บทที่ 87: เรื่องรักใคร่ช่างมันเถอะ แต่เรื่องลูกชายหัวปีท้ายปีนี่สิของจริง
“ก็มาหาพ่อนั่นแหละ ถือโอกาสมากินข้าวเป็นเพื่อนด้วยเลย”
เลิ่งฮุ่ยหยิบกล่องข้าววางลงบนโต๊ะเสียงดังตึงเบาๆ ก่อนจะบิดคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า ใบหน้าของเธอฉายแววอ่อนเพลียอยู่หลายส่วน “ช่วงเช้ายุ่งจะตายอยู่แล้ว กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปป่านนี้ หิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย”
เลิ่งหย่งคังชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงว่าลูกสาวจะโผล่มาหาที่โรงงาน พอได้ยินว่าเธอยังไม่ได้กินอะไรแถมยังหิวโซ เขาก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“งั้นลูกนั่งรอตรงนี้เดี๋ยวเดียวนะ เดี๋ยวพ่อไปตักข้าวมาให้”
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับ พลางโบกมือไล่เบาๆ เป็นเชิงบอกให้เขารีบไป
ช่วงเวลานี้เลยช่วงพีคของการพักเที่ยงไปแล้ว ช่องตักอาหารในโรงอาหารจึงเหลือคนอยู่บางตา ทว่ากับข้าวในถาดหลุมใบใหญ่ก็ร่อยหรอลงไปมากเช่นกัน
สิ่งที่ได้มาคือข้าวสวยสี่ขีด ผัดมันฝรั่งแผ่น และกะหล่ำปลีผัดน้ำมันอย่างละหนึ่งทัพพี
“เสียดายแกงจืดหน่อไม้แห้งใสากากหมูหมดเกลี้ยงแล้ว เอาแบบนี้ไหม พ่อจะแบ่งกับข้าวจากชามพ่อให้ลูกกิน” เลิ่งหย่งคังวางจานข้าวลงตรงหน้าเลิ่งฮุ่ย พร้อมกับทำท่าจะคีบหน่อไม้แห้งตุ๋นกากหมูจากชามของตัวเองใส่ลงในจามของลูกสาว
ทว่าเลิ่งฮุ่ยกลับยื่นมือไปขวางจังหวะนั้นไว้เสียก่อน เธอเอื้อมมือไปเปิดฝากล่องข้าวที่นำติดตัวมาด้วย เผยให้เห็นหมูคลุกรำทอดสีเหลืองทองน่ากินที่อัดแน่นอยู่ถึงครึ่งกล่อง
ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุยของเนื้อหมูที่ผ่านการทอดจนกรอบนอกนุ่มในก็ลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก ส่งผลให้เหล่าคนงานที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ พากันเหลียวมองมาทางพวกเขาเป็นตาเดียว
แน่นอนว่าสายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
เลิ่งหย่งคังจ้องมองเนื้อหมูในกล่องตาค้าง เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ วินาทีนั้นเองเขาถึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมวันนี้จู่ๆ เลิ่งฮุ่ยถึงได้ถ่อสังขารมาถึงโรงงานรีดเหล็ก ที่แท้ลูกสาวก็ตั้งใจเอาเนื้อมาส่งให้เขาได้กินของดีๆ นี่เอง
ความรู้สึกในอกของคนเป็นพ่อเวลานี้ เหมือนหัวใจถูกจับแช่ลงในน้ำอุ่น อุณหภูมิที่อ่อนโยนนั้นโอบล้อมความรู้สึกของเขาเอาไว้จนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
“ลำบากลูกแย่เลย มีเนื้อกินทั้งทียังอุตส่าห์นึกถึงพ่อ”
เลิ่งฮุ่ยคีบหมูคลุกรำชิ้นโตใส่ลงในชามของพ่อ พลางส่งยิ้มบางๆ “ก็ให้รู้ไว้ว่าลูกสาวคนเล็กคนนี้ห่วงใยพ่อตลอดเวลาก็พอ แล้ววันหน้าวันหลังนะ อย่าได้หลวมตัวไปร่วมมือกับพวกหมาป่าตาขาวบ้านเลิ่งวางแผนเล่นงานหนูเชียวล่ะ ถ้ามีวันนั้นจริงๆ หนูไม่สนหรอกนะว่าเป็นพ่อลูกกัน หนูพร้อมจะตัดหางปล่อยวัดทันที”
