บทที่ 85: เครื่องจักรขัดข้อง
คนงานที่ได้รับบาดเจ็บถูกกลุ่มคนมุงล้อมรอบจนแทบมองไม่เห็น สวิตช์ไฟของเครื่องกลึงต้นเหตุถูกเพื่อนร่วมงานคนอื่นรีบตัดวงจรลงด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงเครื่องจักรเงียบสนิทลง
เลิ่งฮุ่ยเห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งเข้าไปดู ทันทีที่มาถึง ฝูงชนที่มุงอยู่ต่างก็รีบแหวกทางเปิดช่องว่างให้เธอเข้าไปโดยอัตโนมัติ
หญิงสาวก้มลงตรวจสอบบาดแผลบริเวณศีรษะของคนงานผู้โชคร้ายเป็นอันดับแรก รอยแผลถูกของมีคมบาดลึกจนเนื้อเปิดอ้า เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากปากแผลไม่หยุดราวกับท่อน้ำแตก เสื้อผ้าชุดทำงานของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือดวงใหญ่ที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
“คุณอย่าแค่เอามือปิดไว้เฉยๆ สิ ต้องกดบาดแผลเอาไว้ให้แน่น เพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลออกมาเร็วเกินไป”
พูดจบ เลิ่งฮุ่ยก็ดึงมือของคนงานที่ปิดแผลแบบกล้าๆ กลัวๆ ออก แล้ววางมือของตัวเองลงไปสาธิตวิธีการกดบาดแผลที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพให้ดูเป็นตัวอย่าง
คนงานที่ได้รับบาดเจ็บในเวลานี้อยู่ในภาวะตกใจขวัญเสีย ร่างกายสั่นเทาโงนเงนทำท่าจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ จะหวังพึ่งให้เขากดแผลตัวเองให้แน่นคงเป็นเรื่องยาก
ถังหลินวิ่งตามมาถึงพอดี เธอจึงชี้นิ้วสั่งคนงานที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันที
“คุณช่วยมากดแผลตรงนี้ไว้ที แล้วขอแรงผู้ชายอีกสองคน ช่วยกันหิ้วปีกพยุงเขาไปส่งที่โรงพยาบาลของโรงงานเดี๋ยวนี้เลย”
เมื่อจัดการส่งคนเจ็บออกไปพ้นจากพื้นที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว
ถังหลินก็เดินกลับมาหาเลิ่งฮุ่ยที่กำลังยืนตรวจสอบความเสียหายของเครื่องกลึงอยู่ แล้วเอ่ยถามขึ้น
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น อะไรที่กระเด็นออกมา?”
เลิ่งฮุ่ยชี้นิ้วไปที่ใบมีดกลึงซึ่งมีรอยบิ่นแหว่งไปมุมหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
“น่าจะเป็นเพราะใบมีดเกิดการบิ่นหักในระหว่างขั้นตอนการกลึงชิ้นงาน เศษโลหะที่แตกออกมาเลยกระเด็นพุ่งไปโดนศีรษะของคนงานคนนั้นเข้าพอดี โชคร้ายจริงๆ”
ถังหลินก้มลงตรวจสอบสภาพเครื่องจักรด้วยตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับคนงานคนอื่นๆ ที่ยืนรอฟังคำอธิบายอยู่
“ป้อมมีดกำหนดตำแหน่งได้ไม่แม่นยำพอ ทำให้เวลาเปลี่ยนมีด ตำแหน่งของใบมีดจึงเกิดความคลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำในการกลึงชิ้นงาน จนทำให้ใบมีดสึกหรออย่างรุนแรง พอฝืนใช้ต่อไปโดยไม่เปลี่ยนใบมีดใหม่ มันก็เลยรับภาระไม่ไหวจนแตกบิ่นออกมาแบบนี้”
พูดจบ ถังหลินก็กวาดสายตามองไปยังคนงานคนอื่นๆ ที่หยุดการทำงานเพื่อมาดูเหตุการณ์ แล้วกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กลไกการยึดจับของป้อมมีดเกิดความขัดข้อง พวกคุณต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เทคนิคมาซ่อมแซมทันที อย่าปล่อยผ่าน ไม่อย่างนั้นใบมีดอาจจะหลวมหรือถึงขั้นหลุดกระเด็นออกมา ซึ่งจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ เรื่องความปลอดภัยแบบนี้ทุกคนต้องให้ความสำคัญและใส่ใจให้มาก”
