บทที่ 42: โลงดำสะกดผี (1)
การขุดพบสิ่งของใต้ดินระหว่างก่อสร้างไม่ใช่เรื่องแปลก พ่อของฉันเคยรับซื้อของเก่าหลายชิ้นที่ชาวบ้านขุดเจอในดิน ของบางอย่างเป็นเพียงเครื่องใช้เก่า ของบางอย่างมีอายุหลายสิบปีหรืออาจนานกว่านั้น ขอแค่ตรวจดูที่มาและไม่มีปัญหา พ่อก็รับไว้ตามปกติ
แต่สิ่งที่ถูกขุดพบในโครงการอสังหาริมทรัพย์ระยะที่ 2 ของโหวเส้าเหวินกลับไม่ใช่ของเก่าธรรมดา หากเป็นโลงศพสีดำสนิททั้งใบ
ตอนคนงานพบโลงใบนั้น ฝ่ายโครงการได้รายงานเรื่องไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน จากนั้นก็รอให้ผู้มีสิทธิ์หรือญาติของผู้ตายมาติดต่อรับไป ทว่ารออยู่นานก็ยังไม่มีใครปรากฏตัว จะปล่อยให้โลงศพเพียงใบเดียวขวางงานก่อสร้างจนโครงการทั้งหมดล่าช้าก็คงไม่ได้ หลังจากจัดทำเอกสารแจ้งเรื่องกับทางราชการเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายโครงการจึงเตรียมย้ายโลงออกจากพื้นที่และนำไปฝังใหม่ในสุสานสาธารณะ
ปัญหาคือสุสานในปัจจุบันรับเฉพาะโกศบรรจุเถ้ากระดูก ผู้รับผิดชอบโครงการจึงเสนอให้เปิดโลง เก็บกระดูกของผู้ตายออกมา แล้วส่งไปเผาที่สถานฌาปนกิจ พวกเขายังซื้อกระดาษเงินกระดาษทองมาเตรียมเซ่นไหว้ ตั้งใจจะจัดการทุกอย่างให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้ผู้ตายต้องขุ่นใจ
แต่เมื่อเปิดฝาโลงออก ทุกคนกลับพบว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีศพ ไม่มีกระดูก และไม่มีสิ่งของฝังร่วมแม้แต่ชิ้นเดียว
พวกเขาเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ตั้งนาน สุดท้ายกลับพบเพียงโลงเปล่า จึงโยนมันทิ้งไว้ในฐานะเศษวัสดุเก่า ก่อนจะให้คนงานเดินหน้าก่อสร้างกันต่อ
หลังจากนั้นไม่นาน ณ จุดเดิมที่เคยขุดพบโลงดำ คนงานก็ขุดเจอหลุมขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน
โหวเส้าเหวินยกมือเกาศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เห็นได้ชัดว่าเพียงนึกถึงเรื่องนี้ก็ทำให้เขาปวดหัวแล้ว
“ฝ่ายก่อสร้างรายงานว่าในหลุมนั้นมีเครื่องทรมานสมัยโบราณอยู่เต็มไปหมด เรื่องแบบนี้เป็นลางไม่ดี ถ้าข่าวแพร่ออกไป โครงการของผมคงขายไม่ได้ราคา ผมเลยให้ผู้รับผิดชอบถมหลุมไว้ก่อน ตั้งใจว่าจะหานักพรตมาดูให้ แต่คืนนั้นก็เกิดเรื่องขึ้น”
ฉันฟังมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มใจฝ่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เจียงฉีอวิ๋นเคยบอกเอาไว้ว่าฉันไม่มีพรสวรรค์ในการเรียนวิชาเต๋าหรืออาคม อีกทั้งยังเลยช่วงอายุที่เหมาะกับการถ่ายทอดพลังและเปิดปัญญาไปแล้ว หากอยากเรียนจริงๆ ก็ควรศึกษาศาสตร์ภูมิพยากรณ์กับฮวงจุ้ยเอาไว้ก็พอ อย่างน้อยศาสตร์เหล่านั้นยังเหมาะกับฉันมากกว่า
ส่วนพี่ชาย แม้เขาจะเรียนวิชาเต๋ามาบ้าง แต่ความรู้ก็มีเพียงครึ่งๆ กลางๆ ทุกวันฉันเห็นเขาเอาแต่เล่นเกม ไม่ก็ทำตัวเป็นพ่อค้าหน้าเลือด คอยคิดว่าจะรับของอะไรมาแล้วขายต่อให้ใครถึงจะได้กำไร ฉันแทบไม่เคยเห็นเขาตั้งใจศึกษาวิชาอย่างจริงจังสักครั้ง
สถานที่อันตรายและผิดธรรมชาติแบบนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการมากกว่า หากนับฉันรวมกับพี่ชาย ต่อให้เอาความสามารถของเราทั้ง 2 คนมารวมกัน ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรับมือไหวหรือไม่
ฉันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจรับปากเพียงว่าจะไปตรวจดูสถานการณ์ก่อน
“เอาแบบนี้นะคุณโหว ฉันจะชวนพี่ชายไปดูด้วย ถ้าเป็นของอาถรรพ์หรือมีสิ่งชั่วร้ายติดอยู่ พี่ฉันรับมือเรื่องพวกนี้เก่งกว่า”
“ได้ ถ้าพวกคุณจัดการเรื่องนี้ให้ผมสำเร็จ ผมให้ค่าตอบแทน 1 ล้านหยวน”
โหวเส้าเหวินยิ้มขื่น รอยยิ้มนั้นดูฝืดจนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นการยิ้ม
“อย่าคิดว่าน้อยเกินไป ช่วงนี้ผมไม่มีเงินสดจริงๆ”
ฉันอดร้องจิ๊ในใจไม่ได้ ที่แท้คุณชายจากตระกูลร่ำรวยก็มีวันที่ต้องกลุ้มเรื่องเงินเหมือนคนอื่นเช่นกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันเล่าเรื่องโลงดำกับหลุมใต้ดินให้พี่ชายฟังอย่างละเอียด พอฟังว่าในนั้นเต็มไปด้วยเครื่องทรมาน เขาก็ทำเสียงไม่พอใจขึ้นมาทันที
“ของแบบนั้นพี่ไม่รับ เครื่องทรมานมีแต่สิ่งไม่ดีติดอยู่ ต่อให้จัดการจนสะอาดแล้วเอากลับมา จะขายให้ใคร? ของพวกนี้ไม่มีตลาด ไม่มีคนปกติที่ไหนอยากซื้อไปตั้งไว้ในบ้านหรอก”
ท่าทางของเขาชัดเจนมาก ต่อให้โหวเส้าเหวินยกเครื่องทรมานเหล่านั้นให้ฟรี เขาก็คงไม่อยากเสียเวลาไปแตะต้อง
ฉันจึงบอกข้อมูลสำคัญที่ยังไม่ได้พูดออกไป
“คุณชายโหวให้ค่าตอบแทน 1 ล้านหยวน”
พี่ชายเงียบไปชั่วครู่ สีหน้ารังเกียจเมื่อครู่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเรื่องไม่มีตลาดซื้อขายนั้นไม่เคยหลุดออกจากปากเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูก่อน”
เขาเปลี่ยนท่าทีทันควัน ก่อนจะทำหน้าจริงจังและวิเคราะห์เรื่องสกุลโหวขึ้นมาแทน
“พี่ว่าสกุลโหวมีบาปติดตัวไม่น้อย ต้องเคยทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้มากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นปัญหาคงไม่วิ่งเข้าหาพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้”
คืนนั้น ตอนเจียงฉีอวิ๋นนอนอยู่ด้านหลัง ฉันบอกเขาว่าวันรุ่งขึ้นจะไปช่วยพี่ชายจัดการของบางอย่าง เขาเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่ได้ซักถามว่าฉันจะไปที่ไหน หรือสิ่งที่ต้องเผชิญคืออะไร
ความจริงฉันอยากถามเขามากว่าเสิ่นชิงรุ่ยเป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขากันแน่ แต่เมื่อมองท่าทีเย็นชาของคนด้านหลังแล้ว ฉันก็เดาได้ว่าถามตอนนี้ไปคงไม่ได้คำตอบ บางทีเขาอาจไม่เพียงไม่ตอบ แต่ยังหันมาตะคอกใส่ฉันอีกด้วย
สกุลเสิ่นเป็นผู้ดูแลค่ายกลผนึกวิญญาณชั่วร้ายตามคำสั่งของเขา เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเจียงฉีอวิ๋นต้องมีความผูกพันกับสกุลเสิ่นอยู่ไม่น้อย หากไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือเชื่อใจกันมากพอ เขาคงไม่มอบเรื่องสำคัญขนาดนั้นให้คนสกุลเสิ่นรับผิดชอบ
เช้าวันถัดมา ฉันแต่งตัวเรียบร้อย สะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ด้านหลังและกำลังจะออกจากห้อง ทว่าเจียงฉีอวิ๋นกลับขยับมาขวางทางเอาไว้โดยไม่มีสาเหตุ
ฉันชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองเขาอย่างระมัดระวัง พยายามอ่านความหมายจากดวงตาคู่นั้น แต่สีหน้าของเขายังคงเดาได้ยากเช่นเดิม
“มีอะไรหรือ?”
