เขาไม่มีโอกาสไปที่ท่าน้ำเพื่อสัมผัสความสุขจากการได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยังมีชีวิต เช่นนั้นการได้สัมผัสบรรยากาศเช่นนี้อยู่ในบ้านของตนเองก็นับว่าไม่เลว
หลีชิงจื้อขายของสารพัดอย่างด้วยอารมณ์เบิกบาน ระหว่างขายก็พูดคุยกับผู้คนไปด้วย
เมื่อทุกคนกลับกันหมดแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยและคนอื่น ๆ ก็กินข้าวเสร็จพอดี เขาจึงได้กินข้าวก้นหม้อที่เหลืออยู่กับข้าวที่จินเสี่ยวเยี่ยกันไว้ให้เขาเพียงผู้เดียว
จินเสี่ยวเยี่ยมักจะเก็บกับข้าวที่ดีที่สุดไว้ให้เขาเสมอ!
“ท่านพี่ ข้ากลับก่อนนะ” จ้าวเสี่ยวโต้วเอ่ยลา หลีชิงจื้อ
“กลับเถอะ ระวังตัวระหว่างทางด้วย” หลีชิงจื้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ขอรับ” จ้าวเสี่ยวโต้วขานรับ ก่อนจะวิ่งพรวดออกไป
เวลาฝนตก จ้าวเสี่ยวโต้วจะมาค้างที่บ้านสกุลหลี่ นอนห้องเดียวกับหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมา แต่ถ้าอากาศแจ่มใส เขาก็มักจะกลับบ้านของตนเอง รังทองรังเงินก็ไม่สู้รังของตนเอง ต่อให้บ้านสกุลหลี่ดีเพียงใด จ้าวเสี่ยวโต้วก็ยังอยากกลับบ้าน
ฟ้ายังไม่มืดสนิท จ้าวเสี่ยวโต้วออกจากบ้านแล้วก็วิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
หมู่บ้านที่บ้านสกุลจ้าวตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน ทุกสิ่งบนเส้นทางล้วนคุ้นเคยสำหรับจ้าวเสี่ยวโต้ว ผู้คนที่พบระหว่างทางก็ล้วนรู้จักเขา เป็นระยะ ๆ ยังมีคนทักขึ้นว่า
“เสี่ยวโต้ว กลับบ้านแล้วหรือ?”
“ขอรับ ข้ากำลังจะกลับบ้าน!” จ้าวเสี่ยวโต้วขานตอบ พลางกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้าโดยไม่หยุดฝีเท้า
เมื่อจ้าวเสี่ยวโต้วมาถึงใกล้บ้านของตนเอง เขาก็มองเห็นท่านพ่อของตนยืนรออยู่ใต้ต้นไม้แต่ไกล เขายิ้มกว้างแล้ววิ่งเข้าไป พุ่งตัวซุกอ้อมอกอีกฝ่าย “ท่านพ่อ!”
เมื่อก่อนจ้าวเสี่ยวโต้วไม่กล้าทำเช่นนี้ แต่ระยะนี้จ้าวเหล่าซานดีกับเขาเป็นพิเศษ อีกทั้งเขายังเห็นหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาใกล้ชิดกับหลีชิงจื้ออยู่ทุกวัน จึงทำตามบ้าง
ต้าเหมากับเอ้อร์เหมาเป็นเด็กที่ใคร ๆ ก็เอ็นดู ทำตามพวกเขาย่อมไม่ผิดแน่!
อันที่จริงจ้าวเหล่าซานยังไม่ค่อยชินกับความสนิทสนมของจ้าวเสี่ยวโต้ว แต่แม้จะไม่ชิน เขากลับรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง พออารมณ์ดี จ้าวเหล่าซานก็อุ้มจ้าวเสี่ยวโต้วขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“เสี่ยวโต้ว...ไม่สิ ถิงจวี่ วันนี้เจ้าเรียนอะไรบ้าง?” จ้าวเหล่าซานถาม
จ้าวเสี่ยวโต้วตอบว่า “ท่านพ่อ วันนี้ข้าเรียนบทกวีบทหนึ่งขอรับ! หญ้าขึ้นเขียวขจีทั่วท้องทุ่ง ปีแล้วปีเล่าผลัดเหี่ยวผลัดงาม...”
