อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จินเสี่ยวเยี่ยทำ ไม่ช้าก็เร็วชาวหมู่บ้านย่อมต้องรู้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า
“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรนัก เพียงมีเถ้าแก่บางท่านอยากหาคนรับงานเย็บปัก ข้าก็ช่วยหาช่างปักให้ แล้วหาเงินจากตรงนั้นเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้เถ้าแก่อู๋ต้องการซื้อถุงมือกับของอย่างอื่นไปขายที่เมืองหลวง ข้าก็หาคนช่วยทำให้เขา หากพวกท่านอยากทำการค้านี้ก็ทำได้เหมือนกัน แต่ก่อนอื่นต้องมีเถ้าแก่ที่เชื่อถือพวกท่านเสียก่อน”
จินเสี่ยวเยี่ยอธิบายกิจการของตนเสียดูธรรมดา ราวกับนางเป็นเพียงคนคอยช่วยจัดการงานจิปาถะเท่านั้น
แต่ชาวหมู่บ้านกลับเชื่อคำพูดของนาง ต่างพากันถามว่า “เสี่ยวเยี่ย เช่นนั้นพวกเราช่วยทำงานได้หรือไม่”
“สะใภ้บ้านสกุลหลี ข้าปักลายเป็น ข้าทำได้”
“เสี่ยวเยี่ย เจ้ารู้จักเถ้าแก่พวกนั้นได้อย่างไร”
.............................................................................
จินเสี่ยวเยี่ยตอบว่า “งานที่เถ้าแก่พวกนั้นต้องการละเอียดมาก ทำได้ค่อนข้างยาก”
“หากพวกท่านอยากทำ คราวหน้าข้าจะรับงานง่าย ๆ กลับมาบ้าง ให้พวกท่านลองทำดูก็ได้”
“ส่วนเรื่องที่รู้จักเถ้าแก่พวกนั้น ข้าก็เดินถามทีละร้านในอำเภอ จึงได้รู้จักพวกเขา”
.................................................................................
ก่อนหน้านี้จินเสี่ยวเยี่ยไม่เคยให้ชาวหมู่บ้านมาช่วยรับงานเย็บปัก เพราะในหมู่บ้านมีคนที่ฝีมือดีจริง ๆ อยู่ไม่กี่คน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนล้วนธรรมดา บรรดาหญิงสาวจึงไม่มีผ้าหรือด้ายมากพอไว้ฝึกฝีมือ งานเย็บปักของพวกนางย่อมไม่ดีนัก หากตอนนั้นนางให้หญิงในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนช่วยทำของ ผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่คงเป็นของด้อยคุณภาพ
ยกตัวอย่างคนที่เอาแต่บอกว่าตนเองปักลายเป็น...จินเสี่ยวเยี่ยจำได้ว่าฝีมือเย็บปักของอีกฝ่ายยังสู้ของนางไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนบ้านเดียวกัน คราวหน้าหากมีงานง่าย ๆ นางก็สามารถนำกลับมาให้พวกนางลองทำได้
“เสี่ยวเยี่ย เจ้าเก่งจริง ๆ”
“เจ้าฉลาดมาตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าดูออกนานแล้วว่าเจ้าจะต้องทำเรื่องใหญ่ได้!”
“เสี่ยวเยี่ย ข้าเป็นป้าสะใภ้ของเจ้านะ หากเจ้ามีงานก็อย่าลืมแบ่งให้ข้าบ้างล่ะ”
........................................................................................
จินเสี่ยวเยี่ยถูกผู้คนล้อมเอาไว้ ส่วนหลีชิงจื้อที่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือของนาง ก็พลอยถูกล้อมไปด้วย
แต่วันนี้แทบไม่มีใครสนใจเขา ต่อให้มีสายตาบางคู่มองมาทางเขา ก็มีเพียงความอิจฉาเท่านั้น
นอกจากนั้น ยังมีคนอีกมากมายล้อมจินเสี่ยวซู่ไว้
“เสี่ยวซู่ เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงเวลาแต่งภรรยาแล้ว ทางบ้านแม่ของข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง...”
“หลานสาวของเจ้าหน้าตาธรรมดาจะตาย! เสี่ยวซู่ อาหลี่ของบ้านข้าสวยกว่า แถมยังโตมาด้วยกันกับเจ้าด้วย...”
“เสี่ยวซู่ เจ้าอยากได้ภรรยาแบบใด บอกป้าสิ ป้าจะช่วยหามาให้”
จินเสี่ยวซู่ผู้เพิ่งอกหัก “...”