เขาหรี่ดวงตาลึกคู่งามลงเล็กน้อย ก่อนพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ตรงหน้าออกมาแม้แต่น้อย
“เมื่อคืนยังไม่ได้ทำ”
ฉันกะพริบตา สมองยังตามความคิดของเขาไม่ทัน
“ทำอะไร?”
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที ราวกับไม่พอใจที่ฉันไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ จากนั้นนิ้วเรียวยาวก็กดลงตรงจุดบนหัวไหล่ ความเจ็บแล่นขึ้นมาตามต้นคอจนขาอ่อน ฉันเสียหลักถอยหลังและนั่งลงบนเตียง
เมื่อเขาเลิกชายเสื้อยืดกับชุดชั้นในของฉันขึ้น ฉันถึงเพิ่งเข้าใจว่าเมื่อคืนที่เขาพูดถึงหมายถึงอะไร
ผู้ชายคนนี้จะยึดติดกับเรื่องนี้มากเกินไปแล้วหรือไม่
เขายังคงทำเหมือนทุกครั้ง ทั้งขบเม้ม ดูดกลืน และใช้นิ้วลากเส้นคดโค้งไปตามผิวกายช้าๆ ความรู้สึกร้อนวาบแทรกปนกับความเจ็บจนฉันต้องกำชายผ้าไว้แน่น เขาไม่คิดจะเร่งมือ ทั้งยังไม่สนใจด้วยว่าพี่ชายกำลังรออยู่ข้างล่าง
กว่าจะยอมปล่อยฉันออกจากห้อง ผลอ่อนนุ่มบนหน้าอกก็ถูกเขารังแกจนบวมแดง ดูคล้ายผลสตรอว์เบอร์รีสุกจัด
ตอนฉันรีบลงมาถึงชั้นล่าง รถของพี่ชายติดเครื่องรออยู่นานแล้ว ฉันเปิดประตู กระโดดขึ้นไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับทั้งที่ใบหน้ายังร้อนผ่าว ไม่กล้าหันไปสบตาเขาตรงๆ
พี่ชายมองแก้มแดงๆ ของฉัน ก่อนถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“ไม่จริงน่า ตื่นเช้ามาเขายังต้องเก็บส่วยจากเธออีกรอบหรือ?”
เก็บส่วยกับผีสิ!