เฉินจงเซี่ยงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วตะโกนบอกคนงานในโรงงานเสียงดังฟังชัด
“มิน่าล่ะ สหายถังถึงได้ย้ำนักย้ำหนาในแบบแปลนใหม่เรื่องความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง เพราะถ้าความแม่นยำของเครื่องจักรไม่พอ มันก็จะลามไปเกิดปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่แบบนี้นี่เอง แต่การใช้งานเครื่องจักรอย่างปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน จากอุบัติเหตุในวันนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะจำไว้เป็นบทเรียน”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ในการผลิตหลังจากนี้ ผมขอให้ทุกคนสังเกตความผิดปกติอย่างละเอียด ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานอย่างเคร่งครัด เปิดและปิดเครื่องตามลำดับที่ถูกต้อง ห้ามลัดขั้นตอนโดยพละการเด็ดขาด”
เฉินจงเซี่ยงกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟัง
“อีกเรื่องคือก่อนจะเริ่มกลึงงาน ต้องยึดชิ้นงานและใบมีดให้แน่นหนา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันมั่นคงดีแล้ว เวลาทำงานต้องมีสมาธิ ห้ามวอกแวกไปทำเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน อย่างเช่นจับกลุ่มคุยหรือสูบบุหรี่ ให้คอยสังเกตการทำงานของเครื่องจักรอยู่ตลอด ถ้าเจอความผิดปกติ เช่น มีเสียงดังแปลกๆ หรือเครื่องสั่นแรงเกินไป ให้หยุดเครื่องทันทีแล้วตรวจสอบเพื่อแก้ไขข้อขัดข้อง!”
“ที่เจ้าหน้าที่เทคนิคเฉินพูดไป พวกคุณจำใส่สมองกันไว้หรือเปล่า!”
ถังฮุย หัวหน้าโรงงานผลิตที่ 1 ซึ่งเพิ่งจะทราบเรื่องอุบัติเหตุ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโรงงานด้วยใบหน้าบึ้งตึง ตะโกนถามคนงานด้วยความโมโหที่สุมอยู่ในอก
“จำได้ครับ!” เหล่าคนงานเมื่อเห็นหัวหน้ามาถึง ก็รีบขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง ใครจะกล้ามีปากเสียงในเวลานี้
“คู่มือความปลอดภัยในการทำงาน ไปท่องจำมาให้ขึ้นใจ วันละหลายๆ รอบ วันศุกร์นี้ผมจะสุ่มตรวจ ใครท่องไม่ได้ ผมจะหักเงินโบนัสประจำเดือนนี้ให้หมด!” ถังฮุยตวาดเสียงดังลั่น
อุบัติเหตุวันนี้แม้จะไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่มันก็ทำเอาเขาขวัญหนีดีฝ่อไปเหมือนกัน
เขาแค่เห็นจวงฉีหัวพาคณะเดินตรวจงานในโรงงานที่ 1 เลยคิดว่ามีคนช่วยดูแล้ว ตัวเองเลยแอบไปอู้งานสักหน่อย ใครจะไปคิดว่าจะเกือบเกิดเรื่องใหญ่เข้าให้
ถ้าเกิดคนงานดวงซวยคนนั้นเกิดแขนขาด หรือถึงขั้นเสียชีวิตขึ้นมา เขาที่เป็นหัวหน้างานคงพลอยโดนหางเลขไปด้วยแน่ๆ
ลำพังแค่โดนโรงงานลงโทษทางวินัยเขายังพอทน แต่ที่เขากลัวที่สุดคือกลัวจะโดนปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าโรงงานที่เขาอุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมาด้วยความยากลำบากนี่สิ
“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว เดินเครื่องต่อได้!” ถังฮุยโบกมือไล่ ให้ทุกคนกลับเข้าประจำที่
