บทที่ 509: ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป
สิงเทียนจัดการพวกภูตประหลาดเหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี เศษกระดูกสีขาวที่แตกกระจายจากคมขวานปลิวตกเกลื่อนอยู่ทั่วบริเวณ มองดูคล้ายมีใครนำผงสีซีดมาปูเป็นเส้นทางประหลาด เส้นทางนั้นค่อยๆ ทอดยาวจากชายป่าเข้าไปถึงส่วนลึกของพงไม้หนาทึบ
โคมวังที่หุ้มด้วยผ้าโปร่งสีแดงลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางป่าอันมืดมิด แสงสีเลือดซึ่งควรให้ความรู้สึกอบอุ่นกลับดูแปลกประหลาด ทั้งยังแฝงพลังชวนให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม เพียงมองอยู่นานสักหน่อยก็เหมือนวิญญาณกำลังถูกดึงออกจากร่าง สติเลือนรางจนเผลอก้าวตามแสงสว่างนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
เจ้าหน้าที่วิญญาณตัวน้อยเห็นโคมวังเหล่านั้นก็หัวเราะหึๆ อยู่หลายครั้ง เสียงหัวเราะแหลมเล็กและไม่น่าฟังเสียจนขนลุกไปทั้งตัว
“นายหญิงน้อย พวกเราส่งท่านได้แค่นี้แล้ว”
หลังทิ้งเสียงหัวเราะชวนขนลุกเอาไว้ เจ้าหน้าที่วิญญาณทั้ง 2 ก็สลายกลายเป็นควันสีเขียว ก่อนจะหายเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
“อะไร? พวกนาย!”
ฉันยืนชะงักไปครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่วิญญาณ 2 ตนนั้นหนีไปอย่างนี้จริงหรือ?
ช่างกล้ากันมาก ถึงกับทิ้งฉันไว้กลางป่าซึ่งเต็มไปด้วยโถวหมานหัวมนุษย์แล้วเอาตัวรอดกันไปหน้าตาเฉย
แต่เมื่อมีสิงเทียนอยู่ด้วย ศีรษะมนุษย์ที่บินว่อนเหล่านั้นก็ไม่มีอะไรน่ากลัวนัก นอกจากรูปลักษณ์ซึ่งชวนให้คนมองรู้สึกหวาดผวา ทุกครั้งที่พวกมันพุ่งเข้ามาใกล้ฉัน พลังที่มองไม่เห็นจะบดขยี้พวกมันจนระเบิดแตกเป็นผง
สำหรับคนธรรมดาที่มองไม่เห็นสิงเทียน ภาพตรงหน้าคงประหลาดน่ากลัวมาก ศีรษะมนุษย์ลอยได้บินเข้ามาหาฉัน ก่อนจะระเบิดขึ้นกลางอากาศโดยไม่มีสิ่งใดแตะต้อง แล้วแตกละเอียดกลายเป็นกองผงกระดูกสีขาว
ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนธรรมดาเข้ามาเห็นเหตุการณ์นี้
พุ่มหญ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลขยับไหวอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจของใครคนหนึ่ง ร่างนั้นเสียหลักกลิ้งลงไปตามเนินเขา ทำเอาฉันสะดุ้งตามไปด้วย
ทำไมถึงมีคนเข้ามาถึงที่นี่ได้? ลูกหลานบ้านไหนใจกล้าจนไม่กลัวตาย ถึงได้แอบวิ่งเข้ามากลางป่าในเวลาเช่นนี้?
แม้บริเวณนี้เป็นเพียงเนินเขาเล็กๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าตรงไหนมีแอ่งโคลนหรือหลุมน้ำซ่อนอยู่ใต้ต้นหญ้า หากเหยียบพลาดลงไปก็อาจเกิดอันตรายได้
ฉันจึงรีบวิ่งไปทางนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ก็เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งกลิ้งลงไปถึงด้านล่าง ร่างของเขากระแทกเข้ากับต้นไม้อย่างแรง ก่อนจะนอนกุมตัวด้วยความเจ็บปวดจนลุกไม่ขึ้น
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”
ฉันถามพลางขยับเข้าไปหา ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ เขาก็ร้องเสียงหลงขึ้นมาก่อน
“อย่า! คุณอย่าเข้ามา!”