หลังจากท่องบทกวีจบ จ้าวเสี่ยวโต้วก็กล่าวต่อว่า “ตัวอักษรในบทกวีนี้ ข้าจำได้หมดแล้ว แต่ยังต้องฝึกเขียนอีกหลายรอบ ถึงจะเขียนเป็นขอรับ”
“ถิงจวี่เก่งจริง ๆ!” จ้าวเหล่าซานดีใจจนแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่
จ้าวเหล่าซานชอบชื่อที่หลีชิงจื้อตั้งให้จ้าวเสี่ยวโต้วมาก พอลูกชายมีชื่อนี้ เขาก็รู้สึกว่าลูกของตนแตกต่างจากคนอื่น!
ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งสองได้พบกับบิดาของจ้าวหมั่นชาง หลังจากทราบว่าบ้านสกุลหงชดใช้เงินให้จ้าวหมั่นชางสิบตำลึง บิดาของจ้าวหมั่นชางก็รีบไปหาลูกชายทันที แต่จ้าวหมั่นชางกลับบอกว่าเงินทั้งหมดนำไปรักษาอาการบาดเจ็บจนหมดแล้ว...
หลายวันมานี้ บิดาของจ้าวหมั่นชางเอาแต่บ่นด่าลูกชายอยู่ที่บ้านทุกวัน ครั้นเห็นจ้าวเหล่าซานอุ้มจ้าวเสี่ยวโต้วอยู่ เขาก็หัวเราะเยาะ
“เด็กโตป่านนี้แล้วยังอุ้มอีก จ้าวเหล่าซาน เจ้าไม่กลัวจะเลี้ยงให้กลายเป็นคนเกียจคร้านหรือ?”
ใบหน้าของจ้าวเหล่าซานแดงก่ำ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตอบกลับว่า “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีลูกชายให้อุ้ม!”
หากเป็นเมื่อก่อน ถูกคนพูดเช่นนี้ จ้าวเหล่าซานคงรีบวางจ้าวเสี่ยวโต้วลงแล้ว แต่พอนึกถึงว่าหลีชิงจื้อก็ทำเช่นนี้มาตลอด...อย่างไรเสียหลีชิงจื้อก็เหนือกว่าคนตรงหน้าอยู่แล้ว!
เชื่อหลีชิงจื้อน่าจะดีกว่า เดิมทีจ้าวเสี่ยวโต้วยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่พอได้ยินท่านพ่อพูดเช่นนี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เมื่อกลับถึงบ้านสกุลจ้าว มารดาของจ้าวเสี่ยวโต้วก็ถามทันทีว่าวันนี้เขาเรียนอะไรบ้าง
ส่วนพี่ชายและพี่สาวของจ้าวเสี่ยวโต้วก็พากันล้อมเข้ามาถามว่าวันนี้เขาได้กินอะไรบ้าง ที่จริงแล้วจ้าวเหล่าซานปฏิบัติต่อลูกเลี้ยงของตนไม่ค่อยดีนัก เขาแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด
แต่เขาก็ไม่ได้ทารุณลูกเลี้ยง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเอาแต่ทำงานใช้หนี้...หากเทียบกับพ่อหลายคนที่ชอบตีลูกแล้ว เขาก็นับว่าเป็นพ่อที่ไม่เลวนัก ดังนั้นลูกเลี้ยงจึงไม่ได้เกลียดชังเขา
เมื่อรู้ว่าวันนี้บ้านสกุลหลี่กินเนื้ออีกแล้ว พี่ชายและพี่สาวของจ้าวเสี่ยวโต้วต่างก็กลืนน้ำลายด้วยความอยาก พลางเสียดายที่ตนไม่ได้เป็นลูกแท้ ๆ ของจ้าวเหล่าซาน
วันนี้จ้าวเสี่ยวโต้วได้กินเนื้อ ส่วนจ้าวหมั่นชางก็ได้กินเช่นกัน แถมยังได้กินขนมอีกด้วย
จ้าวหมั่นชางมีบาดแผลเต็มตัว จูเฉียนจึงยังไม่ให้เขาไปทำงานรับใช้บุตรชายคนเล็กทันที แต่ให้พักรักษาตัวก่อน ตลอดสิบวันที่ผ่านมา จ้าวหมั่นชางได้กินอาหารแบบเดียวกับผู้ดูแลของบ้านสกุลจู อีกทั้งยังได้รับเสื้อผ้าสำหรับบ่าวรับใช้จากบ้านสกุลจูด้วย
นอกจากนี้ เขายังได้พบคุณชายน้อยแห่งบ้านสกุลจู จูสวินซิน ทุกวัน เพราะจูสวินซินมาหาเขาเป็นประจำ
อัตชีวประวัติของจูเฉียนเป็นเรื่องยาวเรื่องแรกที่จูสวินซินเคยฟังมาตั้งแต่เกิด แถมยังเป็นเรื่องของท่านพ่อของตนเองอีกด้วย!