ไม่นานนัก บรรยากาศภายในโรงงานก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เสียงเครื่องจักรคำรามกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง คนงานต่างกลับไปทำหน้าที่ของตน เดินขวักไขว่ไปมาระหว่างเครื่องกลึงด้วยท่าทีที่เคร่งเครียดแต่เป็นระเบียบเรียบร้อย
บริเวณหน้าเครื่องกลึงที่เกิดปัญหา จึงเหลือเพียงกลุ่มเจ้าหน้าที่เทคนิค หัวหน้าโรงงานไม่กี่คน และกองเลือดสีแดงฉานบนพื้นคอนกรีตที่ยังคงฟ้องร้องถึงความอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ถังฮุยขมวดคิ้วมุ่น จมูกได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง พลางมองดูเลือดบนพื้นด้วยความรังเกียจ จึงรีบกวักมือเรียกคนงานทำความสะอาดให้มาถูพื้นล้างคราบเลือดออกไปให้สะอาด
ด้านถังหลินหันมาสั่งงานเลิ่งฮุ่ย
“ลูกพาเจ้าหน้าที่เทคนิคสักสองสามคนมารื้อเครื่องจักรตัวนี้ ตรวจเช็กสภาพภายในอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ ชิ้นส่วนไหนที่ควรเปลี่ยนก็เปลี่ยนซะ อันไหนที่ต้องหยอดน้ำมันหล่อลื่นก็จัดการให้เรียบร้อย”
“ได้ค่ะ” เลิ่งฮุ่ยรับคำ
ถังฮุยอ้าปากค้าง เตรียมจะเอ่ยปากสั่งให้ลี่เสี่ยวจวินเป็นคนรับผิดชอบซ่อมเครื่องนี้ แต่กลับโดนเลิ่งฮุ่ยชิงรับงานไปเสียก่อน
“เอ่อ... สหายถัง เจ้าหน้าที่เลิ่งเป็นผู้หญิง แรงก็น้อยนิดแค่นั้น ให้เสี่ยวจวินพาคนมาซ่อมเครื่องนี้แทนจะไม่ดีกว่าหรือ?”
ถังหลินหันไปส่งยิ้มบางๆ แล้วหันไปถามลี่เสี่ยวจวิน
“เจ้าหน้าที่เทคนิคลี่ ถ้าฉันมอบหมายให้คุณเป็นหัวหน้าทีมซ่อมเครื่องจักรตัวนี้ คุณต้องใช้เวลาประมาณกี่วันถึงจะซ่อมเสร็จ?”
สายตาของทุกคนในบริเวณนั้นหันไปจับจ้องที่ลี่เสี่ยวจวินเป็นตาเดียว แฝงไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
นับตั้งแต่ถังหลินสอบเลื่อนระดับผ่าน แผนกเทคนิคก็นับถือเธอเป็นรองเพียงแค่หัวหน้าแผนกลี่เท่านั้น
ตอนนี้ถังหลินได้วางแผนงานไปแล้ว แต่ถังฮุยกลับพยายามจะดันคนของตัวเองเข้ามาแทรก เจตนาชัดเจนว่าต้องการป้อนงานเพื่อให้ลูกน้องคนสนิทได้มีโอกาสสร้างผลงานและพัฒนาฝีมือ
เพียงแต่ว่า...
คนในแผนกเทคนิคต่างรู้ไส้รู้พุงกันดีว่าลี่เสี่ยวจวินมีน้ำยาแค่ไหน ให้เขามาคุมงานรื้อเครื่องจักรตรวจเช็กสภาพครั้งใหญ่แบบนี้ เกรงว่าฝีมือระดับเขาคงยังไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่
หลายคนแอบลอบยิ้ม รอสมน้ำหน้าดูความขายหน้าของลี่เสี่ยวจวินอยู่เงียบๆ
ลี่เสี่ยวจวินเมื่อถูกดันหลังออกมาอยู่ท่ามกลางสายตากดดัน เหงื่อเม็ดเป้งก็เริ่มผุดพรายเต็มหน้าผาก
“เอ่อ... น่าจะสักสาม... สามถึงห้าวันครับ”
ถังหลินฟังคำตอบแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปพูดกับถังฮุย
“หัวหน้าถังคะ คุณก็เห็นว่า... เดือนนี้ยอดการผลิตเราเร่งรัดมาก ทุกวินาทีมีค่า จะให้เครื่องจักรตัวหนึ่งหยุดทำงานไปตั้งสามห้าวัน มันกินเวลานานเกินไป ฉันว่าให้เลิ่งฮุ่ยนำทีมซ่อมเร่งด่วนเหมือนเดิมน่าจะดีกว่านะคะ”
ถังฮุยถลึงตามองลี่เสี่ยวจวินอย่างระอาใจที่ไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะหันมาพยักหน้าฝืนยิ้มให้ถังหลิน
“ก็ได้ๆ ว่าแต่สหายเลิ่งจะใช้เวลาซ่อมเครื่องนี้นานเท่าไหร่ล่ะ?”