***
โครงการอสังหาริมทรัพย์ของโหวเส้าเหวินตั้งอยู่ในเขตเมืองใหม่ ตัวเขาไม่กล้าพาพวกเราเข้าไปด้วยตัวเอง จึงให้เหล่าหลิว ผู้รับผิดชอบฝ่ายก่อสร้าง เป็นคนนำทางไปยังหลุมที่ขุดพบ
ระหว่างทาง เหล่าหลิวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากสั่งให้คนงานปิดหลุมนั้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่าภาพที่ได้เห็นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมายังคงติดอยู่ในความทรงจำ
คืนที่ถมหลุม มีคนงานสูงวัยคนหนึ่งกำลังทำอาหารเย็น เขาตั้งใจทอดถั่วลิสงเอาไว้กินเป็นกับแกล้ม จึงตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าเตา ความดันเลือดของเขากลับพุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน อาการวิงเวียนกำเริบจนทรงตัวไม่อยู่ ร่างทั้งร่างจึงคว่ำลงตรงหน้า ศีรษะปักเข้าไปในกระทะน้ำมันร้อน
หนังศีรษะกับใบหน้าของเขาถูกน้ำมันลวกจนเละ เมื่อหน่วยฉุกเฉินมาถึง เจ้าหน้าที่หมายเลข 120 ก็ประกาศว่าเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ไม่เหลือโอกาสให้ช่วยชีวิตแม้แต่น้อย
วันรุ่งขึ้น คนงานหนุ่มคนหนึ่งในพื้นที่ก่อสร้างสะดุดล้มลงอย่างแรง บนพื้นมีแท่งเหล็กปลายแหลมวางอยู่ แรงจากการล้มทำให้เหล็กแทงทะลุลูกตา ก่อนพุ่งผ่านเข้าไปในกะโหลก เขาเสียชีวิตตรงนั้นโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะดิ้นรน
ฉันหยิบเข็มทิศหลัวผานออกมา เข็มเรียวเล็กบนหน้าปัดสั่นไหวและชี้ตรงไปทางหลุม ยิ่งเดินเข้าใกล้บริเวณนั้นมากเท่าไร ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเย็นบางๆ ที่ลอยขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ความเย็นนั้นไม่ได้เหมือนลมจากโพรงใต้ดิน หากเป็นไอเย็นที่เกาะติดผิวหนัง ค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาจนร่างกายรู้สึกไม่สบาย
เหล่าหลิวชะลอฝีเท้าลง เขากวาดตามองบริเวณรอบตัวหลายครั้งก่อนเล่าเรื่องต่อ ราวกับกลัวว่าจะมีบางอย่างแอบฟังอยู่ใกล้ๆ
“เรื่องหลังจากนั้นยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม เมียของคนงานคนหนึ่งรับหน้าที่ทำอาหารให้พวกเรา หลายคืนมานี้ ผัวของเธอตื่นมาเห็นเธอลุกขึ้นนั่งกลางดึก แล้วใช้เข็มทั้งยาวทั้งใหญ่แทงหน้าอกตัวเองซ้ำๆ มีเล่มหนึ่งแทงทะลุเต้านมไปครึ่งข้าง ผัวเธอตกใจจนร้องลั่น ตอนนี้เขายังต้องมัดเมียเอาไว้อยู่”
ฉันกับพี่ชายหันมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความสงสัยอยู่ในแววตาของอีกคน
สิ่งที่กำลังก่อเรื่องอยู่ที่นี่เป็นตัวอะไรกันแน่ วิธีฆ่าคนหรือทรมานคนของมันมีสารพัด ทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ไม่ใช้วิธีเดิมซ้ำกันสักครั้ง
เหล่าหลิวมองไปทางหลุมด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาไม่กล้าเดินเข้าใกล้ พอเหลือระยะประมาณ 10 เมตรก็หยุดฝีเท้า ปล่อยให้ฉันกับพี่ชายเดินต่อกันเอง
“พวกเราสงสัยว่าวิญญาณที่ติดอยู่กับเครื่องทรมานอาจเข้าสิงคน”
เขายกมือชี้ไปยังแผ่นไม้ที่ปิดปากหลุม น้ำเสียงเบาลงเรื่อยๆ
“ตรงนั้นแหละ พวกคุณกล้าลงไปดูหรือ?”