จินเสี่ยวซู่นับเป็นชายหนุ่มโสดที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน ฐานะของบ้านสกุลจินไม่เลว เขาเป็นลูกชายคนเดียว ไม่มีพี่น้องมาแบ่งมรดก บิดาของเขามีฝีมือทำอาหาร ส่วนมารดาก็ขึ้นชื่อว่าอุปนิสัยดี...ตอนนี้พี่สาวของเขาอย่างจินเสี่ยวเยี่ยยังคอยช่วยเหลือเขาอีกด้วย
ส่วนตัวจินเสี่ยวซู่เอง...ก่อนหน้านี้เหย่าเส้ากงเห็นว่าเขาขยันและเอาการเอางาน จึงคิดจะรับเขาเป็นศิษย์ คนอื่น ๆ ย่อมมองเขาในลักษณะเดียวกัน
บัดนี้จินเสี่ยวซู่ยังเช่าเรือลำหนึ่งมาทำมาหากิน แม้เจ้าตัวจะบอกว่าหาเงินได้ไม่มาก แต่เดือนหนึ่งอย่างไรก็น่าจะได้หลายร้อยเหวิน ซึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว
ที่จริงก่อนหน้านี้ชาวหมู่บ้านหลายคนก็เริ่มคิดจะเป็นพ่อสื่อแม่สื่อให้จินเสี่ยวซู่แล้ว บางคนถึงกับเคยพูดเรื่องนี้กับจินต้าเจียง เพียงแต่จินต้าเจียงเห็นว่าจินเสี่ยวซู่ยังอายุน้อย จึงคิดจะรอไปก่อน
อายุของจินเสี่ยวซู่ก็ยังไม่มากจริง ๆ ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ชาวหมู่บ้านจึงไม่ได้รีบร้อน
แต่ตอนนี้จินเสี่ยวเยี่ยหาเงินได้มากถึงเพียงนี้....
ครอบครัวที่มีบุตรสาววัยเหมาะสมต่างก็อยากยกลูกสาวให้แต่งกับจินเสี่ยวซู่
จินเสี่ยวซู่ทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายหลีชิงจื้อจึงเอ่ยขึ้นว่า “ทุกท่าน บ้านพวกเราจะกินข้าวกันแล้ว”
..........................................................................................
หลีชิงจื้อชอบชาวหมู่บ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีขอบเขต อย่างน้อยก็ไม่อาจปล่อยให้คนเหล่านี้รบกวนเวลารับประทานอาหารของคนในบ้านได้!
ตอนเที่ยงพวกเขาเพิ่งไปกินข้าวที่หอสุรามา มื้อเย็นวันนี้จึงเรียบง่ายกว่ามาก อาหารคาวมีเพียงไข่นึ่งหมูสับ อาหารจานนี้เพียงใส่เกลือให้พอดีก็อร่อยแล้ว เหมาะกับให้หลีเหล่าเกินทำ แต่หลีเหล่าเกินก็ยังทำตามสบายเหมือนเดิม—หมูสับของเขาไม่ได้สับเลยแม้แต่น้อย เรียกว่าหมูหั่นเต๋าจะเหมาะกว่า
หลีเหล่าเกินอารมณ์ดีมาตลอด “เสี่ยวเยี่ยหาเงินได้มากเช่นนี้ ต่อไปบ้านเราก็คงได้กินเนื้อทุกวันแล้ว เป็นเรื่องดีที่ผู้ใดก็คาดไม่ถึงจริง ๆ! ตอนข้ายังเด็ก มีครั้งหนึ่งเห็นเหย่าเส้ากงกินข้าว ข้าวขาวเต็มชามใหญ่ แถมด้านบนยังมีหมูเค็มอีกชิ้น ตอนนั้นข้าคิดว่าหากสักวันหนึ่งได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นก็คงดีมากแล้ว ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ชีวิตของข้าจะดีกว่าเขาเสียอีก!”
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะได้มีชีวิตที่ดีเช่นนี้”
ตอนอยู่ในวันสิ้นโลก เขาไม่มีวันคิดว่าตนจะได้กินอาหารอร่อยถึงเพียงนี้อีก
เขาก็ไม่คิดเช่นกันว่าตนจะมีครอบครัวและคนรักที่เป็นของตนเอง
เมื่อคิดเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายกินข้าว ส่วนมือขวายื่นไปจับมือซ้ายของจินเสี่ยวเยี่ย
จินเสี่ยวซู่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “...” ท่านพี่เขยของเขาเหตุใดจู่ ๆ ถึงกลายเป็นคนเช่นนี้ไปแล้ว?
บรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นยิ่งนัก ทว่าในตอนนั้นเอง กลับมีคนมาเคาะประตู
ช่วงนี้หลีเหล่าเกินชอบให้คนแวะมาหาที่บ้านเป็นพิเศษ เขาลุกขึ้นไปเปิดประตู แล้วก็เห็นหลีเหล่าเอ้อร์กับหลีเหย่าเฟิงยืนอยู่ด้านนอก
เมื่อก่อนหลีเหล่าเกินกลัวน้องชายกับหลานชายของตนมาก เพราะหากพวกเขาไม่เลี้ยงดู เขาก็อาจอดตายได้ แต่ตอนนี้เขาไม่กลัวแล้ว
“เหล่าเอ้อร์เองหรือ มาทำอะไร” หลีเหล่าเกินเหลือบมองหลีชิงจื้อ ก่อนยืดอก เชิดหน้า มองหลีเหล่าเอ้อร์
หลีเหล่าเอ้อร์กล่าวว่า “พี่ใหญ่ บ้านของพี่กว้างจริง ๆ ทั้งยังงดงามมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเหล่าเกินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ บ้านของเขาทั้งกว้างและงดงามจริง ๆ! เขายังมีห้องส่วนตัว ไม่เหมือนเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านน้องชาย ที่ทำได้เพียงนอนร่วมกับแพะในบ้าน
“เข้ามาสิ บ้านของข้าเพิ่งสร้างใหม่ ย่อมต้องดีอยู่แล้ว เจ้าเห็นโต๊ะกินข้าวของบ้านเราหรือไม่ ช่างไม้ในอำเภอเป็นคนทำ...” หลีเหล่าเกินเริ่มโอ้อวด
ตอนจินเสี่ยวเยี่ยอยู่ไฟ น้องชายกับน้องสะใภ้ของเขามาเยี่ยม แต่กลับหยิบไข่ไก่สิบฟองที่จินต้าเจียงนำมาให้ติดมือกลับไปด้วย
ตอนนั้นจินเสี่ยวเยี่ยไม่ได้ทำอะไร แต่พอพ้นช่วงอยู่ไฟ นางก็ไปขวางหน้าประตูบ้านหลีเหล่าเอ้อร์ แล้วประกาศเรื่องนี้จนทั่ว กล่าวหาสองสามีภรรยาว่าเป็นขโมย หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยมาบ้านนี้อีกเลย
คราวนี้อีกฝ่ายอุตส่าห์มา เขาย่อมต้องโอ้อวดให้เต็มที่!
หลีเหล่าเอ้อร์มองหลีเหล่าเกินด้วยความริษยา ก่อนกล่าวขึ้นกะทันหันว่า “พี่ใหญ่ บ้านข้าก็อยากสร้างเรือนใหม่ พี่ให้ข้ายืมเงินสักหน่อยได้หรือไม่”
เสียงของหลีเหล่าเกินหยุดลงทันที เดิมทีสีหน้าของหลีเหล่าเอ้อร์มีความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่พอพูดออกมาแล้วกลับรู้สึกโล่งอก จากนั้นจึงหันไปมองจินเสี่ยวเยี่ย
“เสี่ยวเยี่ย บ้านของพวกเราเป็นอย่างไร เจ้าก็รู้ดี ทั้งเล็กทั้งคับแคบ ตอนนี้ภรรยาของเหย่าเฟิงก็กำลังจะคลอด พวกเราจึงอยากยืมเงินจากเจ้าไปซ่อมแซมบ้านสักหน่อย...”
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ท่านอารอง หากบ้านท่านจะสร้างเรือน บ้านข้าย่อมส่งคนไปช่วย แต่เรื่องยืมเงินคงไม่ได้ ข้าไม่มีเงินเหลืออยู่ในมือ”
“เสี่ยวเยี่ย เดือนนี้เจ้าไม่ได้หาเงินได้สิบตำลึงหรือ” หลีเหล่าเอ้อร์ถาม
“จะมีถึงสิบตำลึงได้อย่างไร รวมทั้งหมดก็เพียงเจ็ดแปดตำลึง ข้าซื้อของเข้าบ้านไปไม่น้อย ทั้งยังตัดเสื้อใหม่ ทำผ้าห่มใหม่ให้พวกเขา เงินก็หมดไปแล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ให้หลีเหล่าเอ้อร์ยืมเงิน
หากเป็นคนที่สนิทกับนาง หรือเคยช่วยเหลือนางมาก่อน แล้วมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน นางย่อมให้ยืมบ้างตามสมควร แต่ตอนที่นางลำบาก หลีเหล่าเอ้อร์ไม่เคยช่วยเหลือนางเลย กลับคิดจะให้นางแต่งงานใหม่ แล้วฉวยเอาที่ดินสองหมู่ที่หลีชิงจื้อทิ้งไว้ไปครอบครอง
หลีเหล่าเอ้อร์ถึงกับขโมยไข่ไก่ของนางตอนอยู่ไฟด้วยซ้ำ! อีกทั้งไม่นานมานี้ ตอนบ้านของพวกเขาสร้างเรือน หลีเหย่าเฟิงก็มาช่วยจริง แต่ตอนทำงานกลับอู้ตลอด พอถึงเวลากินข้าวกลับแย่งกินเสียเต็มที่
ตามปกติเมื่อจินเสี่ยวเยี่ยพบหลีเหล่าเอ้อร์ ก็ยังเรียกเขาว่า “ท่านอารอง” แต่เรื่องให้ยืมเงินนั้นไม่มีทางเป็นไปได้
หากบ้านหลีเหล่าเอ้อร์จะสร้างเรือน อย่างมากจินเสี่ยวเยี่ยก็เพียงให้หลีเหล่าเกินไปช่วย นางไม่เคยกินข้าวของบ้านหลีเหล่าเอ้อร์แม้แต่คำเดียว และไม่ได้ติดค้างอะไรเขา!
บ้านของหลีชิงจื้อซื้อของเพิ่มเข้ามาไม่น้อยจริง ๆ ช่วงนี้หลีเหล่าเกินก็โอ้อวดเสื้อฝ้ายตัวใหม่ เสื้อผ้าชุดใหม่ และรองเท้าคู่ใหม่ของตนอยู่บ่อยครั้ง