บทที่ 8: การเผชิญหน้า
ทันทีที่สิ้นเสียงคำถามนั้น ทุกคนในสำนักงานต่างก็พากันหันขวับมามองเป็นตาเดียว
“ลูกไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลคอยดูแลแม่หรอกเหรอ แล้ววิ่งมาทำอะไรที่โรงงานเครื่องจักรนี่?”
เมื่อจู่ๆ ก็ถูกเลิ่งฮุ่ยมาเจอเข้าแบบจังๆ เลิ่งหย่งคังก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนตัวและหวาดหวั่นอยู่ในใจ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหันไปถามเลิ่งหย่งคังด้วยความสงสัย
“นี่คือ... ลูกของสหายถังกับคุณงั้นเหรอครับ?”
เลิ่งหย่งคังรีบพยักหน้ารับทันที
“ใช่ครับ เสี่ยวหลินได้รับบาดเจ็บ ผมเองก็ต้องมาทำงาน ในช่วงสองสามวันนี้เลยจำเป็นต้องให้แกไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กคนนี้จะไม่อยู่ดูแลแม่ แล้ววิ่งทะเล่อทะล่ามาที่โรงงานแบบนี้”
โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับพันคน เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักมักจี่กับทุกคนเป็นการส่วนตัว สำหรับถังหลินแล้วเขาก็แค่พอคุ้นหน้าคุ้นตาเท่านั้น ไม่ได้สนิทสนมอะไรเป็นพิเศษ
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำอธิบายของเลิ่งหย่งคัง เขาจึงไม่ได้คิดสงสัยอะไรเพิ่มเติม และเอ่ยปากชวนเลิ่งฮุ่ยให้เข้ามานั่งข้างในตามมารยาท
ทว่าเลิ่งฮุ่ยกลับไม่ได้สนใจคำเชิญนั้น สายตาของเธอจับจ้องไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ และทันทีที่คนในสำนักงานหันมองไปที่ประตู เธอก็สังเกตเห็นซุนเสี่ยวจวนที่ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ซุนเสี่ยวจวนเป็นแค่แม่บ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง แล้วหล่อนมาทำอะไรที่โรงงานเครื่องจักร?
ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเลิ่งฮุ่ยก็คือ การที่พี่ชายใหญ่กับน้องสะใภ้มายืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันแบบนี้ มันต้องไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คงกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรกันอยู่เป็นแน่
เลิ่งฮุ่ยเดินก้าวเข้ามาในห้อง แต่เธอกลับไม่ได้นั่งลงตามคำเชิญ
เธอไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดตามมารยาทของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลแม้แต่น้อย เด็กสาวเลือกที่จะเดินไปหาที่ว่างพิงกำแพง ยืนกอดอกนิ่งๆ เพื่อรอฟังว่าคนพวกนี้จะคุยเรื่องอะไรกันต่อไป
ในวินาทีที่เลิ่งหย่งคังเห็นหน้าลูกสาว เขาก็แทบอยากจะล้มเลิกความตั้งใจและเดินหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องราวมันได้เริ่มไปแล้ว หากหันหลังกลับตอนนี้ เลิ่งฮุ่ยก็คงจะรู้อยู่ดีว่าพวกเขามาที่โรงงานเพื่อจุดประสงค์อะไร
เมื่อสถานการณ์บีบคั้นมาถึงตรงนี้ เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
ในใจลึกๆ เลิ่งหย่งคังนึกตำหนิแม่เฒ่าเลิ่งกับซุนเสี่ยวจวนอยู่ไม่น้อย เขาบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน แต่พวกหล่อนก็ยืนกรานจะมาจัดการเรื่องนี้ให้ได้ในวันนี้
แล้วผลเป็นยังไงล่ะ ดันมาจ๊ะเอ๋กับเลิ่งฮุ่ยเข้าจนได้
ตอนนี้เพียงแค่เขานึกย้อนไปถึงแววตาอันคมกริบประดุจพญาอินทรีของถังหลินเมื่อวันก่อน ความหนาวเหน็บก็แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังอย่างห้ามไม่อยู่
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลไม่ได้ล่วงรู้ถึงความความคิดอันว้าวุ่นในใจของเลิ่งหย่งคัง เขาเพียงแค่มองไปทางเลิ่งฮุ่ยแล้วเอ่ยถามตามหน้าที่
“สหายตัวน้อย อาการของคุณแม่เป็นยังไงบ้างล่ะ? หมอได้บอกไหมว่าต้องพักฟื้นนานแค่ไหนกว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้?”