“ทำไมจะไม่กล้า มาดูของอาถรรพ์ทั้งที จะมัวแต่กลัวจนไม่ยอมเดินเข้าใกล้ได้ยังไง”
พี่ชายหยิบยันต์ออกมา 2 แผ่น ใช้ไฟเผาจนกระดาษเปลี่ยนเป็นเถ้าละเอียด เมื่อจัดการเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็ก้มลงยกแผ่นไม้ที่ปิดปากหลุมออก
ทันทีที่ช่องทางด้านล่างเปิดเผย กระแสพลังเย็นจัดก็พุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า กลิ่นอับชื้นจากใต้ดินปะปนกับกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงโลหะขึ้นสนิม ความเย็นรอบตัวหนักขึ้นจนผิวหนังของฉันตึงเกร็ง
สถานที่แห่งนี้ต้องมีผีร้ายที่พลังแข็งกล้าซ่อนอยู่แน่
ผีร้ายตนนั้นไม่ได้เพียงฆ่าคนอย่างไร้สติ มันเลือกใช้วิธีแตกต่างกันไปกับเหยื่อแต่ละราย ทั้งอาศัยน้ำมันร้อน แท่งเหล็ก และเข็มยาวเล่นงานผู้คนโดยไม่ซ้ำรูปแบบ นั่นแสดงว่ามันมีสติปัญญา รู้จักคิด และอาจกำลังจงใจใช้เครื่องทรมานในห้องใต้ดินมาสร้างความหวาดกลัวให้คนที่นี่
เข็มบนเข็มทิศหลัวผานยังคงชี้ตรงไปยังปากหลุม ปลายเข็มสั่นเบาๆ โดยไม่ยอมเปลี่ยนทิศ ดูจากการตอบสนองของมันแล้ว ผีร้ายตนนั้นน่าจะซ่อนตัวอยู่ใต้ดินนี่เอง
พี่ชายคาบเหรียญทองแดงคุ้มครองกายเอาไว้ในปาก ก่อนก้มตัวและค่อยๆ เดินลงบันไดไม้ ฉันจับสายกระเป๋าให้มั่นแล้วตามลงไปติดๆ ไม่กล้าทิ้งระยะห่างจากเขามากเกินไป
ด้านล่างเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่ก่อสร้างอย่างเป็นระเบียบ ผนังทั้ง 4 ด้านเก็บความเย็นเอาไว้จนบรรยากาศอึดอัด ตรงมุมห้องมีรูปปั้นผีหน้าตาโกรธเกรี้ยวตั้งอยู่ 2 ตน ใบหน้าของพวกมันเขียวคล้ำ เขี้ยวยาวโผล่พ้นริมฝีปาก ดวงตาเบิกกว้างเหมือนกำลังจ้องมองผู้บุกรุกทุกคน
เครื่องทรมานหลายชนิดแขวนกระจัดกระจายอยู่บนผนัง บางชิ้นขึ้นสนิม บางชิ้นมีคราบดำเกาะแน่นจนมองไม่ออกว่าเดิมทีใช้ทำอะไร นอกจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว ภายในห้องยังมีโม่หินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนพื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยสีดำเป็นปื้น ลักษณะคล้ายคราบบางอย่างที่สะสมอยู่มานานจนฝังลึกเข้าไปในเนื้อหิน
ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวัน แสงแดดด้านนอกสว่างมาก เหล่าหลิวเห็นฉันกับพี่ชายลงไปแล้วทั้งคู่ก็คงเริ่มกังวล เขารวบรวมความกล้าเดินเข้ามาใกล้ ก่อนชะโงกศีรษะลงมาจากปากหลุม
“ข้างล่างเป็นยังไงบ้าง?”