ความซาบซึ้งที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจของเลิ่งหย่งคังสะดุดกึก “พูดจาอะไรแบบนั้น ยังไงพวกเขาก็เป็นญาติพี่น้องของลูกนะ”
“หนูไม่นับญาติกับคนพวกนั้น บ้านสกุลเลิ่งหนูยอมรับแค่พ่อคนเดียว สหายเลิ่งหย่งคัง โปรดรักษาความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกนี้ไว้ให้ดีเถอะ”
เลิ่งฮุ่ยพูดทีเล่นทีจริง น้ำเสียงไม่ได้จริงจังนัก จากนั้นก็ไม่สนว่าพ่อจะเก็บเอาคำพูดของเธอไปคิดหรือไม่ เธอจัดการคีบเนื้อหมูใส่ปากตัวเอง เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย “อื้อหือ รสชาตินี้แหละ กินเนื้อคำโตๆ แบบนี้สิถึงจะสะใจหายอยาก”
เมื่อเห็นพ่อยังนั่งนิ่ง เธอจึงถลึงตาใส่ “มองหน้าหนูทำไม รีบกินสิพ่อ! อ้อ แล้วเวลากินข้าวห้ามพูดถึงคนพวกนั้น ห้ามแก้ตัวแทนพวกเขาด้วย ฟังแล้วเสียอารมณ์ เดี๋ยวจะพาลอาหารไม่ย่อยเอาเปล่าๆ”
เลิ่งหย่งคังถูกลูกสาวดุเข้าให้ ก็ได้แต่นั่งกินเนื้อหมูอย่างว่านอนสอนง่าย เพียงแค่กัดเข้าไปคำแรก รสชาติเข้มข้นของหมูคลุกรำก็ทำให้เขาลืมทุกสิ่งอย่างไปจนหมดสิ้น
จริงอย่างที่เลิ่งฮุ่ยว่า การได้กินเนื้อคำโตๆ คือความสุขที่สุดของการกิน
หมูคลุกรำในกล่องถูกหั่นมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ รวมแล้วมีประมาณเจ็ดแปดชิ้น เลิ่งฮุ่ยจัดการไปสี่ชิ้น ส่วนที่เหลืออีกสามชิ้นเธอคีบใส่ชามของเลิ่งหย่งคังจนหมด
ยุคสมัยนี้ใครกินเนื้อช้า ระวังจะมีคนมาช่วยกิน
และก็เป็นไปตามคาด พอเลิ่งหย่งคังเพิ่งจะกัดเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าไป เติ้งเจี้ยนเช่อก็ถือกล่องข้าวเดินดุ่มๆ เข้ามานั่งลงที่โต๊ะของพวกเขาทันที
“สหายหย่งคัง ลูกสาวคนเล็กมาหาเหรอ? โอ้โฮ... มีเอาเนื้อมาฝากด้วย? หนูฮุ่ยนี่กตัญญูจริงๆ!”
เลิ่งฮุ่ยพอจะจำหน้าค่าตาเติ้งเจี้ยนเช่อได้อยู่บ้าง เธอจึงทักทายกลับไปพร้อมรอยยิ้มหวานหยด “คุณอาเติ้ง ก็มากินข้าวที่โรงอาหารเหมือนกันเหรอคะ ทำไมไม่มาเร็วกว่านี้หน่อยล่ะ พวกเรากินเนื้อกันหมดพอดีเลย”
เลิ่งหย่งคังได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองหมูชิ้นสุดท้ายในชามที่แหว่งไปเกือบครึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับเติ้งเจี้ยนเช่อด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดนิดๆ “เหลืออยู่แค่ครึ่งชิ้นเอง แถมเปื้อนน้ำลายฉันหมดแล้ว คงแบ่งให้นายไม่ได้หรอกนะ”
เจอแบบนี้เข้าไป เติ้งเจี้ยนเช่อถึงกับหน้าเจื่อน เขาหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “เฮ้ย... ฉันไม่ได้จะมาขอเนื้อกินสักหน่อย หลักๆ คือเห็นหนูฮุ่ยไม่ได้มาโรงงานนานแล้ว เลยกะจะเข้ามาทักทายเฉยๆ”
พูดจบ เขาก็ทักทายพอเป็นพิธีอีกสองสามคำ แล้วรีบเดินกลับไปนั่งที่เดิมของตัวเอง
เลิ่งหย่งคังหันมาดุลูกสาวเบาๆ “เมื่อกี้พูดจาอะไรแบบนั้น เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดเอาได้”
เลิ่งฮุ่ยกลอกตามองบนใส่พ่อของตัวเอง เมื่อกี้เธอตั้งใจพูดแบบนั้นชัดๆ พ่อลูกนานทีปีหนจะได้เจอกัน ก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวคุยกันบ้าง เขาเสนอหน้าเข้ามาแทรกกลางวงแบบนั้น ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!