“น่าจะประมาณสิบวันถึงครึ่งเดือนค่ะ แต่หมอยังไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนว่าจะให้ออกได้เมื่อไหร่”
เลิ่งฮุ่ยตอบกลับไปตามความจริงด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลพยักหน้ารับรู้ ระยะเวลานี้ใกล้เคียงกับที่เขาคาดการณ์ไว้
“เมื่อกี้พ่อของหนูมาคุยกับลุงว่า ในช่วงที่แม่ของหนูลาป่วย เขาอยากจะให้อาสะใภ้ของหนูมาทำงานแทนตำแหน่งนี้ชั่วคราว หนูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง?”
การหาคนมาทำงานแทนกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคสมัยนี้ สำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลแล้วใครจะมาทำก็ไม่ได้สำคัญอะไร สิ่งที่เขากังวลมีเพียงอย่างเดียวคือกลัวว่าเจ้าตัวหรือคนในครอบครัวจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วพาลมาโวยวายที่โรงงานทีหลัง
ถ้าเป็นแบบนั้น นอกจากจะทำให้การผลิตล่าช้าแล้ว ยังจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวพวกเขาเปล่าๆ
เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเลิ่งฮุ่ยไปบ้าง แต่พอได้ไตร่ตรองดูสักนิด เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือแผนการสกปรกที่คนบ้านเลิ่งถนัดนัก
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองเลิ่งหย่งคังด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแฝง ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“คุณน้าคะ เรื่องนี้หนูไม่เห็นด้วยค่ะ”
“อ้าว... พ่อหนูอยากให้อาสะใภ้มาทำแทน แต่หนูไม่ยอม แบบนี้ลุงก็ลำบากใจนะ”
ซุนเสี่ยวจวนที่ยืนฟังอยู่ พอเห็นว่าเรื่องราวชักจะถูกเลิ่งฮุ่ยป่วนจนจะพังไม่เป็นท่า ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นหน้าทันที
“แกมีสิทธิ์อะไรมาไม่เห็นด้วยฮะ! เรื่องนี้พวกผู้ใหญ่เขาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เด็กอย่างแกจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมันสำคัญตรงไหน?”
พูดจบ หล่อนก็รีบหันไปฉีกยิ้มประจบประแจงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล
“สหายคะ เรื่องนี้คุณอย่าไปฟังคำพูดของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลยค่ะ บ้านเราน่ะ คนตัดสินใจยังไงก็ต้องเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว”
เลิ่งหย่งคังเองก็ถลึงตามองลูกสาวด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
“ลูกอย่ามาทำตัววุ่นวายแถวนี้นะ แม่เราผ่าตัดต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่ ถ้าต้องหยุดงานไปอีกเป็นเดือน เดือนหน้าครอบครัวเรามิต้องกินลมกินแล้งกันพอดีหรือไง”
“ชิ! พ่อพูดจาตลกดีนี่ ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เหมือนกับว่าถ้าตระกูลเลิ่งขาดแม่ของหนูไปสักคน พวกพ่อจะไม่มีปัญญาหากินกันแล้วสินะ? งั้นก็แสดงว่าเมื่อก่อนคนบ้านเลิ่งก็อยู่ได้ด้วยการเกาะผู้หญิงกินมาตลอด โดยเฉพาะพวกผู้ชายอกสามศอกที่แท้จริงแล้วก็เป็นแค่พวกแมงดาเกาะเมียกิน”
เลิ่งฮุ่ยระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด
ลำพังแค่รายได้ของบ้านใหญ่ ทั้งเลิ่งหย่งคังและถังหลินต่างก็มีงานทำ การจะเลี้ยงดูเลิ่งฮุ่ยแค่คนเดียวมันเป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วย แต่ที่ชีวิตความเป็นอยู่ต้องกระเบียดกระเสียรแบบทุกวันนี้ ก็เพราะต้องแบกภาระของบ้านรองตระกูลเลิ่งเอาไว้ไม่ใช่หรือ
คนบ้านรองไม่รู้จักบุญคุณก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ยังหน้าด้านจะมาฉกฉวยตำแหน่งงานของแม่เธอในยามที่ท่านเจ็บตัวอีก
ไอ้พวกคนเนรคุณพวกนี้ มันช่างกล้าดีเหลือเกิน!