จูสวินซินที่ยังเยาว์วัยชื่นชอบเรื่องนี้มาก ถึงขั้นอยากเอาอย่างไปเป็นบ่าวรับใช้ของผู้อื่นเสียเอง!
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ จูเฉียนและคนในบ้านไม่มีทางยินยอม
ระหว่างที่จูสวินซินกำลังรู้สึกหดหู่ จ้าวหมั่นชางก็เข้ามาอยู่ข้างกายเขาพอดี
เพราะสุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก จูสวินซินจึงรู้สึกว่าจ้าวหมั่นชางเป็นคนแบบเดียวกับท่านพ่อของตน ทำให้ชื่นชอบจ้าวหมั่นชางเป็นพิเศษ ทุกวันจะต้องแวะมาดูเขาสักครั้ง พร้อมนำขนมมาให้
หลังจากจ้าวหมั่นชางเคยดูแลหงเจา เด็กอ้วนที่พูดกันไม่รู้เรื่องและชอบคลุ้มคลั่งโดยไม่มีสาเหตุ พอมาเจอกับจูสวินซินที่ผิวขาวนุ่ม รูปร่างค่อนข้างผอม พูดจาเชื่องช้าและมีสีหน้าไร้เดียงสา...เขาก็รู้สึกว่าจูสวินซินเป็นคุณชายที่ดีที่สุดในอำเภอฉงเฉิง!
จ้าวหมั่นชางชอบจูสวินซินจากใจจริง ส่วนจูสวินซินก็ขาดเพื่อนเล่น ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ
.....................................................................................................
บ้านสกุลหลี่ เวลานี้บ้านของหลีชิงจื้อมีฐานะดีขึ้นแล้ว ไม่ขาดแคลนฟืน ตกกลางคืนจินเสี่ยวเยี่ยจึงต้มน้ำหม้อใหญ่ไว้หม้อหนึ่ง วันนี้เด็กทั้งสองไม่ต้องอาบน้ำ เพียงล้างหน้าและล้างเท้าพร้อมกับหลีชิงจื้อก็พอ เสร็จแล้วหลีชิงจื้อก็พาพวกเขาเข้านอน พร้อมเล่านิทานให้ฟัง
ส่วนจินเสี่ยวเยี่ย เนื่องจากทำงานอยู่ข้างนอกทั้งวันจนเหงื่อออกมาก จึงเพียงเช็ดตัวให้สะอาด
หลังจากจัดการเสร็จ นางก็กลับเข้าห้อง มานั่งคิดบัญชีใต้แสงตะเกียงน้ำมัน
ตอนที่หลีชิงจื้อเดินเข้ามา จินเสี่ยวเยี่ยกำลังใช้พู่กันเขียนตัวเลขอารบิกลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง
แคว้นต้าฉีไม่มีตัวเลขอารบิก แม้จะมีวิธีเขียนตัวเลขแบบย่ออยู่บ้าง แต่ถึงจะย่อเพียงใด ก็ยังใช้งานไม่สะดวกเท่าตัวเลขอารบิก หลีชิงจื้อจึงสอนตัวเลขอารบิกให้จินเสี่ยวเยี่ย จินเสี่ยวเยี่ยเป็นคนชอบเรียนรู้ อีกทั้งเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจดี จึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้เวลาทำบัญชี นางก็ใช้ตัวเลขอารบิกแล้ว
“ช่วงนี้หาเงินได้เป็นอย่างไรบ้าง?” หลีชิงจื้อถาม
จินเสี่ยวเยี่ยตอบว่า “ได้เงินมาเยอะมาก! อาชิง พรุ่งนี้เป็นต้นไปข้าจะไม่พายเรือแล้ว จะยกเรือให้เสี่ยวซู่ ให้เขาพายเรือขายของไปตามที่ต่าง ๆ ส่วนข้าจะอยู่ที่อำเภอฉงเฉิงตลอด คอยช่วยตัดผ้า ทำบัญชี และงานอื่น ๆ”