ไร้หัวคิดสิ้นดี
“ว่าแต่ที่ลูกบอกว่าเมื่อเช้ายุ่งมาครึ่งค่อนวัน ไปทำอะไรมา? หรือว่าไปรับจ้างทำงานพิเศษ?”
“ก็ยุ่งไปเรื่อยเปื่อยแหละพ่อ”
เลิ่งฮุ่ยตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เรื่องที่เธอทำงานที่โรงงานเครื่องจักร เธอตั้งใจว่าจะยังไม่บอกเขาเร็วๆ นี้ และยิ่งไม่อยากให้พวกคนบ้านเลิ่งระแคะระคายด้วย
เลิ่งหย่งคังไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาพยักหน้าพลางว่า “ยุ่งๆ ไว้ก็ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ”
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้าขึ้นสบตาพ่อ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ได้ข่าวว่าเมื่อวานพ่อไปจดทะเบียนสมรสกับคนใหม่มาแล้วนี่ ยินดีด้วยนะ แม่เลี้ยงคนใหม่ของหนูเป็นคนยังไงล่ะ? สวยไหม?”
เลิ่งหย่งคังนึกภาพจางต้าหนิวที่รออยู่บ้าน ก็ฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “ผู้หญิงน่ะนะ ก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ เธอไม่มีงานทำ วันๆ ก็อยู่แต่บ้านทำงานบ้าน จะให้ไปเทียบกับแม่แกได้ยังไง”
“แหม... ยอมรับเต็มปากเต็มคำเลยนะว่าเมียใหม่สู้เมียเก่าไม่ได้” เลิ่งฮุ่ยจ้องพ่อด้วยแววตายิ้มเยาะ “ในเมื่อหน้าตาเทียบแม่ไม่ได้ งั้นที่พ่อยอมแต่งกับเธอก็เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล เพื่อจะมีลูกชายให้ได้สินะ นี่คงเป็นความคิดของย่าใช่ไหมล่ะ?”
เลิ่งหย่งคังรีบปฏิเสธ “พูดเลอะเทอะ!”
เลิ่งฮุ่ยเขี่ยข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก สายตายังคงจับจ้องสำรวจเลิ่งหย่งคังตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับต้องการจับผิดว่าก่อนแต่งกับหลังแต่ง พ่อของเธอเปลี่ยนไปตรงไหนบ้าง
เลิ่งหย่งคังถูกจ้องจนรู้สึกขนลุกซู่ “จะจ้องอะไรนักหนา?”
เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำหน้าจริงจัง “ก็ดูว่าเมื่อคืนพ่อถูกหล่อนสูบแรงไปจนหมดตัวหรือเปล่าน่ะสิ”
“พรู๊ดดด!”
เลิ่งหย่งคังสำลักข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่จนพ่นออกมาเต็มโต๊ะ เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ
“แค่กๆ...”
“นะ... นี่ลูก เป็นสาวเป็นนาง ทำไมถึงพูดจาสัปดนแบบนี้!”
“อ้าว หนูพูดอะไรผิดเหรอ?” เลิ่งฮุ่ยทำหน้าซื่อตาใส ยืนยันหนักแน่นว่าเธอไม่ได้เจตนาจะสื่อความหมายสองแง่สองง่าม (แต่จริงๆ แล้วตั้งใจล้วนๆ)
“ก็ถ้าไม่ได้เป็นห่วงว่าเมื่อคืนพ่อจะทำงานหนักเกินไป หนูจะถ่อเอาเนื้อมาบำรุงพ่อถึงที่นี่ทำไมล่ะ”
เลิ่งหย่งคังมองแววตาใสซื่อของลูกสาว ก็เริ่มลังเลว่า หรือเขาจะคิดอกุศลไปเองจริงๆ
เลิ่งฮุ่ยไม่สนใจว่าพ่อจะคิดยังไง เธอเปลี่ยนเรื่องถามต่อ “เอาความจริงนะพ่อ ตอนนี้พ่อก็แต่งงานใหม่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นตื้นลึกหนาบางเป็นยังไง?”