“หนึ่งวันค่ะ แต่เรื่องเวลาเป๊ะๆ ฉันรับปากไม่ได้นะคะ” เลิ่งฮุ่ยปรายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเสริมขึ้น “เพราะถ้าเกิดอะไหล่ขาดแคลนขึ้นมา ฉันคงจะเนรมิตเสกขึ้นมาเองด้วยมือเปล่าไม่ได้หรอกค่ะ”
“ถ้าอะไหล่พร้อม ผมให้เวลาคุณหนึ่งวัน หวังว่าคุณจะซ่อมเสร็จโดยเร็วนะ เพราะยอดการผลิตของโรงงานเราหนักหนาเอาการ เดือนนี้พวกเราจะได้โบนัสกันหรือไม่ ก็ต้องฝากความหวังไว้ที่คุณแล้วนะ สหายเลิ่ง” ถังฮุยพูดทีเล่นทีจริงแต่แฝงแรงกดดันไว้ในน้ำเสียง
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับ “ฉันจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ”
ถังฮุยหันไปชี้นิ้วใส่ลี่เสี่ยวจวิน แล้วแสร้งด่ากลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม
“แกนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ฝีมือทางเทคนิคยังสู้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่ได้เลย ไม่อายเขาบ้างหรือไง เอาอย่างนี้ ช่วงนี้แกก็ไปเป็นลูกมือช่วยสหายเลิ่งเขาซ่อมเครื่องก็แล้วกัน ตรงไหนไม่เข้าใจก็หัดถาม หัดขอความรู้จากเขาซะ อย่ามัวแต่ถือทิฐิว่าเป็นผู้ชายแล้วไม่กล้าถาม”
ถังหลินมองถังฮุยผู้มีฉายาหน้าเนื้อใจเสือด้วยสายตารู้ทัน ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกสาว แล้วพากลุ่มคนเดินออกจากโรงงานไป
เลิ่งฮุ่ยหยิบถุงมือผ้าขึ้นมาสวม เตรียมพร้อมลงมือทำงาน เธอเริ่มสั่งการให้ทีมงานช่วยกันถอดชิ้นส่วนเครื่องจักรทันที
ลี่เสี่ยวจวินยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเลิ่งฮุ่ยแล้วถามขึ้น
“สหายเลิ่ง มีอะไรให้ผมช่วยทำบ้าง?”
เลิ่งฮุ่ยหันขวับมามองหน้าเขาด้วยสายตาเอือมระอา พลางชี้มือไปที่กลุ่มคนที่กำลังง่วนอยู่กับการถอดน็อตถอดเหล็ก
“พวกเขาก็ยุ่งกันอยู่ไม่ใช่เหรอ? คุณก็เข้าไปช่วยสิ เรื่องแค่นี้ยังต้องให้บอกอีกหรือไง?”
ลี่เสี่ยวจวินยกมือเกาหัวแก้เก้อด้วยความกระดากอาย ก่อนจะหันหลังกลับไปหยิบเครื่องมือเดินเข้าไปร่วมวงถอดชิ้นส่วนกับคนอื่นๆ
เลิ่งฮุ่ยยืนกอดอกมองท่าทางเงอะงะเก้กังของเขาตอนขันน็อตแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า หมอนี่คงจะเป็นพวกเช้าชามเย็นชามที่อาศัยเกาะแผนกเทคนิคกินไปวันๆ แน่
เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ เวลาทำงานกลับทำท่าทางกระมิดกระเมี้ยนไม่กล้าออกแรง เห็นแล้วมันขัดลูกตาเธอจริงๆ
“สหายเลิ่ง ซ่อมเครื่องจักรทำไมต้องใส่ถุงมือด้วยล่ะ?”
ระหว่างที่กำลังซ่อมเครื่องจักร ลี่เสี่ยวจวินที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังเลิ่งฮุ่ยตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
เลิ่งฮุ่ยหันขวับไปจ้องหน้าเขาด้วยแววตาเย็นชา
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? หรือมีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้ใส่ถุงมือตอนซ่อมเครื่อง?”
เธอแค่ไม่อยากให้น้ำมันเครื่องดำๆ มันเข้าไปอุดตามซอกเล็บจนล้างไม่ออก มันผิดตรงไหนกัน?
[จบบท]