ในจังหวะนั้น โถวหมานหัวมนุษย์ตัวหนึ่งซึ่งบินอยู่ข้างกายฉันถูกสิงเทียนโจมตีจนระเบิด เสียงของชายคนนั้นจึงเปลี่ยนสูงเพราะความกลัว
น้ำเสียงนี้ฟังดูเหมือนประธานเส้า
“ประธานเส้าหรือ?”
ฉันถามด้วยความสงสัย กลางคืนมืดเกินกว่าจะมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ฉันดันลืมขอไฟฉายจากพี่ชายมาด้วย จึงก้มหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แต่ยังไม่ทันเปิดไฟ เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดก็ดังขึ้นตรงหน้า
โถวหมานหัวมนุษย์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ประธานเส้า แล้วอ้าปากกัดแขนของเขาแน่น
ครึ่งหนึ่งของเสียงร้องนั้นมาจากความหวาดกลัว ส่วนอีกครึ่งมาจากความเจ็บปวดจริงๆ
โถวหมานหัวมนุษย์พวกนี้กระหายเลือด แม้ฟันในปากจะหลุดหายไปหมดแล้ว แต่มันยังคงใช้ขากรรไกรและกระดูกแห้งเหี่ยวออกแรงกัดฉีกเหยื่ออย่างบ้าคลั่ง
ฉันรีบเรียกสิงเทียนให้เข้าไปช่วย เพียงชั่วพริบตา โถวหมานหัวมนุษย์ซึ่งเกาะอยู่บนแขนของประธานเส้าก็ระเบิดกลายเป็นผง เศษกระดูกสีขาวฟุ้งกระจายใส่เขาจนเต็มศีรษะและใบหน้า
“คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? วิ่งเข้ามาที่นี่ทำไม!”
ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความไม่พอใจ ประธานเส้าก้มหน้าถ่มผงกระดูกออกจากปากอยู่พักใหญ่ แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดคราบสีขาวบนใบหน้าลวกๆ
“ผมได้ยินว่าค่ายกลพัง มีคนเดินเข้าไปในแกนค่ายกล ผมกลัวว่าจะเกิดเรื่องก็เลยเข้ามาดู ผมเอาปืนมาด้วยนะ!”
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นให้ดู ในมือนั้นมีปืนพกสีดำอยู่จริงๆ
“แต่ผมไม่กล้ายิง”
ประธานเส้าหัวเราะเยาะตัวเองอย่างฝืดเฝื่อน อาวุธที่ถือไว้ป้องกันตัวไม่ได้ช่วยให้เขามีความกล้าเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย
“คุณไม่ควรเข้ามาตั้งแต่แรก!”
ฉันมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“รีบลงจากเขาเถอะ ที่นี่อันตรายมาก”
ประธานเส้ามองฉันอย่างไม่อยากเชื่อสายตา รอบตัวเรามีโถวหมานหัวมนุษย์บินวนอยู่เต็มไปหมด แต่พวกมันกลับทำอะไรฉันไม่ได้สักตัว
“ที่นี่มีแต่หัวคนพวกนั้น แล้วทำไมคุณถึงไม่เป็นอะไร?”
“คุณไม่ต้องสนใจหรอก ถ้าพวกเรารับมือไม่ได้ก็คงไม่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้คุณ ฉันพาคุณออกไปดีไหม?”
ฉันถามด้วยความหวังดี แต่ประธานเส้ากลับส่ายหน้ารัว ก่อนจะถอยห่างจากฉันไปหลายก้าว
“ไม่ ไม่ต้อง คุณเองก็ดูไม่เหมือนคนปกติ”
อะไรนะ?