แถมสาเหตุที่ถังหลินต้องเจ็บตัว ก็เป็นเพราะคนบ้านเลิ่งทั้งนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะถังหลินกับลูกสาวต้องรับปากแม่เฒ่าเลิ่งไปเยี่ยมอาหญิงเล็ก แล้วจะเกิดอุบัติเหตุพุ่งตกลงไปในทางลาดชันจนบาดเจ็บได้ยังไง?
“เลิ่งฮุ่ย!”
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของคนทั้งสำนักงานที่มองมาด้วยความตกตะลึง สงสัยใคร่รู้ และเหยียดหยาม เลิ่งหย่งคังก็รู้สึกอับอายจนหน้าชา
“ลูกพูดจาภาษาอะไร! ไม่มีสัมมาคารวะ ใครสั่งใครสอนให้พูดแบบนี้ฮะ?”
คำพูดของลูกสาวเมื่อครู่ มันเหมือนกับการกระชากหน้ากากผู้ชายตระกูลเลิ่งลงมากระทืบซ้ำบนพื้นดินชัดๆ
เมื่อเห็นพ่อกล้าขึ้นเสียงใส่ เลิ่งฮุ่ยก็ไม่คิดจะไว้หน้าอีกต่อไป เธอแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“หนูพูดผิดตรงไหน? แม่ต้องเจ็บตัวเพราะเรื่องของบ้านเลิ่ง แล้วพวกพ่อล่ะ? ผ่านมาสองสามวันแล้ว มีใครโผล่หัวไปเยี่ยมแม่บ้าง นอกจากจะไม่ไปดูแลห่วงใย ยังมาแทงข้างหลัง จะฮุบงานของแม่ไปอีก พวกพ่อจิตใจทำด้วยอะไรกันแน่?”
เลิ่งหย่งคังพยายามแก้ตัวเสียงแข็ง
“ก็แค่มาทำแทนชั่วคราวเท่านั้นแหละ รอแม่แกหายดีเมื่อไหร่ เขาก็กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม”
เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกสังเวชในระดับสติปัญญาของคนเป็นพ่อ
“คำพูดแบบนี้ พ่อเอาไปหลอกผีเถอะ!”
“พี่ใหญ่ ฉันว่านังเลิ่งฮุ่ยมันขาดการอบรมสั่งสอนจริงๆ นั่นแหละ พี่เป็นพ่อมันแท้ๆ แต่มันกลับพูดจาปีนเกลียวไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ เข้ามาตั้งนานก็ไม่รู้จักยกมือไหว้ใคร!”
ซุนเสี่ยวจวนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีว่าแผนการวันนี้อาจจะล่มไม่เป็นท่า แต่ถึงจะทำไม่สำเร็จ ความเกลียดชังที่หล่อนมีต่อเด็กสาวตัวแสบที่เข้ามาขัดขวางก็พุ่งสูงจนทะลุปรอท
เลิ่งฮุ่ยเองก็ไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ ให้กับซุนเสี่ยวจวนอยู่แล้ว พอเห็นหล่อนไม่สำนึกแถมยังมายืนเสี้ยมให้พ่อลูกทะเลาะกันอีก เธอก็สวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
“แล้วอาสะใภ้มีการศึกษาดีนักเหรอ? ถ้าคนมีการศึกษาเขาจะมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องในครอบครัวของพี่สามีไหม? คนมีการศึกษาเขาจะวางแผนแย่งงานพี่สะใภ้ตอนที่เขาเจ็บตัวเหรอ? คนมีการศึกษาเขาจะมายืนยุแยงตะแคงรั่วให้ครอบครัวคนอื่นเขาแตกแยกกันแบบนี้ไหมล่ะ?”