ฉันกับพี่ชายต่างไม่ตอบ เพราะในสถานที่เช่นนี้ การส่งเสียงโดยไม่จำเป็นอาจดึงดูดสิ่งที่ซ่อนอยู่ ฉันจึงหันกลับไป ยกมือทำท่าไล่ให้เหล่าหลิวออกไปห่างๆ
แต่ในช่วงที่ปลายนิ้วกวาดผ่านอากาศ ฉันกลับรู้สึกเหมือนแตะโดนบางอย่าง
สิ่งนั้นไม่ใช่ผนัง ไม่ใช่เชือก และไม่ใช่สิ่งของที่ห้อยอยู่ใกล้มือ มันเย็นลื่นจนแทบไม่มีรูปทรง ก่อนจะเคลื่อนผ่านข้างตัวฉันไปด้วยความเร็วสูง
หัวใจฉันกระตุกวูบ ร่างกายถอยหลังตามสัญชาตญาณไป 2 ก้าวจนชนเข้ากับแผ่นหลังของพี่ชาย
เขาหันมามองฉันเพียงแวบเดียว พอเห็นว่าฉันกำลังจ้องไปทางมุมมืดของผนัง เขาก็หยิบไฟฉายออกมาเปิดแล้วส่องตามสายตาของฉัน
ภายใต้แสงไฟ มีวัตถุสีดำคล้ำ 2 แผ่นแขวนอยู่กับตะขอเหล็ก สิ่งนั้นแห้งและบางจนดูคล้ายเศษหนังสือพิมพ์เก่าที่ถูกทิ้งไว้นานหลายปี ขอบของมันฉีกขาด รูปร่างบิดเบี้ยว และมีคราบสีเข้มเกาะอยู่ทั่ว
พี่ชายสวมถุงมือ จากนั้นจึงยื่นมือไปสัมผัสแผ่นสีดำนั้นอย่างระมัดระวัง เพียงแตะดูไม่กี่ครั้ง เขาก็หดมือกลับพร้อมเบ้หน้า สีหน้ารังเกียจจนแทบอยากโยนถุงมือทิ้งตรงนั้น
ฉันอ่านคำตอบได้จากริมฝีปากของเขา
หนังมนุษย์
ในจังหวะเดียวกัน เข็มทิศหลัวผานในมือฉันเกิดความผิดปกติ เข็มบนหน้าปัดหมุนย้อนทิศทางไปครึ่งรอบ ปลายเข็มชี้กลับไปยังทางเข้าด้านหลัง ราวกับตรวจพบว่ามีบางอย่างยืนอยู่ตรงปากหลุม แต่ไม่นานมันก็สั่นโคลงเคลง ก่อนค่อยๆ หมุนกลับมายังตำแหน่งเดิม
ฉันกลืนน้ำลายลงคอ ความตึงเครียดทำให้ฝ่ามือที่ถือเข็มทิศเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ จึงรีบท่องคำประกาศอัญเชิญอยู่ในใจ หวังเรียกเจ้าหน้าที่วิญญาณออกมาช่วยตรวจดูว่าสิ่งใดกำลังซ่อนอยู่ภายในห้องนี้
เสียงเบาๆ ดังขึ้น 2 ครั้ง พร้อมควันจางๆ ที่ก่อตัวกลางอากาศ เจ้าหน้าที่วิญญาณร่างเล็กในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวตรงหน้าพวกเรา
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นรูปปั้นผีหน้าเขียวเขี้ยวยาวทั้ง 2 ตนเข้าเต็มตา ร่างเล็กสะดุ้งโหยงพร้อมร้องเสียงดัง
“อ๊าก!”
ฉันมองเจ้าหน้าที่วิญญาณตัวน้อยที่ตกใจจนเกือบกระโดดหลบอยู่ข้างหลัง แล้วอดรู้สึกขำไม่ได้
“คุณเป็นเจ้าหน้าที่วิญญาณไม่ใช่หรือ ยังกลัวรูปปั้นแบบนี้ด้วย?”
เขารีบส่ายหน้า ยกมือขึ้นแก้ตัวด้วยท่าทางลนลาน
“มะ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่นี่ดูคล้ายคุกของพวกเรามาก ผมนึกว่าตัวเองใช้วิชาเคลื่อนกายมาผิดที่”
เจ้าหน้าที่วิญญาณตัวน้อยกวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง คราวนี้เขามองละเอียดกว่าเดิม ทั้งผนัง เครื่องทรมาน โม่หิน และมุมมืดทุกแห่ง หลังจากตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากตกใจเป็นสับสน
“แต่ที่นี่ไม่มีวิญญาณ นายหญิงน้อยเรียกพวกเรามาทำอะไรหรือขอรับ?”
อะไรนะ?
ไม่มีวิญญาณอย่างนั้นหรือ?
แต่เข็มทิศหลัวผานของฉันชี้มาที่นี่ชัดเจน แล้วสิ่งที่เพิ่งเคลื่อนผ่านข้างตัวฉันเมื่อครู่คืออะไรกันแน่?
[จบบท]