ฉันดูไม่เหมือนคนปกติอย่างนั้นหรือ?
ฉันชะงักอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าควรโกรธหรือควรหัวเราะกับคำพูดของเขาดี
ประธานเส้าเงยหน้ามองฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“คุณเป็นผีด้วยหรือเปล่า?”
“คุณรีบไปเถอะ”
ฉันไม่อยากยืนเถียงกับเขาเรื่องนี้ต่อ ทว่านอกจากประธานเส้าจะไม่ยอมไปแล้ว เขายังจ้องฉันเขม็งเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตประหลาดซึ่งไม่ควรปรากฏอยู่บนโลก
“คุณอยู่กับคุณชายน้อยสกุลมู่ เขาไม่รู้หรือว่าคุณพิเศษขนาดนี้?”
โถวหมานหัวมนุษย์หลายตัวบินเข้ามาใกล้ พวกมันเพิ่งอ้าปากหมายจะกัดฉันก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นทุบจนแตกละเอียด ภาพนั้นทำให้ความกลัวบนใบหน้าของประธานเส้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
“เขารู้”
ฉันเริ่มหมดความอดทนและไม่อยากเสียเวลาพูดกับเขาอีก หากประธานเส้าตกใจจนเจ็บหนักหรือตายอยู่ที่นี่ พวกเราก็หลีกหนีความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายขอให้คนของเขารื้อแท่นพิธีออก อีกทั้งยังตั้งใจเปิดมุมหนึ่งของค่ายกลเพื่อปล่อยให้โถวหมานหัวมนุษย์บินออกมา
แต่ประธานเส้ายังคงไล่ถามไม่หยุด
“ทำไมคุณไม่กลัวพวกมัน? ผมเคยเห็นทั้งพระชราและนักพรตตั้งหลายคน แต่ไม่มีใครจัดการหัวคนที่บินว่อนพวกนี้ได้ อ๊าก!”
โถวหมานหัวมนุษย์อีกตัวบินมาถึงข้างกายฉันพอดี สิงเทียนเหวี่ยงขวานฟันใส่มันจนแหลกยิ่งกว่าตัวอื่น เศษกระดูกแตกเป็นผงละเอียดคล้ายฝุ่นปูนกลุ่มใหญ่ ก่อนจะลอยฟุ้งอยู่ด้านหลังของฉัน
โคมวังสีแดงดวงหนึ่งลอยมาหยุดข้างกาย ราวกับกำลังรอทำหน้าที่นำทางให้ฉันต่อไป
เมื่อแสงสีเลือดจากโคมวังประหลาดส่องกระทบใบหน้าของฉัน ประธานเส้าก็ร้องลั่น เขารีบยกปืนขึ้นมาเล็งตรงมาทางฉัน มือที่จับอาวุธสั่นจนเห็นได้ชัด
“คุณเป็นตัวอะไรกันแน่?”
เขาจ้องฉันด้วยสายตาหวาดกลัว ราวกับฉันน่ากลัวยิ่งกว่าโถวหมานหัวมนุษย์ซึ่งกำลังบินอยู่รอบๆ เสียอีก
หัวใจของฉันเย็นวาบลงไปครึ่งหนึ่ง
ปืนกระบอกนั้นอาจทำร้ายภูตผีหรือสิ่งชั่วร้ายไม่ได้ แต่มันทำร้ายฉันได้
“คุณรีบออกไปเถอะ อย่าอยู่ที่นี่ ถ้าถูกโถวหมานหัวมนุษย์ฆ่าตาย พวกเราต้องมารับผิดแทนคุณอีก!”
ฉันเตือนเขาทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังแล้วเร่งฝีเท้าจากมา ไม่อยากอยู่เผชิญหน้ากับปากกระบอกปืนสีดำสนิทนั้นนานกว่านี้
ในใจฉันรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง อุตส่าห์หวังดีเข้าไปช่วย สุดท้ายกลับถูกอีกฝ่ายมองเป็นสัตว์ประหลาด
ภาพปากกระบอกปืนซึ่งเล็งตรงมายังฉันยังติดอยู่ในหัว หากประธานเส้าตกใจจนลั่นไก กระสุนเพียงนัดเดียวก็ทำให้ฉันบาดเจ็บ หรืออาจคร่าชีวิตของฉันได้
ดูเหมือนต่อจากนี้ฉันต้องระมัดระวังตัวและเก็บซ่อนความผิดปกติให้ดีกว่าเดิม คนธรรมดาไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ของพวกเขา เมื่อพบเห็นสิ่งที่ไม่เข้าใจ ปฏิกิริยาแรกย่อมเป็นความหวาดกลัว และความหวาดกลัวก็อาจผลักดันให้คนลงมือทำเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้
ฉันเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง แต่ยังวางใจเรื่องประธานเส้าไม่ได้ จึงเรียกเจ้าหน้าที่วิญญาณตัวน้อยกลับมาอีกครั้ง แล้วสั่งให้แอบคุ้มครองเขาจนออกจากป่าอย่างปลอดภัย
ไม่ว่าเขาจะกลัวฉันหรือเข้าใจผิดอย่างไร ฉันก็ปล่อยให้เขาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้ หากเกิดอะไรขึ้นกับประธานเส้า พวกเราย่อมต้องเดือดร้อนตามไปด้วย
ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจคำพูดที่หลินเหยียนฮวนเคยบอกเอาไว้ ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่า หากสวีหย่าฉีตายอยู่ในอาคารไห่เยี่ยน ทั้งยังเสียชีวิตตอนที่เขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย สกุลหลินคงต้องเจอปัญหาใหญ่
สถานการณ์ของพวกเราในเวลานี้ก็ไม่ต่างกัน เราเข้ามารับผิดชอบโครงการของประธานเส้า หากเจ้าของโครงการต้องมาตายระหว่างที่พวกเรากำลังจัดการเรื่องเหนือธรรมชาติ ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมถูกลากเข้าไปอยู่ในปัญหานี้ ไม่มีใครสามารถปลีกตัวออกมาได้ง่ายๆ
โคมวังซึ่งทำจากผ้าโปร่งสีแดงดูอบอุ่นเมื่อมองเพียงสีของแสง แต่พอปรากฏอยู่ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย แสงสีแดงนั้นกลับเด่นสะดุดตาจนดูไม่เข้ากับบริเวณรอบข้าง
ฉันถือโคมวังดวงหนึ่งไว้ในมือ แล้วค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในป่าอย่างระมัดระวัง
เสียงลมประหลาดดังลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ ไอหยินจากโถวหมานหัวมนุษย์ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ขณะเดียวกัน ผงกระดูกสีเทาขาวซึ่งเกิดจากการทำลายอันรุนแรงของสิงเทียนก็ยังฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อรวมเข้ากับบรรยากาศอับทึบในพงไม้ ทุกสิ่งรอบตัวจึงยิ่งดูลึกลับภายใต้แสงแดงจากโคมวังในมือของฉัน