คำถามสามดอกเน้นๆ กระแทกใจดำเข้าอย่างจัง
ซุนเสี่ยวจวนถูกจี้จุดความชั่วช้าในใจจนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“แก... แกพูดจากับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง!”
เลิ่งฮุ่ยเบ้ปากด้วยความรังเกียจ
“อาเป็นผู้ใหญ่ที่ไหนกัน อย่างมากก็เป็นได้แค่ปรสิตที่คอยเกาะดูดเลือดดูดเนื้อจากบ้านใหญ่เท่านั้นแหละ”
คนอื่นๆ ในสำนักงานต่างตาลุกวาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน ขาดก็แต่เพียงเมล็ดแตงโมเอาไว้แทะเล่นแกล้มเรื่องสนุกเท่านั้น
ซุนเสี่ยวจวนทำอะไรเลิ่งฮุ่ยไม่ได้ ก็หันไปบีบน้ำตาทำท่าทางน่าสงสารฟ้องพี่สามี
“พี่ใหญ่ดูสิคะ ลูกสาวบ้านพี่ปากคอเราะร้ายเหลือเกิน เถียงคำไม่ตกฟากแถมยังมีตรรกะวิบัติไปหมด ไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่แบบนี้ ถ้าขืนปล่อยไว้ไม่สั่งสอน ต่อไปจะขายขี้หน้าตระกูลเลิ่งเอานะคะ!”
“เลิ่งฮุ่ย วันนี้ลูกต้องการจะก่อเรื่องอะไรกันแน่?”
เลิ่งหย่งคังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมวันนี้เลิ่งฮุ่ยถึงมาโผล่ที่โรงงานได้ หรือว่าลูกสาวไปได้ข่ามาจากไหน เลยตั้งใจมาป่วนงานโดยเฉพาะ?
“หนูต้องการอะไรน่ะเหรอ?”
เลิ่งฮุ่ยแค่นเสียงในลำคอ เธอยกแขนขึ้นกอดอก แล้วเดินวนรอบตัวซุนเสี่ยวจวนพร้อมกับใช้สายตาสำรวจหัวจรดเท้า ท่าทางกวนประสาทชนิดที่ใครเห็นก็อยากจะประเคนหมัดให้สักที
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคนรอบข้าง ทำให้คำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขา... ยัยตัวร้ายขาใหญ่
“หนูขอเตือนพวกพ่อให้รู้จักความเป็นคนบ้างนะ อย่ามัวแต่คิดจะหาช่องทางเอาเปรียบพวกเราสองแม่ลูกอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่แม่ของหนูยังไม่ตกลง ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะเอาคนนอกมาสวมรอยทำงานแทน ถ้าขืนยังดื้อดึง หนูจะฟ้องหัวหน้างานให้ดู”
เมื่อพูดจบ เลิ่งฮุ่ยก็ปรายตามองไปยังเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในสำนักงาน เป็นเชิงประกาศเตือนให้รู้โดยทั่วกัน
ในยุคสมัยที่ยังไม่มีการปฏิรูปเปิดประเทศเช่นนี้ การมีงานทำในเมืองถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าไม่มีงานทำ นอกจากจะไม่มีจุดยืนในบ้านแล้ว ยังต้องคอยมองสีหน้าคนอื่นเพื่อขอข้าวประทังชีวิตอีกด้วย
เลิ่งฮุ่ยไม่ต้องการให้แม่กับเธอต้องตกอยู่ในสถานะที่ต้องคอยดูสีหน้าของคนตระกูลเลิ่งและเลิ่งหย่งคังเพื่อจะมีชีวิตรอดหลังจากที่แม่หายดี
และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกให้เธอรู้ว่า สถานะของคนงานในยุคนี้สูงส่งมาก ถังหลินเป็นถึงช่างเทคนิคของโรงงาน ต่อให้ซุนเสี่ยวจวนจะแย่งตำแหน่งนี้ไปได้จริงๆ หล่อนก็ไม่มีปัญญาทำงานนี้ได้หรอก
เพราะเหตุผลข้อนี้เอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลถึงไม่กล้ารับปากตกลงไปง่ายๆ และพยายามยื้อเวลาเจรจาอยู่นาน จนประจวบเหมาะให้เลิ่งฮุ่ยเข้ามาเจอเข้าพอดี
[จบบท]