุ่ยจัดการซาลาเปาไปสองลูกพร้อมดื่มน้ำล้างคอ ถังหลินก็ล้างจานเสร็จเดินออกมาพอดี เลิ่งฮุ่ยรีบเลื่อนซาลาเปาอีกสองลูกที่เหลือไปตรงหน้าแม่
“อาฉีซื้อมาฝากแม่ค่ะ”
ถังหลินยังไม่หยิบซาลาเปา แต่หันไปมองฉีเยว่ที่นั่งเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวเยว่กินมาหรือยังลูก”
ฉีเยว่พยักหน้าหงึกๆ
“ขอบคุณครับน้า ผมกับพ่อกินอิ่มแล้วครับ”
ถังหลินพยักหน้ารับ หยิบซาลาเปาขึ้นมากัด รสชาติกลมกล่อมกำลังดี เธอหันไปส่งสายตาให้เลิ่งฮุ่ยไปชงนมข้นหวานมารับแขก
“ผมเห็นวันนี้พวกคุณตื่นเช้าจัง มีโปรแกรมจะไปไหนกันหรือเปล่าครับ ถ้ายังไม่มี...เราไปตกปลากันดีไหม”
ถังหลินหันไปถามความเห็นลูกสาว
“ฮุ่ยฮุ่ย อยากไปไหมลูก”
“จะไปตกที่ไหนคะ อ่างเก็บน้ำหรือบ่อน้ำรอบๆ เมืองมันเป็นของส่วนรวมไม่ใช่เหรอ เขาจะให้เราตกเหรอคะ”
พอพูดถึงปลา เลิ่งฮุ่ยก็เริ่มเปรี้ยวปาก ตั้งแต่ทะลุมิติมา สองแม่ลูกเพิ่งได้กินแกงจืดปลาเต้าหู้ที่โรงอาหารโรงงานไปแค่ครั้งเดียว รสชาติก็ถือว่าพอใช้ได้ ถ้าได้ปลาสดๆ มาทำกินเองคงดีไม่น้อย
[จบบท]