เวลานี้นางไม่ได้ใช้วิธีนำไข่ไก่ไปแลกดอกไม้ประดับผมที่คนอื่นทำเสร็จแล้วมาขายเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนเป็นซื้อผ้ามาให้คนอื่นนำไปทำแทน
หากไม่มีคนคอยดูแล นางเกรงว่าจะมีบางคนรับผ้าไปมาก แต่ส่งสินค้าสำเร็จรูปคืนน้อย
การแจกผ้าและรับสินค้าสำเร็จรูปกลับคืนมาจำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม แม้นางจะเชื่อใจพี่หวังและฮูหยินสวี แต่นางก็รู้สึกว่าตนเองอยู่ดูด้วยจะดีที่สุด
“ดี” หลีชิงจื้อยิ้ม ก่อนหยิบกระดาษออกมาสองแผ่นส่งให้จินเสี่ยวเยี่ย “เสี่ยวเยี่ย วันนี้ตอนกลางวันข้ามีเวลาว่างจึงวาดลวดลายไว้หลายแบบ เจ้าสามารถนำไปทำเป็นผ้ากันท้องของเด็ก หรือทำเป็นรองเท้าของเด็กก็ได้”
สิ่งที่หลีชิงจื้อวาดคือภาพสิบสองนักษัตรแบบน่ารัก การทำไม่ได้ยุ่งยาก แต่เมื่อนำไปปักบนเสื้อผ้าหรือรองเท้าแล้ว กลับทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา
จินเสี่ยวเยี่ยอาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมันมองดู แล้วกล่าวว่า “สวยจริง ๆ พรุ่งนี้ข้าจะให้ฮูหยินสวีลองทำตัวอย่างออกมาดูก่อน”
“ยังทำให้ต้าเหมากับเอ้อร์เหมาคนละสองชุดไว้ใส่ได้ด้วย” หลีชิงจื้อยิ้ม ก่อนเอ่ยต่อ “เสี่ยวเยี่ย ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ เขียนหนังสือใต้แสงตะเกียงที่มืดสลัวเช่นนี้ไม่ดีต่อสายตา”
จินเสี่ยวเยี่ยขานรับ จากนั้นก็เข้านอนพร้อมกับหลีชิงจื้อ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เขาฟัง...
วันรุ่งขึ้น ชีวิตของบ้านสกุลหลี่ยังคงดำเนินไปเช่นเดิม แต่เมื่อจูสวินเหมี่ยวมาถึงสำนักศึกษา สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“พี่จู เหตุใดวันนี้ท่านถึงอารมณ์ดีเช่นนี้?” สวีฉี่เฟยถามด้วยความสงสัย
เมื่อวานตอนเลิกเรียน สวีฉี่เฟยไม่ได้อยู่กับจูสวินเหมี่ยว เพราะทุกวันเขาจะมาถึงสำนักศึกษาก่อนใคร และกลับช้ากว่าคนอื่น บ้านสกุลสวีมีห้องที่ให้เขากับมารดาอาศัยอยู่เพียงห้องเดียว และยังถูกกั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ทำให้เขาอ่านหนังสือที่บ้านได้ไม่สะดวกนัก
“พี่สวี ท่านพอมีเวลาช่วยคัดลอกต้นฉบับหรือไม่?” จูสวินเหมี่ยวหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมา
ระยะนี้สวีฉี่เฟยใช้เวลาทุกขณะไปกับการอ่านหนังสือ แต่เมื่อเห็นกระดาษที่จูสวินเหมี่ยวนำออกมา เขาก็ตอบโดยไม่ลังเลว่า “มี!”
นี่จะต้องเป็นหนังสือที่หลีชิงจื้อเขียนอย่างแน่นอน เขาช่วยคัดลอกต้นฉบับก็ถือเป็นการพักผ่อนและฝึกคัดอักษรไปในตัว! ที่สำคัญ เขาอยากอ่าน!