แสงสีแดงนี้ทำให้นึกถึงม่านจูซาฮวาซึ่งผลิบานอยู่ริมฝั่งธารเหลือง ทุกย่างก้าวที่เดินตามทางซึ่งโคมวังชี้นำ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังก้าวออกจากโลกของคนเป็น และมุ่งหน้าเข้าสู่ดินแดนเงียบสงัดซึ่งไร้กลิ่นอายของชีวิตทีละน้อย
ตรงส่วนเว้าของเนินเขามีพื้นที่วงกลมขนาดเล็ก บริเวณโดยรอบถูกล้อมด้วยเชือกป่านซึ่งมีแผ่นยันต์ผูกติดอยู่เต็มไปหมด เชือกเหล่านั้นถูกขึงโยงต่อกันเป็นเขตห้ามเข้า เห็นได้ชัดว่าคนซึ่งเคยมาที่นี่ก่อนหน้า พยายามใช้ยันต์สะกดสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ภายใน
ฉันยื่นมือไปหยิบยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา มันเป็นยันต์สลายอาคมและขับไล่สิ่งชั่วร้าย เพียงแต่พลังที่หลงเหลืออยู่เบาบางเกินไป ต่อให้มีจำนวนมากกว่านี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ลมเย็นซึ่งเต็มไปด้วยไอหยินพัดผ่าน ยันต์ทุกแผ่นบนเชือกป่านสั่นไหวส่งเสียงดังต่อเนื่อง ภาพยันต์มากมายซึ่งถูกพัดจนสะบัดไปมาตรงหน้า ทำให้รู้สึกถึงความเศร้าและความไร้กำลังอย่างบอกไม่ถูก
ผู้คนมักพูดว่ามนุษย์เอาชนะฟ้าได้ ขอเพียงพยายามมากพอก็ย่อมเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ แต่เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าพลังบางอย่างซึ่งเกิดจากธรรมชาติ กำลังของมนุษย์และวิทยาการที่มนุษย์ภาคภูมิใจกลับดูเล็กน้อยเหลือเกิน
ยันต์ของแต่ละสำนักอาจมีรายละเอียดต่างกันอยู่บ้าง แต่หลักการส่วนใหญ่แทบไม่ต่างกัน ทว่าต่อให้นำยันต์จำนวนมากมาล้อมพื้นที่นี้ไว้ ก็ยังไม่อาจทำร้ายโครงกระดูกแห้งเหี่ยวซึ่งไม่มีดวงวิญญาณเหล่านั้นได้
เมื่อเทียบกันแล้ว วิธีของสิงเทียนมีประโยชน์กว่ามาก เขาไม่จำเป็นต้องสะกด ไม่จำเป็นต้องขับไล่ และไม่ต้องสนใจว่าพวกมันมีดวงวิญญาณหรือไม่ เพียงใช้ขวานทำลายโถวหมานหัวมนุษย์ให้แตกกลายเป็นผง เท่านี้พวกมันก็ไม่อาจออกไปสร้างเรื่องหรือทำร้ายผู้คนได้อีก
หลังจากกวาดล้างพวกมันจนหมด การขจัดพลังชั่วร้ายซึ่งสะสมอยู่ในพื้นที่นี้ย่อมง่ายขึ้นมาก
โคมวังหุ้มผ้าโปร่งสีแดงที่อยู่เบื้องหน้าค่อยๆ สว่างขึ้นทีละดวง บ้างลอยเดี่ยว บ้างลอยเป็นคู่ แสงของพวกมันเรียงต่อกันเป็นเส้นทาง คอยนำฉันผ่านพงไม้ไปยังปากแกนค่ายกล ซึ่งมีไอหยินทะลักออกมาไม่ขาดสายคล้ายน้ำพุที่ผุดขึ้นจากใต้ดิน
ปากทางนั้นดูเหมือนบ่อน้ำเก่า ด้านล่างเชื่อมต่อกับแม่น้ำใต้ดินซึ่งทั้งลึกและมืด ไอหยินหนาแน่นลอยปกคลุมรอบปากบ่อจนแทบมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
แต่แทนที่จะหยุดฝีเท้าด้วยความหวาดกลัว ฉันกลับรู้สึกเร่งร้อนอยู่ในใจ จึงเดินตรงเข้าไปหาโดยไม่คิดลังเล
โคมวังสีแดงดวงสุดท้ายลอยอยู่ตรงหน้า แสงของมันสั่นไหวเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ หลอมรวมและหายเข้าไปกลางฝ่ามือของชายคนหนึ่ง
เขาก้มตามองแสงอบอุ่นซึ่งรวมตัวอยู่ในมือ ครู่ต่อมาจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏอยู่บนใบหน้าขณะมองตรงมาทางฉัน
“ทำไมมาช้านัก?”
[จบบท]