“เดิมทีเธอเป็นแม่ม่าย อายุน้อยกว่าพ่อแปดเก้าปี ไม่มีงานทำ แล้วก็มีลูกติดเป็นเด็กผู้ชายอายุห้าขวบมาด้วยคนนึง”
เลิ่งหย่งคังตอบตามตรงอย่างลูกผู้ชาย เพราะเรื่องพวกนี้ถึงจะปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์ สักวันลูกสาวเขาก็ต้องรู้อยู่ดี
“แล้วเงินเดือนแค่นั้นของพ่อจะพอใช้เหรอ?” เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้วสูง ก่อนจะย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หนูขอบอกไว้ก่อนนะ ไม่ว่าพ่อจะแต่งงานกับใคร ค่าเลี้ยงดูของหนู พ่อต้องจ่ายให้ตรงเวลาทุกเดือน ห้ามเอาเงินไปเลี้ยงลูกเลี้ยงจนลืมลูกแท้ๆ อย่างหนูเด็ดขาด”
เลิ่งหย่งคังพยักหน้าอย่างจำยอม “พ่อรู้น่า ยังไงลูกก็เป็นลูกแท้ๆ ของพ่อนะ”
“คิดได้แบบนี้ก็ดี งั้นหนูอิ่มแล้ว กลับก่อนนะ” เลิ่งฮุ่ยเก็บกล่องข้าว ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะกลับ
เลิ่งหย่งคังเองก็กินเสร็จพอดี เขารีบเก็บกล่องข้าวของตัวเอง กล่องข้าวที่เลิ่งฮุ่ยใช้กินนั้นยืมมาจากโรงอาหาร เขาต้องเอาไปล้างแล้วส่งคืน
เขายืนส่งลูกสาวจนลับสายตาอยู่ที่หน้าประตูโรงอาหาร จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไปจัดการล้างจานชาม
หลังจากคืนกล่องข้าวให้โรงอาหารเรียบร้อย เลิ่งหย่งคังก็ถือกล่องข้าวของตัวเองเดินเอื่อยเฉื่อยกลับไปที่โรงงาน
เติ้งเจี้ยนเช่อสังเกตเห็นเขากลับมาแล้ว ก็เดินเข้ามาที่เครื่องจักรของเขาแล้วเอ่ยถาม “ลูกสาวคนเล็กกลับไปแล้วรึ?”
“อื้ม”
“สหายหย่งคัง สหายถังหลินนี่ทั้งเก่งทั้งเป็นแม่บ้านแม่เรือน นายกับเธอหมดโอกาสจะกลับมาดีกันแล้วจริงๆ เหรอ?” เติ้งเจี้ยนเช่อจ้องหน้าเขาเขม็ง รอลุ้นคำตอบด้วยท่าทีประหม่า
เลิ่งหย่งคังรู้สึกแปลกใจกับคำถามนั้น จึงย้อนถามกลับไป “ตอนนี้ฉันก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว จะให้กลับไปคบกับเธอได้ยังไงกัน?”
อีกอย่าง ถังหลินเกลียดบ้านรองอย่างกับอะไรดี ตราบใดที่บ้านสกุลเลิ่งยังไม่แยกบ้าน เธอก็ไม่มีวันหันหลังกลับมามองเขาหรอก
“งั้นก็ดีแล้ว” เติ้งเจี้ยนเช่อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“นายบ่นพึมพำอะไรของนาย?” เลิ่งหย่งคังมองเพื่อนร่วมงานอย่างสงสัย
เติ้งเจี้ยนเช่อหัวเราะร่า “เปล่าๆ ไม่มีอะไร คือฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีที่นายแต่งงานใหม่เลย งั้นขออวยพรให้พวกนายรักกันหวานชื่น มีลูกชายหัวปีท้ายปีเลยนะ”
เลิ่งหย่งคัง “...”
ไอ้เรื่องรักหวานชื่นน่ะช่างมันเถอะ แต่เรื่องลูกชายหัวปีท้ายปีนี่สิ... ของจริงที่เขาต้องการ
[จบบท]